Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
TDRI ชี้บัตรคนจนสิทธิพ่อแม่ควรมาก่อนภาษีลูก ติงเกณฑ์รายคนเอื้อสวมสิทธิ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

TDRI ชี้บัตรคนจนสิทธิพ่อแม่ควรมาก่อนภาษีลูก ติงเกณฑ์รายคนเอื้อสวมสิทธิ

5 มิ.ย. 69
13:41 น.
แชร์

การปรับเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญทั้งในมิติความเป็นธรรมทางสังคมและการบริหารงบประมาณของรัฐ โดยเฉพาะเงื่อนไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิพ่อแม่ หากบุตรนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า ในทางนโยบายแล้ว รัฐควรให้สิทธิการตัดสินใจอยู่กับใคร ระหว่างพ่อแม่ที่อาจเป็นผู้มีรายได้น้อยและต้องพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐ กับลูกที่อาจนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ประโยชน์ทางภาษี

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเด็นนี้ไม่ควรถูกพิจารณาเพียงในเชิงเทคนิคของระบบภาษีหรือระบบลงทะเบียนสวัสดิการเท่านั้น แต่ต้องวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกในโลกความเป็นจริงด้วย โดยเฉพาะในบริบทที่สังคมไทยกำลังสูงวัยมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่ลูกบางรายอาจไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง แม้จะนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีก็ตาม

ในภาพใหญ่ การปรับเกณฑ์สวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการคัดกรองผู้รับสิทธิให้เข้มงวดขึ้น เพื่อลดภาระงบประมาณและแก้ปัญหาผู้ที่ไม่ได้ยากจนจริงเข้ามารับสิทธิ 

อย่างไรก็ตาม ดร.สมชัยเตือนว่า การแก้ปัญหาจะต้องทำควบคู่กันทั้งสองด้าน คือป้องกัน “คนจดไม่จน” ไม่ให้ได้รับสิทธิ และต้องเร่งแก้ปัญหา “คนจนไม่ได้จด” หรือคนจนจริงที่ตกหล่นจากระบบ เพราะหากรัฐมุ่งเพียงลดจำนวนผู้รับสิทธิ โดยไม่มีกลไกค้นหาคนยากจนที่เข้าไม่ถึงระบบอย่างจริงจัง นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง

สิทธิพ่อแม่ควรมาก่อนสิทธิลดหย่อนภาษีของลูก

ดร.สมชัยกล่าวถึงกรณีการปรับเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหม่ ซึ่งมีเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูว่า ภาครัฐจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกเป็นแบบใด เพราะในสังคมสูงวัย ความเสี่ยงที่ลูกจะไม่ดูแลพ่อแม่มีมากขึ้น การออกแบบนโยบายจึงไม่ควรตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าลูกที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจะดูแลพ่อแม่อย่างเพียงพอเสมอไป

ข้อเสนอสำคัญของ ดร.สมชัยคือ รัฐควรให้สิทธิพ่อแม่ที่เข้าเงื่อนไขผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้เลือกก่อนว่าจะรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ หากพ่อแม่เลือกที่จะรับสิทธิ นั่นหมายความว่าลูกจะไม่สามารถนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ 

วิธีการนี้จะทำให้พ่อแม่ซึ่งเป็นผู้ที่อาจต้องพึ่งพาสวัสดิการโดยตรง เป็นฝ่ายมีอำนาจตัดสินใจก่อน แทนที่จะปล่อยให้การตัดสินใจอยู่ที่ลูกเป็นหลัก

ดร.สมชัยเห็นว่า แนวทางที่กระทรวงการคลังเสนอในปัจจุบันกลับให้การตัดสินใจอยู่ที่ลูกก่อน ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะมีความเป็นไปได้ว่าลูกอาจนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษี แต่ไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่จริง หากเกิดกรณีเช่นนี้ พ่อแม่อาจเสียสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่ยังเป็นผู้มีรายได้น้อยและยังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐอยู่

นอกจากปัญหาเรื่องลำดับสิทธิในการตัดสินใจแล้ว ดร.สมชัยยังชี้ให้เห็นความไม่สมเหตุสมผลของตัวเลขในระบบลดหย่อนภาษีและระบบสวัสดิการ เช่น ภาษีที่ลูกได้รับการลดหย่อนอาจมีมูลค่าน้อยกว่าเงินสวัสดิการที่พ่อแม่จะได้รับ หากพ่อแม่ไม่ถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี อีกทั้งเกณฑ์รายได้ของพ่อแม่ที่ใช้ประกอบการลดหย่อนภาษีรวมกันได้เพียง 60,000 บาท ยังต่ำกว่าเกณฑ์รายได้ 100,000 บาทที่ใช้กับกรณีทั่วไป

