
กินส้มตอนดึก ทำไมบางคนถึงปวดท้อง เมื่อผลไม้เพื่อสุขภาพ กลายเป็นตัวกระตุ้นระบบทางเดินอาหารในยามค่ำคืน
อาการไม่สบายท้องหลังรับประทาน ส้ม โดยเฉพาะในช่วงเวลาดึก 3–4 ทุ่ม เป็นเรื่องที่พบได้จริงในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเคยมีประสบการณ์กินส้มแล้วรู้สึกแสบท้อง แน่นท้อง ท้องอืด หรือรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องก่อนเข้านอน
อาการเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือถูกอธิบายแบบเหมารวมว่าเป็นเพราะ “กระเพาะไม่ดี” หรือ “ร่างกายไม่ถูกกับของเปรี้ยว” โดยไม่ได้มีการอธิบายเชิงกลไกอย่างจริงจัง
ในความเป็นจริง อาการดังกล่าวสามารถอธิบายได้จากหลายปัจจัยทางสรีรวิทยาและโภชนาการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่คุณสมบัติของส้มเอง จังหวะการทำงานของระบบย่อยอาหารตามนาฬิกาชีวภาพ ไปจนถึงพฤติกรรมการพักผ่อนหลังรับประทานอาหารในช่วงกลางคืน
อาการไม่สบายท้องจากการกินส้มตอนดึกจึงไม่ใช่ความรู้สึกไปเอง หรือความเชื่อแบบไม่มีเหตุผลรองรับ แต่เป็นปฏิกิริยาทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นได้จริงในร่างกายมนุษย์บางกลุ่ม
ส้มเป็นผลไม้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อุดมไปด้วยวิตามินซี ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ส้มก็เป็นผลไม้ที่มีกรดอินทรีย์สูง โดยเฉพาะกรดซิตริก ซึ่งเป็นตัวกำหนดรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์
กรดซิตริกมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย แต่เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร กรดชนิดนี้สามารถกระตุ้นการหลั่งกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารได้มากขึ้น การหลั่งกรดเป็นกระบวนการปกติที่จำเป็นต่อการย่อยอาหาร ทว่าในบางสถานการณ์ การกระตุ้นกรดอย่างฉับพลันอาจกลายเป็นปัจจัยก่ออาการไม่สบายท้องได้
ช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะหลังมื้อเย็นผ่านไปหลายชั่วโมง กระเพาะอาหารมักอยู่ในภาวะค่อนข้างว่าง ไม่มีอาหารปริมาณมากมาช่วยรองรับหรือเจือจางกรด การรับประทานส้มในช่วงนี้จึงเท่ากับการส่งกรดเข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรง เยื่อบุกระเพาะอาหารซึ่งมีความไวต่อกรดในบางคนอาจเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ส่งผลให้เกิดอาการแสบท้องหรือแน่นท้องตามมา
นอกจากคุณสมบัติของส้มแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “เวลา” ที่รับประทาน ระบบย่อยอาหารของมนุษย์ไม่ได้ทำงานด้วยประสิทธิภาพเท่ากันตลอดทั้งวัน นาฬิกาชีวภาพชี้ชัดว่า อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงกระเพาะอาหารและลำไส้ ถูกควบคุมด้วยจังหวะชีวภาพที่สัมพันธ์กับวงจรกลางวันและกลางคืน
หลังช่วงเย็นเป็นต้นไป ร่างกายจะเริ่มปรับตัวจากโหมดกิจกรรมไปสู่โหมดพักผ่อน การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง การหลั่งเอนไซม์ย่อยอาหารและกรดในกระเพาะลดลง เพื่อเตรียมร่างกายสำหรับการนอนหลับและการฟื้นฟูระบบต่างๆ การรับประทานอาหารในช่วงนี้ โดยเฉพาะอาหารที่มีกรดสูงหรือย่อยยาก จึงเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบย่อยอาหารในเวลาที่ไม่เหมาะสม
ส้มแม้จะเป็นผลไม้ แต่ก็มีทั้งกรดอินทรีย์ ใยอาหาร และน้ำตาลธรรมชาติ การย่อยอาหารเหล่านี้ในช่วงที่ระบบย่อยทำงานช้าลง อาจทำให้เกิดการคั่งค้างของอาหารในกระเพาะหรือการเคลื่อนตัวของอาหารในลำไส้ที่ไม่ราบรื่น ผลลัพธ์คืออาการท้องอืด แน่นท้อง หรือปวดบิดในช่องท้องที่บางคนประสบเป็นประจำเมื่อกินส้มตอนดึก
ในแง่โภชนาการ ส้มเป็นแหล่งของใยอาหารและน้ำตาลธรรมชาติ โดยเฉพาะฟรุกโตส ใยอาหารช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้และการขับถ่าย ส่วนฟรุกโตสเป็นแหล่งพลังงานที่พบได้ทั่วไปในผลไม้ อย่างไรก็ตาม การดูดซึมฟรุกโตสในลำไส้เล็กมีข้อจำกัด และแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะลำไส้แปรปรวน หรือมีความไวต่ออาหารบางชนิด ฟรุกโตสอาจถูกดูดซึมได้ไม่หมด เมื่อฟรุกโตสส่วนหนึ่งหลุดรอดไปถึงลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียในลำไส้จะนำไปหมัก เกิดเป็นแก๊สและสารต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือรู้สึกไส้ปั่นป่วน
กระบวนการหมักนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ในช่วงกลางคืนที่ลำไส้เคลื่อนไหวช้าลง แก๊สที่เกิดขึ้นอาจถูกระบายออกได้ไม่ดีเท่าช่วงกลางวัน ทำให้อาการไม่สบายท้องรู้สึกชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอยู่ในท่านอนหรือเอนตัว
อีกมิติหนึ่งที่เชื่อมโยงกับการกินส้มตอนดึกคือภาวะกรดไหลย้อน กรดซิตริกในส้มสามารถเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร เมื่อรับประทานแล้วเอนตัวหรือนอนราบ กรดในกระเพาะอาจไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหารได้ง่ายกว่าช่วงกลางวัน
กรดไหลย้อนในเวลากลางคืนมักแสดงอาการแตกต่างจากตอนกลางวัน บางคนไม่ได้รู้สึกแสบร้อนกลางอกอย่างชัดเจน แต่กลับรู้สึกแน่นท้อง คลื่นไส้ หรือไม่สบายในช่องท้องส่วนบน อาการเหล่านี้มักถูกรวมความรู้สึกว่าเป็น “ปวดท้อง” หรือ “ไม่สบายท้อง” โดยไม่แยกชัดเจนว่ามีที่มาจากหลอดอาหาร
ในผู้ที่มีความไวของหลอดอาหารหรือมีภาวะกรดไหลย้อนแฝงอยู่แล้ว อาหารรสเปรี้ยวจัดอย่างส้มจึงเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นอาการได้ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานใกล้เวลานอน
ส้มยังมีวิตามินซีและโพแทสเซียมในปริมาณค่อนข้างสูง สารอาหารทั้งสองชนิดมีบทบาทต่อสมดุลของน้ำในร่างกาย และมีฤทธิ์กระตุ้นการขับปัสสาวะในระดับอ่อน การรับประทานส้มในช่วงดึกอาจทำให้บางคนรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นในเวลากลางคืน
การตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกไม่เพียงรบกวนการนอนหลับ แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพการพักผ่อนโดยรวม เมื่อการนอนหลับไม่ต่อเนื่อง ระบบย่อยอาหารและระบบประสาทอัตโนมัติอาจทำงานผิดจังหวะมากขึ้นในวันถัดไป ส่งผลให้ร่างกายไวต่อสิ่งกระตุ้นทางอาหารมากขึ้น เป็นวงจรที่ทำให้อาการไม่สบายท้องเกิดซ้ำได้ง่าย
ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการไม่สบายท้องจากการกินส้มตอนดึก บางคนสามารถรับประทานได้โดยไม่เกิดปัญหาใดๆ ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของระบบทางเดินอาหารในมนุษย์ ปัจจัยที่มีบทบาท ได้แก่ ความแข็งแรงของเยื่อบุกระเพาะ ความสามารถในการย่อยและดูดซึมฟรุกโตส สภาพลำไส้ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
ร่างกายที่พักผ่อนเพียงพอ ไม่เครียด และไม่มีภาวะกรดไหลย้อนหรือลำไส้แปรปรวน อาจรับมือกับกรดและน้ำตาลในส้มได้ดีกว่า ในขณะที่ร่างกายที่อ่อนล้า เครียด หรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร จะตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ได้ไวกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ในเชิงปฏิบัติ หากสังเกตว่าการรับประทานส้มในช่วงดึกทำให้เกิดอาการไม่สบายท้องซ้ำๆ ควรหลีกเลี่ยงการกินผลไม้รสเปรี้ยวในช่วงก่อนนอนอย่างน้อย 2–3 ชั่วโมง ไม่ควรกินขณะท้องว่าง และควรหลีกเลี่ยงการเอนตัวหรือนอนราบทันทีหลังรับประทาน
หากต้องการกินผลไม้ในช่วงดึก อาจเลือกผลไม้ที่มีกรดต่ำกว่า เช่น กล้วยหรือแอปเปิลในปริมาณเล็กน้อย พร้อมสังเกตการตอบสนองของร่างกายอย่างต่อเนื่อง หากอาการไม่สบายท้องเกิดบ่อย รุนแรง หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาภาวะกรดไหลย้อน หรือลำไส้แปรปรวนร่วมด้วย
สรุป การกินส้มในช่วงเวลาประมาณ 3–4 ทุ่ม มีโอกาสทำให้เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนได้จริงในบางคน โดยมีเหตุผลรองรับทั้งจากคุณสมบัติของกรดอินทรีย์ในผลไม้ จังหวะการทำงานของระบบย่อยอาหารตามนาฬิกาชีวภาพ การหมักหมมของน้ำตาลในลำไส้ และพฤติกรรมการพักผ่อนหลังอาหาร อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่เป็นปฏิกิริยาทางชีววิทยาที่แตกต่างกันไปในแต่ละร่างกาย การเข้าใจกลไกเหล่านี้ช่วยให้เราปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสมกับตนเอง และใช้ประโยชน์จากผลไม้เพื่อสุขภาพอย่างส้มได้โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิต
ข้อมูล : Times of India/ sasuksure/ rama.mahidol.ac.th/ vejthani
Advertisement