
เรามักจะได้เห็นคอนเทนต์ในสื่อหรือคำแนะนำจากกูรูทางการเงินว่า หากจะใช้ชีวิตเกษียณอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร จำเป็นต้องมีเงินเก็บ 7 หรือ 8 หลัก คนจำนวนมากเห็นตัวเลขแล้วก็ปาดเหงื่อพร้อมกับถามว่า ทุกวันนี้ยังไม่พอใช้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเก็บ
ขณะเดียวกันหลายคนอาจมีโอกาสดีที่ได้ทำงานในองค์กรที่มีเครื่องมือช่วยทวีคูณเงินออมที่เรียกว่า ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ (Provident Fund: PVD) ซึ่งเป็นเครื่องมือบังคับให้เราออมเงินก่อนใช้ แถมยังได้ประโยชน์อีกสองต่อ คือ เป็นเครื่องมือที่เราจะได้เงินสมทบจากนายจ้างเอาไปลงทุนสร้างผลตอบแทนยาว ๆ และต่อที่สอง คือ ได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี
ถึงแม้ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มไปด้วยประโยชน์ แต่ความจริงที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนเจอ คือ บริษัทที่ทำงานอยู่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะในประเทศไทยมีบริษัทเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ลูกจ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม SPOTLIGHT ขอชวนรู้จักและเข้าใจหลักการ ประโยชน์ และการทำประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเอาไว้ เผื่อว่าเมื่อไหร่ที่เข้าทำงานในบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คุณจะได้ไม่ลังเลว่าควรทำหรือไม่
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) คือ กองทุนภาคสมัครใจที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อเก็บออมเงินให้ลูกจ้างไว้ใช้หลังเกษียณอายุงานแล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการที่นายจ้างมีให้ลูกจ้าง และลูกจ้างมีสิทธิเลือกที่จะเป็นสมาชิกกองทุนหรือไม่ก็ได้
หลักการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ นายจ้างหักเงินจากเงินค่าจ้างของลูกจ้างทุกเดือนเพื่อสะสมเข้ากองทุนตามอัตราที่เลือก (อยู่ภายใต้ตามกฎเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด) ส่วนฝั่งบริษัทก็จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนให้ลูกจ้างตามอัตราที่บริษัทกำหนด-ตกลงไว้ตอนทำสัญญาจ้างงาน แล้วเงินทั้งหมดนั้นจะถูกนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทน โดยที่เงินที่หักสะสมเข้ากองทุนนั้นจะได้รับการยกเว้นภาษี ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดว่า เมื่อรวมกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีทั้งรูปแบบกองทุนที่มีนโยบายเดียว และกองทุนที่มีหลายนโยบาย ซึ่งรูปแบบกองทุนแบบหลายนโยบายจะมีตัวเลือกนโยบายการลงทุนให้เลือกได้ ทั้งนี้ กองทุนทั้งสองรูปแบบยังแบ่งย่อยเป็นแบบกองทุนเดี่ยว คือ กองทุนที่ประกอบด้วยนายจ้างรายเดียว คณะกรรมการกองทุนกำหนดนโยบายร่วมกับบริษัทจัดการเองได้ และแบบกองทุนร่วม คือ กองทุนที่ประกอบด้วยนายจ้างตั้งแต่สองรายขึ้นไปภายใต้นโยบายการลงทุนเดียวกัน
องค์ประกอบหรือโครงสร้างของเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีทั้งหมด 4 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 คือ เงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุน เรียกว่า ‘เงินสะสม’ ซึ่งอัตราการหักสะสมนั้นลูกจ้างสามารถเลือกได้ว่าต้องการหักเงินสะสมอัตราเท่าใด ตามที่กฎหมายระบุไว้ว่าสามารถหักสะสมได้ตั้งแต่ 2% จนถึง 15% ของค่าจ้าง (เฉพาะฐานค่าจ้าง ไม่รวมเงินพิเศษต่าง ๆ)
ส่วนที่ 2 คือ เงินที่นายจ้างสมทบเข้ากองทุน เรียกว่า ‘เงินสมทบ’ โดยนายจ้างจะสมทบเงินเข้ากองทุนให้ลูกจ้างทุกเดือน จำนวนเงินสมทบขึ้นอยู่กับข้อตกลงในข้อบังคับกองทุนของแต่ละนายจ้าง อัตราการสมทบที่พบได้บ่อย คือ สมทบอัตรา 3% ของค่าจ้าง
ส่วนที่ 3 คือ ผลประโยชน์ที่เกิดจากการนำเงินสะสมไปลงทุน เรียกว่า ‘ผลประโยชน์ของเงินสะสม’
ส่วนที่ 4 คือ ผลประโยชน์ที่เกิดจากการนำเงินสมทบไปลงทุน เรียกว่า ‘ผลประโยชน์ของเงินสมทบ’