ความลักลั่นเหล่านี้เป็นประเด็นที่กระทรวงการคลังสามารถปรับแก้ได้ เพื่อไม่ให้ระบบภาษีและระบบสวัสดิการขัดกันเอง หรือสร้างผลกระทบที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้สูงอายุรายได้น้อย

ลดงบประมาณได้ แต่ต้องไม่ทำให้คนจนจริงตกหล่น

ดร.สมชัยระบุว่า โครงการสวัสดิการแห่งรัฐไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในทางการเมือง รัฐบาลชุดนี้อาจอยากยกเลิกโครงการดังกล่าว แต่สวัสดิการประเภทนี้ไม่สามารถยกเลิกได้ง่าย เพราะประชาชนเคยได้รับสิทธิมาแล้ว รัฐบาลจึงต้องดำเนินโครงการต่อไป ขณะเดียวกันก็อาจพยายามหาวิธีลดงบประมาณลง

การกรองคนออกจากระบบให้มากขึ้นจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐ และตอบโจทย์สถานการณ์ที่รัฐบาลมีข้อจำกัดทางการคลัง ดร.สมชัยมองว่า รัฐบาลอาจต้องการนำงบประมาณไปใช้กับโครงการอื่นของพรรคแกนนำมากกว่า จึงทำให้การปรับเงื่อนไขสวัสดิการแห่งรัฐมีนัยของการบริหารงบประมาณควบคู่ไปกับการคัดกรองผู้รับสิทธิ

อย่างไรก็ตาม ดร.สมชัยเน้นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปัญหากลุ่มคนจนตกหล่น เพราะการลงทะเบียนในรอบที่ผ่านมาเกิดปัญหาที่คนจนจริงจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิ ขณะที่คนบางส่วนที่ได้รับสิทธิกลับไม่ได้เป็นคนจนจริง ปัญหานี้สะท้อนผ่านคำอธิบายที่ว่า “คนจดไม่ได้จน คนจนไม่ได้จด” ซึ่งหมายถึงระบบที่ยังไม่สามารถแยกแยะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำเพียงพอ

สำหรับการแก้ปัญหาคนจนตกหล่น ดร.สมชัยระบุว่า ข่าวที่ปรากฏระบุเพียงว่ากระทรวงการคลังกำลังแก้ไขปัญหานี้ โดยทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ซึ่งเป็นแนวทางที่เห็นด้วย แต่อยากเห็นรายละเอียดของมาตรการและความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาคนจนไม่ได้จด ให้มีระดับความจริงจังไม่น้อยไปกว่าการแก้ปัญหาคนจดไม่จนที่รัฐกำลังดำเนินการอยู่

ดร.สมชัยคาดว่า กลไกเบื้องต้นอาจเป็นการสำรวจคนจนที่ตกหล่นจากบัญชีข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย และบัญชีกลุ่มผู้เปราะบางของ พม. แต่ยังต้องรอดูความชัดเจนของกลไกที่ภาครัฐจะใช้ต่อไป เพราะการใช้ฐานข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลหรือผู้ที่ไม่อยู่ในระบบข้อมูลของรัฐได้จริง

ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงควรเพิ่มช่องทางการลงพื้นที่ในแต่ละชุมชนให้ทั่วถึงมากขึ้น เพื่อตรวจสอบว่ายังมีคนจนในพื้นที่ห่างไกลที่ตกหล่นจากการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่

การลงพื้นที่เชิงรุกมีความสำคัญ เพราะกลุ่มที่ยากจนที่สุดบางส่วนอาจเป็นกลุ่มที่เข้าถึงการลงทะเบียนได้น้อยที่สุด และหากรัฐไม่ค้นหาอย่างจริงจัง ก็อาจทำให้คนกลุ่มนี้ยังคงอยู่นอกระบบสวัสดิการต่อไป

ในมุมนี้ การลดงบประมาณของรัฐผ่านการคัดกรองผู้รับสิทธิอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องไม่แลกมาด้วยการผลักคนจนจริงออกจากระบบ หรือปล่อยให้กลุ่มเปราะบางที่ควรได้รับความช่วยเหลือยังคงตกหล่นเหมือนที่ผ่านมา ความท้าทายของรัฐจึงอยู่ที่การทำให้ระบบสวัสดิการมีความแม่นยำขึ้นทั้งขาเข้าและขาออก กล่าวคือ ต้องกันคนที่ไม่จนจริงออกไป พร้อมกับพาคนจนจริงเข้าสู่ระบบให้ได้มากขึ้น

