
ในช่วงปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกเผชิญแรงกดดันโดยตรงจากความขัดแย้งและสงครามในหลายภูมิภาค ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งชะลอหรือยกเลิกแผนการเดินทาง ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย รวมถึงข้อจำกัดการเดินทางที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ความไม่สงบ
เหตุการณ์ดังกล่าวกระทบต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน โรงแรม บริษัทนำเที่ยว และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและประเทศใกล้เคียง ซึ่งต้องเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และรายได้จากการท่องเที่ยวที่หดตัวลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วโลก ว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
บทความนี้ SPOTLIGHT สรุปสาระสำคัญและอินไซต์ด้านการท่องเที่ยวจากหลากหลายตลาดทั่วโลก หลังมีโอกาสเข้าร่วมงาน Envision Global Partner Conference 2026 ของ Trip.com ที่ประเทศจีน เพื่อสำรวจทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
มิสเจน ซุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Trip.com Group ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเผชิญบริบทที่ซับซ้อนมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ แม้การเดินทางข้ามพรมแดนจะฟื้นตัวและเติบโตแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แต่แรงกดดันจากสถานการณ์โลกยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ
ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคใหม่” อย่างชัดเจน จากบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการให้บริการตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล วางแผนการเดินทาง การจอง ไปจนถึงการดูแลลูกค้าระหว่างทริป โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้นผ่าน Personalization
นักท่องเที่ยวเริ่มมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียกลาง เอเชีย อเมริกาใต้ และแอฟริกา
ประเทศที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ได้แก่ อุซเบกิสถาน อาร์เจนตินา โคลอมเบีย แอลจีเรีย คาซัคสถาน บราซิล และแอฟริกาใต้
นักท่องเที่ยวให้ความสนใจกับรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น เช่น
นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางแบบใช้เวลานานขึ้น เจาะลึกมากขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้นในแต่ละทริป โดย 15 จาก 20 เส้นทางท่องเที่ยวที่เติบโตสูงสุดเป็นการเดินทางระยะไกล และมักเป็นทริปแบบหลายเมืองหรือหลายประเทศ ขณะที่ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6 วัน
นอกจากนี้ การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในประเทศปลายทางเหล่านี้ยังเติบโตเร็วเพิ่มขึ้นในระดับเลข 3 หลัก หรือมากกว่า 100%
ภายในงาน Envision Global Partner Conference 2026 Trip.com ยังได้เปิดเผยแนวโน้มผู้โดยสารสายการบินทั่วโลกในช่วงปี 2019-2030
หลังจากจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากในช่วงปี 2020-2021 จากผลกระทบของโควิด-19 การเดินทางทางอากาศทั่วโลกได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าปริมาณผู้โดยสารในปี 2030 จะสูงกว่าระดับปี 2019 ขณะที่ภาพรวมการเดินทางทางอากาศทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 108%-124% เมื่อเทียบกับระดับก่อนโควิด
ส่วนการเติบโตของผู้โดยสารในเครือ Trip.com Group (2019-2025) ได้เติบโตกว่าตลาดการบินโดยรวม
สำหรับแผนในอนาคต บริษัทได้วาง 3 เสาหลัก สำหรับการลงทุนและนวัตกรรมในอนาคต ภายใต้หลักการ “Intelligence with Care” ได้แก่
นอกจากนี้ Trip.com ยังได้นำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับทั้งแพลตฟอร์ม ผลิตภัณฑ์ และบริการของบริษัท โดยเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ๆ ในทุกหน่วยธุรกิจหลัก ดังนี้
ข้อมูลจาก Trip.com ระบุว่า นักเดินทางจากทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเดินทางสู่ประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวขาเข้าราว 20 ล้านคนใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท สะท้อนความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มองหาประสบการณ์การเดินทางในจีนที่ลึกซึ้งและน่าจดจำมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางให้สอดคล้องกับเงื่อนไขด้านวีซ่า ไปจนถึงบริการที่รองรับหลายภาษา
บริษัทจึงเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางทั่วประเทศจีนได้สะดวกและราบรื่นมากขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือโครงการ Free City Tours ของ Trip.com Group ใน 4 จุดหมายปลายทาง ซึ่งต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 30,000 คน จาก 127 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก โดย Shanghai Express ให้บริการนักท่องเที่ยวแล้วกว่า 12,000 คน ขณะที่ Beijing Express ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 11,000 คน ส่วน Hong Kong Free Layover Tour มีผู้ใช้บริการเกือบ 7,500 คน และ Shenzhen Express ซึ่งเพิ่งเปิดตัวใหม่ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เกือบ 200 คน จาก 33 ประเทศ
นอกจากนี้ Trip.com Group ยังเปิดเคาน์เตอร์บริการแบบครบวงจรในเมืองศูนย์กลางการเดินทางหลัก ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว ฮ่องกง และเซินเจิ้น โดยมีทีมงานหลายภาษาพร้อมให้บริการ ครอบคลุมตั้งแต่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คำแนะนำด้านการเดินทาง การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ไปจนถึงการจองสถานที่ท่องเที่ยว
ในเชิงการสื่อสารแบรนด์ Trip.com Group ยังดึง แจ็คกี้ ชาน หรือ เฉินหลง นักแสดงระดับตำนานและทูตการท่องเที่ยวจีนระดับโลกของบริษัท มาร่วมโปรโมตการท่องเที่ยวจีน ทั้งในมิติธุรกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเมืองหลักในฐานะประตูสู่ประเทศจีนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