ทั้งนี้ แต่ละบริษัทอาจจะมีเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบและการรับประโยชน์จากเงินสมทบที่ต่างกัน หลายบริษัทมีการเพิ่มอัตราสมทบเป็นขั้นบันไดตามอายุการทำงาน เช่น ทำงาน 5 ปีแรก สมทบอัตรา 3% ของค่าจ้าง เมื่อทำงานครบ 5 ปี เพิ่มเงินสมทบเป็นอัตรา 5% ของค่าจ้าง เมื่อทำงานครบ 10 ปี สมทบอัตรา 10%
นอกจากนั้น ยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น บริษัทสมทบให้ 3% ของค่าจ้าง โดยมีเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องทำงานครบ 3 ปี จึงจะมีสิทธิได้รับเงินสมทบ หากลาออกก่อนครบกำหนดจะได้เพียงส่วนเงินสะสมของตนเอง หรือบางบริษัทระบุว่านายจ้างสมทบ 3% โดยมีเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องทำงานครบ 10 ปี จึงจะได้เงินสมทบในส่วนของนายจ้างเต็ม 100% หากทำงานยังไม่ถึงกำหนดอาจได้เพียง 30% หรือ 50% ของเงินที่นายจ้างได้สมทบไว้
สำหรับแนวทางที่จะช่วยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขอสรุปคำแนะนำจากเว็บไซต์ SET investnow ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ได้ให้คำแนะนำไว้ 3 ข้อ ดังนี้
1. หักเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เต็มสิทธิ
ควรเลือกหักเงินสะสมในอัตราสูงสุด นายจ้างให้สิทธิออมได้สูงสุดเท่าไหร่ ก็เลือกใช้สิทธิเท่านั้น ซึ่งบางบริษัทให้สะสมได้ถึง 15% ของค่าจ้าง เพราะยิ่งเก็บเยอะ ยิ่งสบายในยามเกษียณ
ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเราอายุ 30 ปี เงินเดือนอยู่ที่ 30,000 บาท อัตราการขึ้นเงินเดือน 4% ต่อปี เลือกลงทุนในนโยบายตราสารหนี้ 100% ได้ผลตอบแทน 5.40% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เงินเดือนยังน้อย อาจจะพิจารณาหักเงินสะสมเท่าที่ไหว เมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้นค่อยปรับเพิ่มอัตราหักเงินสะสมได้
2. เลือกนโยบายการลงทุนให้เหมาะสม
การเลือกนโยบายลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญ ต้องเลือกนโยบายการลงทุนให้เหมาะสมกับความคาดหวังและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
หากต้องการให้เงินออมของเราโตมาก ๆ คาดหวังอัตราผลตอบแทนสูง ๆ ต้องเลือกนโยบายการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่แบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงอย่าง ‘หุ้น’ ด้วย
แต่หากไม่พร้อมรับความเสี่ยงมากนัก ต้องการเก็บสะสมเงินออมโดยรักษาเงินต้นเอาไว้อย่างปลอดภัย ควรเลือกนโยบายลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งจะนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้เกือบ 100% หรือเสี่ยงต่ำสุด ๆ ก็ลงทุนในตราสารหนี้เต็ม 100%
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่การออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการลงทุนที่มีระยะเวลายาวนาน 20-40 ปี ทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของการลงทุนในหุ้นลดลง และขณะเดียวกัน เงินออมของเราจะมีโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยจากการลงทุนสูงขึ้น
ยกตัวอย่าง หากเราเปลี่ยนนโยบายการลงทุนจาการลงทุนตราสารหนี้ทั้ง 100% เป็นตราสารหนี้ 70% และหุ้น 30% จะทำให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 5.40% เป็น 7.33%
3. ทบทวนนโยบายการลงทุนในแต่ละช่วงเวลา
ควรทบทวนนโยบายและสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเลือกเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะกับตัวเองอยู่เสมอ เพราะในแต่ละช่วงวัย ปัจจัยในชีวิต ระดับความคาดหวังและการยอมรับความเสี่ยงของเราอาจเปลี่ยนไป อีกทั้งปัจจัยภายนอก อย่างภาวะเศรษฐกิจการลงทุนที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาอาจจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุนของเราด้วย
ทั้งนี้ เมื่ออายุมากขึ้นก็เป็นการเหมาะสมถ้าจะปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลง เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนและปกป้องเงินต้น ซึ่งจะส่งผลต่อจำนวนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จะได้รับเมื่อเกษียณด้วยเช่นกัน
อ้างอิง : SET investnow [1], SET investnow [2], Krungsri