ระวังเกณฑ์รายได้บุคคล เปิดช่องคนไม่จนรับสิทธิ

ในส่วนของการแก้ปัญหาคนจดไม่จน ดร.สมชัยมองว่า การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ในภาพรวมถือเป็นความก้าวหน้า เพราะมีการใช้ฐานข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ได้มากขึ้นว่าผู้มาจดทะเบียนอาจไม่ได้ยากจนจริง อย่างไรก็ตาม ยังมีบางส่วนของการปรับเกณฑ์ที่ถือว่าถอยหลังกว่าเดิม โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากการพิจารณารายได้เฉลี่ยของครอบครัว กลับไปใช้รายได้ของบุคคล

ดร.สมชัยเตือนว่า การกลับไปใช้เกณฑ์รายได้บุคคลจะทำให้เกิดช่องว่างที่คนไม่ได้ยากจนจริงสามารถเข้ามารับสิทธิได้ ตัวอย่างเช่น ลูกที่มีพ่อแม่ร่ำรวย แต่เจ้าตัวไม่ได้ทำงาน ทำให้มีรายได้เป็นศูนย์ และพ่อแม่ยังไม่ได้ยกทรัพย์สินอะไรให้ ในทางรายได้บุคคล คนกลุ่มนี้อาจดูเหมือนเข้าเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อย แต่ในทางเศรษฐกิจจริงไม่ใช่คนจน เพราะยังอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี

กรณีดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของการใช้รายได้บุคคลเป็นตัวชี้วัดหลัก เพราะความยากจนไม่ได้เกิดขึ้นในระดับบุคคลแยกขาดจากครอบครัวเสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนโดยรวม การเปลี่ยนกลับไปใช้เกณฑ์รายได้ของบุคคลจึงอาจทำให้ลูกคนรวยบางคนมีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในภาวะยากจนจริง

ดังนั้น แม้การเพิ่มฐานข้อมูลเพื่อคัดกรองผู้มาลงทะเบียนจะเป็นทิศทางที่ดี แต่การออกแบบเกณฑ์รายได้ต้องระวังไม่ให้สร้างช่องโหว่ใหม่ขึ้นมาแทนช่องโหว่เดิม หากรัฐต้องการแก้ปัญหาคนจดไม่จนอย่างจริงจัง เกณฑ์ที่ใช้ควรสะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของผู้ขอรับสิทธิ ไม่ใช่มองเฉพาะรายได้ของบุคคลโดยตัดขาดจากบริบทครอบครัว

ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่ต้องสร้างงาน-ทักษะ-โอกาสเด็ก ตัดวงจรจนข้ามรุ่น

นอกเหนือจากการปรับเกณฑ์คัดกรอง ดร.สมชัยยังเสนอว่า การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่ควรจำกัดอยู่ที่การสนับสนุนทางการเงินเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการมากที่สุดคือการมีงานที่ดีทำ ดังนั้น ภาครัฐควรพุ่งเป้าไปที่การเพิ่มทักษะ การอัพสกิล การรีสกิล และการจัดหางานควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสสร้างรายได้และยืนได้ด้วยตัวเองมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การดูแลคนในครอบครัวของกลุ่มคนยากจนก็เป็นอีกโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ดร.สมชัยชี้ว่า ปัจจุบันเด็กเกิดน้อยลง และ 70% ของเด็กเกิดมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูให้เติบโตเต็มศักยภาพ หากต้องการทำลายวงจรความยากจนข้ามรุ่น จากพ่อแม่จนแล้วส่งต่อความจนไปยังลูก รัฐจะต้องไม่ปล่อยให้พ่อแม่เลี้ยงลูกตามลำพัง

แนวทางที่ภาครัฐควรดำเนินการ ได้แก่ การให้เงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า การพัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก และการทำให้โรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพใกล้เคียงกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียง มาตรการเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะการแก้ปัญหาความยากจนในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินช่วยเหลือเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างคุณภาพชีวิตและโอกาสตั้งแต่วัยเด็ก

ดังนั้น การปรับเกณฑ์สวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหม่จึงเป็นมากกว่าการตรวจสอบว่าใครควรได้หรือไม่ได้รับสิทธิ แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐจะสามารถออกแบบระบบสวัสดิการที่แม่นยำ เป็นธรรม และเชื่อมโยงกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้หรือไม่

หากรัฐมุ่งเพียงลดภาระงบประมาณโดยไม่แก้ปัญหาคนจนตกหล่น ไม่ปิดช่องโหว่ของเกณฑ์รายได้บุคคล และไม่ลงทุนกับทักษะ งาน และเด็กในครอบครัวยากจน ระบบสวัสดิการแห่งรัฐก็อาจทำได้เพียงประคองปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังไม่สามารถแก้รากของความยากจนได้อย่างแท้จริง



แชร์
TDRI ชี้บัตรคนจนสิทธิพ่อแม่ควรมาก่อนภาษีลูก ติงเกณฑ์รายคนเอื้อสวมสิทธิ