
หากได้เป็นรัฐบาลจริง รัฐบาลอนุทิน 2 อาจต้องเริ่มวาระด้วยโจทย์หนัก เมื่อ GDP ปี 68 โตเพียง 2.4% ร่วงจาก 2.9% ในปีก่อน และตามหลังคู่แข่งอาเซียนอย่างชัดเจน ทั้งเวียดนามที่ทะยาน 8% มาเลเซีย 5.2% และสิงคโปร์ 5% ขณะที่หนี้ครัวเรือนเฉียด 90% ของ GDP ยังกัดกร่อนกำลังซื้อ หนี้สาธารณะแตะ 65% ทำให้พื้นที่การคลังสำหรับมาตรการกระตุ้นระยะสั้นแคบลง และแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ กับเงินบาทแข็งค่ายังซ้ำเติมภาคส่งออก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเนื่อง หลังพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ท่ามกลางความคาดหวังของภาคธุรกิจและตลาดการเงินว่า “ความต่อเนื่องทางการเมือง” จะช่วยเร่งการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ ลดความไม่แน่นอน และทำให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนและจ้างงานมากขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนว่าโจทย์ของรัฐบาลชุดใหม่ยังท้าทายไม่น้อย โดยข้อมูลทางการจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ระบุว่า GDP ไทยทั้งปีขยายตัวเพียง 2.4% ลดลงจากตัวเลขปี 2567 ที่มีการปรับทบทวนใหม่เป็น 2.9% และยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียที่เติบโต 5.2% สิงคโปร์ 5% และเวียดนามซึ่งขยายตัวสูงถึง 8% ตามการประเมินอย่างเป็นทางการ
อัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าคู่แข่งเหล่านี้สะท้อนแรงกดดันต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในบริบทที่เวียดนามถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะคู่แข่งสำคัญของไทย ในบทบาทศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% เร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.2% ในไตรมาส 3/2568 สะท้อนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงปลายปีที่ชัดเจนขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการปรับตัวดีขึ้นของภาคนอกเกษตรทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการ โดยเฉพาะสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน การก่อสร้าง การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า รวมถึงสาขาการขายส่งและขายปลีก ขณะที่ภาคเกษตรชะลอตัวลงต่อเนื่อง
ด้านการใช้จ่าย อุปสงค์ในประเทศปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบ ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น ส่วนการส่งออกสินค้าและบริการชะลอลง สะท้อนแรงส่งจากภายนอกประเทศที่ยังไม่สม่ำเสมอ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตลอดทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4%
ในด้านโครงสร้างการผลิต ภาคเกษตรในไตรมาส 4 ขยายตัวเพียง 0.3% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า โดยแม้ผลผลิตสำคัญบางชนิดเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผัก สุกร และไก่เนื้อ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศและราคาสินค้าเกษตรบางรายการที่อยู่ในระดับเอื้ออำนวย แต่ผลผลิตข้าวเปลือก ผลไม้ และหมวดประมงปรับลดลง ส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคเกษตรยังมีลักษณะกระจุกตัวและเปราะบาง
ภาคนอกเกษตรขยายตัว 2.7% ปรับดีขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาส 3 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตกลับมาขยายตัว 0.8% พลิกจากการหดตัว 0.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการฟื้นตัวของสาขาการทำเหมืองแร่และเหมืองหิน และสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อในบางอุตสาหกรรมและการเร่งการผลิตช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม สาขาไฟฟ้า รวมถึงสาขาการจัดหาน้ำและการจัดการน้ำเสียยังคงหดตัว สะท้อนว่ากิจกรรมเศรษฐกิจบางส่วนยังไม่กลับสู่ภาวะปกติพร้อมกัน และความต้องการใช้พลังงานและบริการสาธารณูปโภคยังฟื้นตัวอย่างจำกัด
ด้านภาคบริการ กลุ่มบริการในไตรมาส 4 ขยายตัว 3.5% เร่งขึ้นจาก 2.2% ในไตรมาส 3 จากการขยายตัวของสาขาการก่อสร้าง การขายส่งและขายปลีก การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และกิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย ซึ่งสะท้อนบทบาทของการลงทุนภาครัฐ การกระจายสินค้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่คึกคักขึ้น
อย่างไรก็ดี สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร กิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และกิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ชะลอลง ขณะที่สาขาศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการปรับลดลง สอดคล้องกับข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมที่ชี้ว่าแรงส่งจากภาคท่องเที่ยวอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ เมื่อขจัดปัจจัยฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้า 1.9% (QoQ SA) สะท้อนโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปี
ในด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชนขยายตัว 3.3% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทน หมวดบริการ และหมวดสินค้าคงทน โดยเฉพาะการซื้อยานพาหนะ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนชะลอลง สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพและรายได้ที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาลขยายตัว 1.3% ปรับดีขึ้นจากการหดตัว 3.9% ในไตรมาส 3/2568 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนแรงงาน ค่าซื้อสินค้าและบริการ และการโอนเพื่อสวัสดิการสังคม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพยุงอุปสงค์ภายในประเทศในช่วงที่ภาคต่างประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
การลงทุนเป็นองค์ประกอบที่เร่งตัวเด่นที่สุดในไตรมาส 4 โดยขยายตัวถึง 8.1% จาก 1.4% ในไตรมาสก่อนหน้า แยกเป็นการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวสูงถึง 13.3% สะท้อนการเร่งเบิกจ่ายและดำเนินโครงการลงทุนของภาครัฐในช่วงปลายปีงบประมาณ และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 6.5% ตามการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงการก่อสร้างบางประเภท
