Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รวมแผนคลังดูดภาษีหารายได้เข้ารัฐ ลดขาดดุล เพิ่มVAT-ภาษีบาป-ปรับลดหย่อน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รวมแผนคลังดูดภาษีหารายได้เข้ารัฐ ลดขาดดุล เพิ่มVAT-ภาษีบาป-ปรับลดหย่อน

20 ก.พ. 69
14:52 น.
แชร์

กระทรวงการคลังกำลังเดินหน้าแผนปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่ ภายใต้หนึ่งในเป้าหมายคือ “เพิ่มรายได้รัฐ” เพื่อสกัดความเสี่ยงฐานะการคลังที่เปราะบาง ลดการขาดดุลงบประมาณ และประคองเสถียรภาพหนี้สาธารณะไม่ให้ล้ำเส้นเพดานที่กำหนดไว้ แผนดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วยดิจิทัลและฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยให้ไว้จำนวนมาก ไปจนถึงการขยับอัตราภาษีสำคัญ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษีในกลุ่มสินค้าบาป (Sin Tax)

ภายใต้กรอบแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ที่ได้รับมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ทิศทางนโยบายไม่ได้มุ่งเพียงอุดช่องโหว่รายได้ของรัฐในระยะสั้น หากแต่เป็นความพยายามปรับโครงสร้างการคลังครั้งใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยตั้งเป้าลดระดับการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ควบคู่กับการยกเครื่องฐานรายได้ใหม่อย่างเป็นระบบ

มาตรการสำคัญที่ถูกหยิบมาใช้ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามหลักเกณฑ์ภาษีขั้นต่ำโลก การยกเลิกการยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำ ไปจนถึงการทบทวนโครงสร้างสิทธิประโยชน์และค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

ท่ามกลางแรงกดดันจากรายจ่ายประจำที่พุ่งสูง หนี้สาธารณะที่เข้าใกล้กรอบเพดาน และสัญญาณเตือนจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แผนเพิ่มการจัดเก็บภาษีครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันสำคัญของฝ่ายเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างวินัยการคลังกับภาระของประชาชนและภาคธุรกิจได้เพียงใด ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน

ฐานะการคลังไทยตึงตัว รายได้รัฐหด-รายจ่ายพุ่ง บีบคลังเร่งหาแหล่งรายได้ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถานะการคลังของไทยเริ่มส่งสัญญาณเปราะบางชัดเจนขึ้นจากหลายด้าน ข้อมูลย้อนหลังในช่วงกว่า 20 ปีสะท้อนว่า สัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 17% ในปี 2536 เหลือ 14.9% ในปี 2568

ในทางตรงกันข้าม บทบาทการใช้จ่ายภาครัฐกลับทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับสูง และภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนรายจ่ายรัฐบาลต่อ GDP ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี โครงสร้างรายจ่ายของรัฐยังคงถูกจำกัดด้วยรายจ่ายประจำที่มีสัดส่วนสูงถึงราว 70-80% ของงบประมาณทั้งหมด เช่น เงินเดือนและค่าตอบแทนข้าราชการ ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าสาธารณูปโภค และเงินอุดหนุนต่าง ๆ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้วงเงินที่เหลือสำหรับรายจ่ายลงทุน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลดลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน มาตรการลดหย่อนภาษีที่ภาครัฐใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ได้ส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เมื่อผนวกกับความจำเป็นในการใช้นโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อรัฐบาลต้องระดมเงินกู้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับสูงขึ้นจนเข้าใกล้กรอบเพดาน 70% ขณะที่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังเพิ่มความไม่แน่นอนในการคาดการณ์ภาระดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า

เมื่อพิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ทางการคลังตามมาตรา 11 (4) และมาตรา 50 พบว่า กฎเกณฑ์บางรายการมีความจำเป็นต้องทบทวน ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและฐานะการคลังที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาวินัยการคลังให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภาระผูกพันตามมาตรา 28 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 865,018 ล้านบาท หรือ 28.83% ของกรอบวงเงินงบประมาณในปี 2562 เพิ่มเป็น 1,133,751 ล้านบาท หรือ 30.21% ในปี 2568

ความเปราะบางทางการคลังเหล่านี้เริ่มสะท้อนออกมาผ่านการประเมินของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ซึ่งแสดงความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังของไทยในระยะยาว โดยมีการปรับแนวโน้มมุมมอง (Outlook) ของประเทศ อันถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ ในการดำเนินแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูฐานะการคลังผ่านการเพิ่มรายได้และบริหารรายจ่ายรัฐ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศภายใต้แนวคิด “Credible” โดยมุ่งปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ภายใต้กรอบวินัย ความโปร่งใส และการบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม 

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการกำหนดระดับการขาดดุลการคลังให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง โดยตั้งเป้าปรับลดการขาดดุลให้ไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาล และนำไปสู่การฟื้นฟูฐานะการคลังของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว

