
จากกรณี “ครูทราย” หรือ น.ส.เบญญาภรณ์ พานเพชร ซึ่งเป็นภรรยาของ นายภาณุพงศ์ มีสุข หรือ ฟูม อายุ 31 ปี ได้โพสต์คลิปร้องเรียนขอความเป็นธรรมให้กับสามีที่เสียชีวิตกะทันหันเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 โดยอ้างว่าแพทย์โรงพยาบาล ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี วินิจฉัยว่าเป็นโรคแพนิค และปฏิเสธการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) แม้ญาติจะร้องขอและพร้อมจะจ่ายเอง ซึ่งแพทย์ยังใช้คำพูดบั่นทอนจิตใจ กระทั่งช่วงเย็นสามีเกิดอาการช็อกและเสียชีวิตต่อหน้าครอบครัว โดยผลชันสูตรระบุ ผู้ตายเสียชีวิตเนื่องจากภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น
ล่าสุดวันที่ 23 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.45 น. ซึ่งเป็นข่วงเริ่มเข้าสู่พิธีเผาศพของคุณฟูม ทางด้านของครูทราย ได้ยืนขึ้นกล่าวคำอำลาต่อสามีเป็นครั้งสุดท้าย โดยขอบคุณทุกคนที่รักสามีตัวเองขนาดนี้ สามีเป็นคนที่ทำให้ชีวิตของตัวเองง่ายขึ้น ขอบคุณในความทุ่มเทเสมอมา หลังจากนี้ไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว ครูทราย จะดูแลลูกให้ดีที่สุด
วันนี้มีตัวแทนจากโรงพยาบาลเอกชน ที่ราชบุรี ได้เดินทางเข้ามาร่วมงานศพของคุณฟูมด้วย ซึ่งตัวแทนของโรงพยาบาลที่เดินทางเข้ามานั้น เป็นระดับหัวหน้าแผนก ที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย และการรักษา แต่ไม่ปรากฏบุคคล ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ เดินทางเข้ามาร่วมงานศพด้วย
จากนั้นก็เข้าสู่พิธีสุดท้ายนั่นก็คือการวางดอกไม้จันทน์ โดยครูทราย คือคนสุดท้ายที่วางดอกไม้จันทน์บนร่างของสามี วินาทีนั้นครูทราย ได้พูดกับสามีเป็นครั้งสุดท้ายว่า ทรายขอให้ฟูมไปสู่สุคติ ทรายรักฟูมมากจริงๆ โดยหลังจากปิดโลงศพ แล้วส่งเข้าเตาเผาครูทราย ฟุบลงกับพื้นแล้วร้องไห้ มีอาการคล้ายจะเป็นลม ซึ่งเป็นภาพที่น่าเศร้าเป็นอย่างมาก
ขณะที่ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานในพิธี เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะมีการเดินหน้าต่อในการยื่นเรื่องที่แพทยสภา เพื่อให้มีการตรวจสอบการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ซึ่งข้อมูลเชิงลึกที่ตนเองทราบมา คำแถลงการณ์ของโรงพยาบาลที่บอกว่าคุณฟูม เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลเพียงเพราะปวดบริเวณปลายนิ้ว แต่ในข้อมูลเวชระเบียนกลับสวนทางกัน เพราะมีข้อความระบุว่า คุณฟูมมีอาการแน่นหน้าอก ซึ่งไม่ตรงกันกับคำแถลงการณ์
หลังจากนี้ถ้าหากโรงพยาบาลอยากเดินทางเข้ามาไกล่เกลี่ย อยากเข้ามาพูดถึงเรื่องการช่วยเหลือเยียวยา ก็สามารถติดต่อคุณทรายได้ตลอด พร้อมย้ำว่าทุกการกระทำของหมอ โดยเฉพาะเรื่องการไม่ใส่ จนทำให้เกิดความสูญเสีย มันจะเกี่ยวข้องกับคดีอาญา เข้าข่ายข้อหากระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีโทษสูง
Advertisement