
ทุกครั้งที่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ซื้อกาแฟหนึ่งแก้ว เติมน้ำมันที่ปั๊ม หรือแม้แต่สมัครสมาชิก Netflix รายเดือน คนไทยกำลังจ่ายภาษีให้รัฐโดยไม่รู้ตัวทุกวัน ภาษีตัวนั้นคือ "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" หรือ Value Added Tax (VAT) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้อันดับหนึ่งของรัฐบาลไทยในปัจจุบัน และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่กระทรวงการคลังใช้ประเมินสุขภาพของเศรษฐกิจในประเทศ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นการ “ขึ้น VAT” จาก 7% เป็น 10% ถูกหยิบยกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมเสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จาก 7% เป็น 10% โดยมีโจทย์สำคัญคือการหารายได้ใหม่ของรัฐ เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ค่ารักษาพยาบาล และการพัฒนาการศึกษา
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในจังหวะที่รายงานเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศความกังวลในสังคม
ล่าสุดในวันนี้ นายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ตัดสินใจขอถอนรายงานฉบับดังกล่าวออกไปก่อน
แม้ข้อเสนอจะถูกถอนออกจากวาระไปแล้ว แต่ประเด็นนี้ยังทำให้ VAT กลับมาเป็นหัวข้อที่สังคมให้ความสนใจอีกครั้ง บทความนี้ SPOTLIGHT จึงชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจให้ชัดว่า VAT คืออะไร มีกลไกการทำงานอย่างไร และเหตุใดภาษีประเภทนี้จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อโครงสร้างรายได้ของงบประมาณแผ่นดิน
ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บจากการบริโภค ไม่ใช่จากรายได้ หลักคิดพื้นฐานคือเมื่อใดก็ตามที่เกิดการ "เพิ่มมูลค่า" ของสินค้าหรือบริการตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ การแปรรูป การขายส่ง จนถึงขายปลีกให้ผู้บริโภค รัฐจะเก็บภาษีจากส่วนต่างมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอน แทนที่จะเก็บซ้ำซ้อนจากราคาเต็มในทุกขั้น ซึ่งเป็นข้อดีเหนือระบบ "ภาษีการค้า" แบบเก่าที่ประเทศไทยใช้ก่อนปี 2535
ตามประมวลรัษฎากร ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าและบริการ โดยเก็บในอัตรา 7% ของมูลค่าขายสินค้าหรือบริการในประเทศ และอัตรา 0% ในกรณีที่เป็นการส่งออก การกำหนดอัตราศูนย์สำหรับการส่งออกเป็นหลักสากลที่เรียกว่า destination principle คือให้เก็บภาษีที่ปลายทางที่บริโภคจริง ไม่ใช่ที่ประเทศต้นทาง เพื่อไม่ให้สินค้าส่งออกเสียเปรียบในเวทีโลก
ประเด็นที่หลายคนยังเข้าใจผิดคือ อัตรา VAT ตามกฎหมายจริงของไทยไม่ใช่ 7% แต่ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจริงๆ แล้วกฎหมายบัญญัติไว้ที่ 10% แต่เนื่องจากประเทศไทยมีการออกกฎหมายพิเศษมาลดให้เหลือ 7% เป็นการชั่วคราวแบบปีต่อปี แล้วใช้วิธีต่ออายุเอาเรื่อยๆ มาหลายปี จึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าการกลับไปใช้อัตรา 10% เป็นการปรับขึ้นภาษี ทั้งที่จริงตามกฎหมายใช้อัตรา 10% ตั้งแต่แรกแล้ว
ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบ VAT แทนภาษีการค้าเดิมในวันที่ 1 มกราคม 2535 โดยอัตราตามกฎหมายอยู่ที่ 10% ทว่าหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 รัฐบาลได้ใช้พระราชกฤษฎีกาลดอัตราเหลือ 7% ชั่วคราวเพื่อประคองการบริโภค และต่ออายุมาตรการนี้ทุกปีต่อเนื่องกันมากว่า 28 ปี