ขณะที่ภาคต่างประเทศสะท้อนภาพแรงส่งที่ไม่สม่ำเสมอ โดยการส่งออกสินค้าและบริการชะลอลง และดุลการค้าและบริการ ณ ราคาประจำปีเกินดุล 2.72 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นดุลการค้าที่เกินดุล 4.40 หมื่นล้านบาท และดุลบริการที่ขาดดุล 1.69 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่ารายได้จากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แม้ภาคการผลิตและการลงทุนจะเริ่มกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะเห็นการเร่งตัวในช่วงปลายปี แต่ภาพรวมตลอดปี 2568 เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวเพียง 2.4% แม้จะออกมาสูงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ก่อนหน้า ทว่ารายละเอียดเชิงองค์ประกอบสะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนหลักยังไม่แข็งแรง โดยเฉพาะอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวได้อย่างจำกัด
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า การบริโภคภาคเอกชนทั้งปีขยายตัวเพียง 2.7% ขณะที่การบริโภคภาครัฐขยายตัว 0.6% ลดลงอย่างชัดเจนจาก 4.4% และ 2.6% ในปี 2567 สะท้อนผลจากกำลังซื้อครัวเรือนที่ยังอ่อนแรง ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐในช่วงต้นปีที่การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ส่งผลให้การเบิกจ่ายรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนดำเนินไปอย่างระมัดระวัง
แม้ในด้านบวก การลงทุนภาครัฐและการส่งออกสินค้าในปี 2568 จะเร่งตัวขึ้นจากปีก่อนหน้า และภาคการผลิตทั้งปีขยายตัว 0.4% พลิกจากการหดตัว 0.3% ในปี 2567 แต่แรงหนุนดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะกระจายตัวเป็นการฟื้นตัวในวงกว้าง เนื่องจากภาคบริการซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญเริ่มชะลอลง โดยเฉพาะภาคที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว
ข้อมูลของ สศช. ชี้ว่า ภาคที่พักแรมและบริการอาหารขยายตัวเพียง 2.5% ลดลงอย่างมากจากการเติบโตระดับสองหลักในปีก่อน ขณะที่ภาคการขนส่งและคลังสินค้าขยายตัว 4.0% จาก 10.1% ในปี 2567 สะท้อนผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งจากฐานที่สูงในปี 2567 และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนและเอเชียตะวันออกบางประเทศ
นักวิเคราะห์ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงฉุดรั้งเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการบริโภคที่ซบเซาจากภาระหนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ในระดับเกือบ 90% ของ GDP ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่เริ่มกระทบกิจกรรมการค้าชายแดนในบางพื้นที่ รวมถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากมาตรการภาษี ซึ่งอาจกระทบภาคการส่งออกของไทยที่ยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ
ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนเป็น “คอขวด” สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยระดับหนี้ที่สูงทำให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องกันรายได้ไว้ชำระหนี้ ส่งผลให้การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนภาคครัวเรือนถูกจำกัด และถ่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ในทิศทางเดียวกัน ดร.อมรเทพ จาวะลา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยแผนปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบและครอบคลุม เพื่อป้องกันไม่ให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นไปอีกในระยะถัดไป พร้อมชี้ว่าในระยะยาว นโยบายเศรษฐกิจควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ มากกว่าการกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงระยะสั้น เช่น การเร่งลงทุนใหม่ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยสร้างการจ้างงานและเพิ่มฐานรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจ
ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้คำมั่นว่าจะรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อพยุงกำลังซื้อระยะสั้น ควบคู่กับแผนฟื้นฟูหนี้ โดยมุ่งปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของผู้กู้รายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
นักเศรษฐศาสตร์คาดว่านโยบายที่หาเสียงไว้จะถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและพาณิชย์ยังคงดำรงตำแหน่งเดิมในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ อย่างไรก็ดี พื้นที่ทางการคลังยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ โดยแกเร็ธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ระบุว่า ฐานะการคลังที่ตึงตัวจะจำกัดขนาดและความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ราว 65% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค และลดความยืดหยุ่นในการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก
ภาคธุรกิจจึงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ โดยดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย ระบุว่า การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับขึ้น 3.5% ในวันถัดจากการเลือกตั้ง สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกของตลาดการเงินต่อเสถียรภาพทางการเมือง พร้อมย้ำว่าการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่ภาคเอกชนยังระมัดระวัง
ขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพและวิกฤติหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องตึงตัวและต้นทุนทางการเงินที่สูง พร้อมแสดงความกังวลว่าการส่งออกในปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันซ้ำจากทั้งภาษีของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งจะกระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
ข้อมูล GDP รายไตรมาสยังสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เร่งขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการส่งออก การลงทุน และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐในช่วงปลายปี
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น และนำไปสู่การปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็นช่วง 1.5%-2.5% จากเดิม 1.2%-2.2% โดยประเมินว่าแรงสนับสนุนหลักจะมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัว การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของภาคการท่องเที่ยว และสภาพน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตภาคเกษตร
อย่างไรก็ตาม คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญยังคงอยู่ที่ว่า รัฐบาลใหม่จะสามารถเปลี่ยนแรงส่งปลายปีให้กลายเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนได้มากเพียงใด ในบริบทที่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นถูกจำกัดด้วยพื้นที่การคลัง ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนี้ครัวเรือน รายได้ และขีดความสามารถในการแข่งขัน ยังคงกดทับเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากการค้าโลกที่รุนแรงขึ้นพร้อมกัน
อ้างอิง: สภาพัฒน์, Nikkei Asia