ขยายฐานรายได้รัฐ ดิจิทัลนำทาง

ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 แนวทางแรกของการเพิ่มรายได้รัฐ คือการยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นระบบ กระทรวงการคลังวาง “ดิจิทัล” และ Big Data เป็นแกนกลางของการปฏิรูป โดยมุ่งขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายได้ของทั้งบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการ ลดช่องโหว่การหลีกเลี่ยงภาษี และยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่

หัวใจสำคัญคือการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Lake ของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีเป้าหมายรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไว้ในระบบเดียว เพื่อให้การจัดเก็บรายได้มีความครบถ้วน แม่นยำ และตรวจสอบได้มากขึ้น ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติการจัดเก็บภาษีเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในการออกแบบ วิเคราะห์ และประเมินผลนโยบายการคลังในภาพรวม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลังของรัฐในระยะยาวและตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะ

ควบคู่กันนั้น มีการทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดเก็บภาษีสรรพสามิต รวมถึงกฎหมายและกลไกที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้การจัดเก็บรายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการบริหารและการติดตามการจัดเก็บภาษีในทุกขั้นตอน

ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ รัฐเตรียมปรับเพิ่มอัตราการนำส่งรายได้ของบางแห่งให้สอดคล้องกับศักยภาพทางการเงิน ขณะเดียวกันยังขยายกรอบการบริหารทรัพย์สินของรัฐให้ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่ทุนหมุนเวียน การบริหารหลักทรัพย์ ที่ราชพัสดุ การทบทวนราคาประเมิน ไปจนถึงการจัดการเหรียญกษาปณ์ เพื่อเพิ่มรายได้และมูลค่าสินทรัพย์เข้าสู่คลังในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาภาษีเป็นแหล่งรายได้หลักแต่เพียงด้านเดียว

ภาษีใหม่-ภาษีเพิ่ม เดิมพันใหญ่ลดขาดดุล

นอกเหนือจากการยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีแล้ว แกนสำคัญอีกประการของแผนเพิ่มรายได้ระยะปานกลาง คือการเร่งขับเคลื่อนมาตรการทางภาษีผ่านหน่วยงานจัดเก็บหลักของรัฐอย่างจริงจัง ได้แก่

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทยอยยกเลิกลดอัตรา กลับสู่เพดานกฎหมาย 10%

รัฐบาลมีแผนเพิ่มรายได้ผ่านการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยใช้แนวทางเทียบเท่ากับการทยอยยกเลิกมาตรการลดอัตรา VAT รวม 3% ที่ใช้เป็นการชั่วคราวมาอย่างยาวนาน แผนดังกล่าวกำหนดให้ในปีงบประมาณ 2571 ยกเลิกการลดอัตรา 1.5% ส่งผลให้อัตราจัดเก็บขยับขึ้นเป็น 8.5% ก่อนจะยกเลิกการลดอัตราที่เหลืออีก 1.5% ในปีงบประมาณ 2573 ทำให้อัตราภาษีกลับไปจัดเก็บเต็มเพดาน 10% ตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การทยอยยกเลิกการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องดำเนินไปพร้อมกับการนำเสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบในคราวเดียวกัน เพื่อรองรับแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลต่อค่าครองชีพ กำลังซื้อ และการบริโภคภาคเอกชน 

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปรับโครงสร้างค่าลดหย่อน ลดเอื้อรายได้สูง

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2025 กระทรวงการคลังได้ขับเคลื่อนนโยบายชุด “Quick Win” เพื่อเร่งวางรากฐานการออมระยะยาวของคนไทย ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานรายได้รัฐและแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการหลักอยู่ที่การปรับโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ควบคู่กับการเปิดตัวบัญชีเพื่อการลงทุน Thailand Individual Saving Account (TISA) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้ว และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ 

สำหรับการปรับโครงสร้างเพดานค่าลดหย่อนภาษี รัฐบาลกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี ครอบคลุมกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุน Thai ESG, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญ และบัญชี TISA พร้อมเปลี่ยนวิธีคำนวณสิทธิลดหย่อนให้แตกต่างตามระดับรายได้อย่างชัดเจน 

  • ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนในอัตรา 1.3 เท่าของเงินลงทุน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลางเริ่มออมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตการทำงาน 
  • ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนเพียง 0.7 เท่าของเงินลงทุน หายไป 30% ซึ่งสะท้อนแนวคิดการลดการอุดหนุนทางภาษีให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการออมสูงอยู่แล้ว 
  • หากใช้สิทธิเต็มเพดาน 800,000 บาท ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 1.04 ล้านบาท ขณะที่ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะลดหย่อนได้สูงสุด 560,000 บาท 

นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การปรับโครงสร้างค่าลดหย่อนครั้งนี้จึงมีเป้าหมายชัดเจนในการ “รีบาลานซ์” สิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้เอื้อต่อคนรุ่นใหม่ มนุษย์เงินเดือน และผู้มีรายได้ปานกลางมากขึ้น เพื่อสร้างเงินออมรองรับวัยเกษียณในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ลดภาระการคลังจากการอุดหนุนกลุ่มรายได้สูง โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้สุทธิให้กรมสรรพากรราว 5,000 ล้านบาทต่อปี และยังเป็นแรงหนุนให้เม็ดเงินออมไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

  • การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax)

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 การบังคับใช้ Global Minimum Tax ในอัตราขั้นต่ำ 15% ได้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐไทย โดยตั้งเป้ารายได้ 8,400 ล้านบาทในปี 2570 โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เดิมใช้นโยบายลดหย่อนภาษีจนมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าเกณฑ์สากล มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างรายได้ภาษี และป้องกันไม่ให้ภาษีส่วนต่างไหลออกไปให้ประเทศอื่นจัดเก็บแทน

Global Minimum Tax คือข้อตกลงภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำของโลกในอัตรา 15% ที่ผลักดันโดย OECD และได้รับการยอมรับจากกว่า 140 ประเทศ รวมถึงไทย เป้าหมายหลักคือให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องเสียภาษีในระดับใกล้เคียงกัน ไม่ว่าดำเนินธุรกิจในประเทศใด ลดการโยกย้ายกำไรไปยังประเทศภาษีต่ำ

สำหรับไทย แม้อัตราภาษีนิติบุคคลตามกฎหมายอยู่ที่ 20% แต่สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนทำให้หลายบริษัทมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15% หากไม่มีการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ส่วนต่างดังกล่าวจะถูกประเทศที่เป็นที่ตั้งของบริษัทแม่เรียกเก็บแทน รัฐบาลจึงออกพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อรักษาฐานรายได้ภาษีไว้ในประเทศ โดยให้มีผลกับรอบบัญชีตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป

มาตรการนี้ใช้กับบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้รวมทั่วโลกตั้งแต่ 750 ล้านยูโรต่อปี ครอบคลุมทั้งกลุ่มบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทย และกลุ่มบริษัทไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศ คาดว่าจะมีบริษัทเข้าข่ายราว 1,000 แห่ง การจัดเก็บจะอิงรายได้ตามงบการเงินรวม และไม่เปิดช่องให้ใช้มาตรการลดหย่อนพิเศษเพื่อลดอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15% โดยกรมสรรพากรใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในการยื่นแบบและชำระภาษี

หัวใจของ Global Minimum Tax สำหรับไทย คือการเพิ่มรายได้ภาษีโดยตรงจากบริษัทข้ามชาติที่เดิมเสียภาษีต่ำกว่ามาตรฐานสากล และลดความเสี่ยงที่รัฐจะสูญเสียฐานภาษีให้ประเทศอื่น ในระยะยาว มาตรการนี้ช่วยเสริมเสถียรภาพการคลัง เพิ่มรายได้ภาครัฐโดยไม่ต้องพึ่งการขึ้นภาษีกับผู้ประกอบการรายย่อยหรือประชาชนทั่วไป

  • ปรับภาษีน้ำมัน-ภาษีบาป-ยกเลิกการงดเก็บภาษีสินค้ามูลค่าต่ำ ดันรายรับเพิ่ม

ในส่วนของกรมสรรพากร นอกจากการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ยังมีการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งประเมินรายได้ไว้ 12,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570

ด้านกรมสรรพสามิต มาตรการสำคัญคือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล โดยปรับเพิ่มจากอัตราที่ใช้อยู่ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 อีกลิตรละ 1 บาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มประมาณ 33,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570 ทั้งนี้ การปรับอัตราภาษีจะพิจารณาให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงสถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อจำกัดผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

พร้อมกันนี้ ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างและปรับเพิ่มอัตราภาษีในกลุ่มสินค้าภาษีบาป หรือ Sin Tax ได้แก่ สุรา เบียร์ และยาสูบ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มรายได้ 5,450 ล้านบาทสำหรับปี 2570 ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณานำแนวคิดภาษีคาร์บอนมาใช้เป็นส่วนประกอบ คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มเติม 6,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570 รวมถึงการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีก 320 ล้านบาท เพื่อสะท้อนต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในราคาสินค้า

สำหรับกรมศุลกากร รัฐบาลยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตามหลักเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis) ซึ่งเป็นมาตรการที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐอีกประมาณ 3,000 ล้านบาทสำหรับปี 2570 พร้อมทั้งลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสินค้านำเข้ากับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

ขณะที่รายได้จากส่วนราชการอื่นยังเป็นอีกแหล่งสำคัญ โดยเฉพาะรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียม ซึ่งได้รวมผลจากการเปลี่ยนระบบสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมมาเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract: PSC) คาดว่าจะสร้างรายได้ถึง 71,300 ล้านบาท รวมถึงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่าง ๆ อีก 12,900 ล้านบาทสำหรับปี 2570 ทั้งหมดสะท้อนทิศทางการบริหารรายได้รัฐที่พยายามขยายฐานรายได้ในหลายมิติ เพื่อรองรับภาระงบประมาณและรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะกลางและระยะยาว

แชร์
รวมแผนคลังดูดภาษีหารายได้เข้ารัฐ ลดขาดดุล เพิ่มVAT-ภาษีบาป-ปรับลดหย่อน