ล่าสุดในปี 2568 คณะรัฐมนตรีได้ขยายเวลาการใช้อัตรา 7% ออกไปอีกจนถึง 30 กันยายน 2569 ผ่าน พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 799) พ.ศ. 2568 การขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2569 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 646
สิ่งที่ทำให้ VAT แตกต่างจากภาษีอื่นคือระบบ "เครดิตภาษี" ที่ป้องกันการเก็บซ้ำซ้อน โดยเมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนซื้อวัตถุดิบหรือบริการจากคู่ค้า เขาต้องจ่าย ภาษีซื้อ (Input VAT) ให้คู่ค้า เมื่อขายสินค้าให้ลูกค้า เขาต้องเก็บ ภาษีขาย (Output VAT) จากลูกค้า แล้วในแต่ละเดือน ผู้ประกอบการจะนำภาษีขายลบภาษีซื้อ ส่วนต่างที่เป็นบวกคือเงินที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร ถ้าเป็นลบ (ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เช่น กรณีซื้อสต็อกใหญ่หรือส่งออกซึ่งภาษีขายเป็นศูนย์) ก็มีสิทธิ์ขอคืนได้
กลไกนี้ทำให้ VAT สร้าง "แรงจูงใจตรวจสอบกันเอง" ภายในห่วงโซ่อุปทาน เพราะผู้ซื้อต้องการใบกำกับภาษีจากผู้ขายเพื่อใช้ขอคืนภาษีซื้อ ผู้ขายจึงถูกบังคับโดยกลไกตลาดให้ต้องออกใบกำกับภาษีและเข้าระบบ ต่างจากภาษีเงินได้ที่ไม่มีแรงจูงใจเชิงโครงสร้างให้คนกลางตรวจสอบกัน
ผลลัพธ์สุดท้ายคือภาระภาษีทั้งหมดตกอยู่ที่ผู้บริโภคคนสุดท้าย (End User) ซึ่งไม่มีภาษีขายให้หักกลบ ผู้ประกอบการทุกรายในห่วงโซ่จึงเป็นเพียง "ตัวแทนเก็บภาษี" ให้รัฐเท่านั้น ไม่ใช่ผู้แบกภาระจริง
กฎหมายกำหนดเกณฑ์การเข้าระบบไว้ที่รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปี หากธุรกิจของคุณมีการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระ และมีรายรับก่อนหักค่าใช้จ่าย เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้คุณต้องเข้าสู่ระบบ VAT ทันที โดยผู้ประกอบการมีเวลา 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียน (แบบ ภ.พ.01)
ส่วนธุรกิจที่เล็กกว่าเกณฑ์นี้ได้รับยกเว้น แต่สามารถ "สมัครใจ" จดทะเบียนได้หากต้องการใช้สิทธิ์ขอคืนภาษีซื้อ เช่น ธุรกิจที่มีต้นทุนวัตถุดิบสูงหรือลงทุนในเครื่องจักรขนาดใหญ่
นอกจากนี้ยังมีกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT ตามกฎหมายโดยสิ้นเชิง เช่น การขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์มีชีวิต ปุ๋ย อาหารสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน บริการขนส่งในประเทศ และบริการการศึกษา ซึ่งเหตุผลหลักคือเพื่อไม่ให้เพิ่มภาระค่าครองชีพต่อสินค้าจำเป็นและลดความถดถอย (regressivity) ของระบบภาษีบริโภค
VAT มีคุณสมบัติที่ทำให้เป็นเครื่องมือการคลังที่รัฐบาลทั่วโลกนิยมใช้ และเป็นสาเหตุที่กว่า 170 ประเทศทั่วโลกเลือกนำระบบนี้มาใช้ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
ประการแรกคือฐานภาษีที่กว้างมาก ครอบคลุมแทบทุกกิจกรรมบริโภคในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า การเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงบริการดิจิทัล ฐานที่กว้างขนาดนี้ทำให้อัตราภาษีต่ำก็เก็บได้เยอะ และทำให้รัฐไม่ต้องพึ่งพาภาคเศรษฐกิจใดภาคหนึ่งเป็นพิเศษ
ประการที่สองคือความต่อเนื่องของการจัดเก็บ ต่างจากภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งผูกกับวงจรกำไรและขาดทุนของบริษัท หรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งเก็บเป็นก้อนปีละครั้ง VAT ถูกเก็บเป็นรายเดือนทุกเดือน และสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบจะเรียลไทม์ ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ทำให้กระทรวงการคลังมองเห็นการเคลื่อนไหวของการบริโภครายเดือน
ประการที่สามคือประสิทธิภาพในการจัดเก็บที่สูง เพราะกลไกภาษีซื้อ-ภาษีขายสร้างการตรวจสอบระหว่างคู่ค้าโดยธรรมชาติ อีกทั้งยังไม่สร้างความบิดเบือนในเชิงการผลิตมากเท่าภาษีการค้าแบบเดิม เพราะไม่เก็บซ้ำในแต่ละชั้นของห่วงโซ่
ด้วยเหตุนี้ VAT จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังใช้เป็น "ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ" เมื่อใดที่การบริโภคในประเทศชะลอ ตัวเลข VAT จะสะท้อนออกมาก่อนภาษีประเภทอื่น ดังที่ สศค. รายงานผลการจัดเก็บในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ว่า ตัวขับเคลื่อนหลักยังคงเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการบริโภคภายในประเทศที่สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 7.8%
การเข้าใจน้ำหนักของ VAT ในงบประมาณแผ่นดิน ต้องดูผ่านสามเลเยอร์ที่เรียงซ้อนกัน คือ (1) ภาพรวมงบประมาณและรายได้ของรัฐบาลสุทธิ (2) ภาพของกรมสรรพากรซึ่งเป็นกรมจัดเก็บหลัก และ (3) ตัวเลข VAT ที่แยกย่อยภายในกรมสรรพากร
สำหรับปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลตั้งประมาณการจัดเก็บรายได้สุทธิไว้ที่ 2,887,000 ล้านบาท ในขณะที่รายจ่ายทั้งปีอยู่ที่ 3,752,700 ล้านบาท ขาดดุลที่ต้องกู้ชดเชย 865,700 ล้านบาท
ผลการจัดเก็บจริงปิดปี 2568 (ตุลาคม 2567 - กันยายน 2568) ซึ่งกระทรวงการคลังรายงานเป็นตัวเลขเบื้องต้น ณ 8 ตุลาคม 2568 สะท้อนความท้าทายชัดเจน โดยรัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิรวม 2,822,709 ล้านบาท แม้สูงกว่าปีก่อน 25,030 ล้านบาท หรือ 0.9% แต่ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณถึง 64,291 ล้านบาท หรือ 2.2%
รายได้ของรัฐบาลไทยมาจาก 3 กรมจัดเก็บหลัก บวกกับรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น เมื่อดูผลจริงปีงบ 2568 เทียบกับเป้า จะเห็นว่า ทุกกรมจัดเก็บต่ำกว่าเป้าหมดทั้งสามกรม
กรมสรรพากร ซึ่งเป็นกรมจัดเก็บที่ใหญ่ที่สุด ปิดปีที่ 2,335,300 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 67,104 ล้านบาทหรือ 3.0% แต่ต่ำกว่าประมาณการ 37,200 ล้านบาทหรือ 1.6% ลำพังกรมสรรพากรเพียงกรมเดียวรับผิดชอบประมาณ 83% ของรายได้รัฐบาลสุทธิทั้งหมด (2,335,300 จาก 2,822,709 ล้านบาท) ซึ่งภายในกรมนี้ VAT เป็นเครื่องยนต์ใหญ่ที่สุด
กรมสรรพสามิต ซึ่งเก็บภาษีเหล้า บุหรี่ น้ำมัน และรถยนต์ ปิดปีที่ 537,540 ล้านบาท แม้สูงกว่าปีก่อน 2.7% แต่ต่ำกว่าเป้ามากที่สุดคือ 72,160 ล้านบาทหรือ 11.8% สะท้อนผลจากนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าที่กระทบภาษีสรรพสามิตรถยนต์โดยตรง รวมถึงการเก็บภาษีน้ำมันที่ยังถูกจำกัดจากมาตรการตรึงราคา
กรมศุลกากร เก็บอากรขาเข้าได้ 119,144 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 3,056 ล้านบาทหรือ 2.5% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ส่งเสียงมาตั้งแต่กลางปีว่าภาคธุรกิจหันไปใช้สิทธิประโยชน์ในเขตปลอดอากรมากขึ้น ประกอบกับการขยายตัวของ FTA หลายฉบับที่ทำให้พิกัดภาษีนำเข้าลดลงโดยธรรมชาติ
รวม 3 กรมจัดเก็บได้ 2,991,984 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 2.8% แต่ต่ำกว่าเป้า 112,416 ล้านบาทหรือ 3.6% เป็นช่องว่างที่ต้องชดเชยด้วยรายได้จากรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นที่นำส่งเกินเป้า โดยเฉพาะส่วนราชการอื่นที่นำส่งสูงกว่าประมาณการถึง 28.4%
ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิ ปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 - ก.ย. 2568) หน่วย: ล้านบาท
ที่มาของรายได้ | ปีนี้ | ปีก่อน | เทียบปีก่อน (%) | ปมก. งบประมาณ | เทียบเป้า (%) |
กรมสรรพากร | 2,335,300 | 2,268,196 | +3.0 | 2,372,500 | -1.6 |
กรมสรรพสามิต | 537,540 | 523,632 | +2.7 | 609,700 | -11.8 |
กรมศุลกากร | 119,144 | 117,953 | +1.0 | 122,200 | -2.5 |
รวม 3 กรม | 2,991,984 | 2,909,781 | +2.8 | 3,104,400 | -3.6 |
รัฐวิสาหกิจ | 177,379 | 219,506 | -19.2 | 176,500 | +0.5 |
หน่วยงานอื่น | 221,445 | 201,933 | +9.7 | 173,500 | +27.6 |
รวมจัดเก็บ (Gross) | 3,390,808 | 3,331,220 | +1.8 | 3,454,400 | -1.8 |
หัก: คืนภาษี, ชดเชย | 426,839 | 397,251 | +7.4 | 431,700 | -1.1 |
สุทธิก่อนจัดสรร อปท. | 2,963,969 | 2,933,969 | +1.0 | 3,022,700 | -1.9 |
หักจัดสรร VAT ให้ อปท. | 141,260 | 136,290 | +3.6 | 135,700 | +4.1 |
รวมรายได้สุทธิ (Net) | 2,822,709 | 2,797,679 | +0.9 | 2,887,000 | -2.2 |
ที่มา: กระทรวงการคลัง, ตัวเลขเบื้องต้น ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2568
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยังคงเป็นภาษีหลักที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้มากที่สุด โดยมีมูลค่ารายปีราว 9 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของรายได้ทั้งหมดของกรมสรรพากร และประมาณ 35% ของรายได้สุทธิรัฐบาล มากกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่อยู่ในอันดับถัดมา
สำหรับปีงบประมาณ 2568 แม้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้ได้ทั้งหมด 2.335 ล้านล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บโดยตรง เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล พบว่าสามารถจัดเก็บได้รวม 1.873 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% จากปีก่อน และใกล้เคียงกับเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณที่ 1.874 ล้านล้านบาท
ปัจจัยสำคัญมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศที่ทำได้ดี โดยจัดเก็บได้ 9.92 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายในเอกสารงบประมาณที่ตั้งไว้ 9.69 แสนล้านบาท ธุรกิจที่ชำระภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจบริการทางการเงิน ธุรกิจไฟฟ้า ก๊าซ ไอน้ำ และธุรกิจโทรคมนาคม
ในทางกลับกัน ภาษีที่หน่วยงานอื่นจัดเก็บแทนกรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 4.62 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 7.3% หรือ 36,565 ล้านบาท โดยแรงกดดันสำคัญมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ลดลงต่อเนื่อง ตามผลของเงินบาทแข็งค่าและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลง
นอกจากนี้ ภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดินจัดเก็บก็ต่ำกว่าเป้าหมายเช่นกัน สะท้อนกำลังซื้อที่อยู่อาศัยที่อ่อนแรง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์แล้วก็ตาม
กระทรวงการคลังระบุด้วยว่า แม้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรโดยรวมจะต่ำกว่าเป้าหมายบางส่วนจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่รายได้ภาษีหลายตัวยังขยายตัวจากปีก่อนได้ โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้ 4.32 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้า แต่สูงกว่าปีก่อน ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้ 7.97 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้า แต่ยังสูงกว่าปีก่อนเช่นกัน
สำหรับภาษีประเภทอื่น ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจัดเก็บได้ 2.74 หมื่นล้านบาท ภาษีธุรกิจเฉพาะจัดเก็บได้ 6.68 หมื่นล้านบาท และอากรแสตมป์จัดเก็บได้ 1.687 หมื่นล้านบาท ด้านภาษีมรดกจัดเก็บได้ 1,186 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 386 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ภาษีมูลค่าเพิ่มยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของรายได้ โดยจัดเก็บได้ 9.92 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคในประเทศ 6.16 แสนล้านบาท ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าจัดเก็บได้ 3.76 แสนล้านบาท
การประเมินว่าอัตรา VAT 7% ของไทยเหมาะสมหรือไม่ ต้องมองในบริบทภูมิภาคและระดับโลก
ในภูมิภาคอาเซียน ไทยจัดเก็บ VAT ในอัตรา 7% ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนส่วนใหญ่ โดยกัมพูชา และลาว จัดเก็บในอัตรา 10% ฟิลิปปินส์ 12% อินโดนีเซีย 12% ขณะที่สิงคโปร์เก็บภาษีสินค้าและบริการ (GST) ที่ 9% มาเลเซียแยกจัดเก็บเป็นภาษีการขาย 10% และภาษีบริการ 8% มีเพียงเมียนมาที่จัดเก็บต่ำกว่าที่ 5% ส่วนบรูไนและฮ่องกงไม่มีการจัดเก็บ VAT และ GST
ในระดับโลก ช่องว่างยิ่งชัดเจนขึ้น ไทย (7%) ถือว่าอยู่ในระดับ "ค่อนข้างต่ำ" เมื่อเทียบกับกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ที่มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 21% เช่น ฮังการี (27%) ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในสหภาพยุโรป หรือเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน (25%) และค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 15-21%
ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจว่าประเทศที่เก็บสูงมักเลือกใช้ VAT เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างสวัสดิการ โดยในกลุ่มประเทศ OECD รายได้จากภาษีการบริโภค (รวมถึง VAT) คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยถึง 1 ใน 3 ของรายได้รัฐทั้งหมด
การที่ไทยเก็บในอัตราต่ำกว่าเพื่อนบ้านและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกหลายเท่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือรักษากำลังซื้อของครัวเรือนและไม่เพิ่มเงินเฟ้อ แต่ข้อเสียคือรัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องการรายได้จากภาษีเพิ่มจากผลกระทบจากวิกฤตภายนอก ซึ่งเป็นที่มาของข้อถกเถียงเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างภาษีในปัจจุบัน
ที่มาข้อมูล: กระทรวงการคลัง, Gov Spending