
ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทหารที่ร้อนระอุ ข้อมูลล่าสุดจากนิตยสาร Shipborne Weapons ของจีนได้ตอกย้ำถึงความก้าวหน้า ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) โดยเฉพาะการเปิดตัวขีปนาวุธ CJ-1000 ซึ่งถูกระบุว่า เป็นขีปนาวุธร่อนไฮเปอร์โซนิกแบบฐานยิงบนบกเครื่องยนต์ Scramjet รุ่นแรกและรุ่นเดียวของโลกที่เข้าประจำการแล้วในขณะนี้
วินาทีที่ขีปนาวุธ CJ-1000 เคลื่อนผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมินในงานสวนสนามวันแห่งชัยชนะ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ที่ทำเอาบรรดานักยุทธศาสตร์ทั่วโลกต้องจับตา เพราะการเปิดตัวอาวุธใหม่นับประกาศกร้าวว่า จีนได้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ เคยถือไพ่เหนือกว่า ด้วยขีปนาวุธพลัง Scramjet แบบฐานยิงบนบกรุ่นแรกของโลกที่พร้อมใช้งานจริง
ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่เขย่าดุลอำนาจโลก แต่ยังสะท้อนถึงก้าวสำคัญของ 'เศรษฐกิจนวัตกรรม' ในจีนที่สามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีสุดล้ำให้กลายเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรมในต้นทุนที่ได้เปรียบ ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญต่ออุตสาหกรรมการบินพลเรือนและวัสดุศาสตร์ในอนาคต โดยจีนตั้งเป้าจะเป็นผู้นำระดับโลก แสนยานุภาพรุ่นใหม่นี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจและความมั่นคงไปอย่างไร?
บทวิเคราะห์ในนิตยสาร Shipborne Weapons ระบุว่า เครื่องยนต์ Scramjet เป็นแนวทางการพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่เหนือกว่าทางเทคโนโลยี แต่ก็มีความยากในการพัฒนามากกว่า เมื่อเทียบกับยานร่อน เช่น DF-17 ของจีน หรือ Avangard ของรัสเซีย
"การปรากฏตัวของขีปนาวุธ CJ-1000 เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านของจีน จากการเป็นผู้ติดตามอย่างใกล้ชิด สู่การเป็นผู้นำในโดเมนการบินและอวกาศที่ก้าวหน้าที่สุด"
ขีปนาวุธแบบ Scramjet บินที่ระดับความสูงประมาณ 20 ถึง 30 กิโลเมตร ซึ่งต่ำกว่ายานร่อนไฮเปอร์โซนิกที่บินสูงประมาณ 60 ถึง 80 กิโลเมตรอย่างมาก สำหรับเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศของศัตรู ยิ่งขีปนาวุธบินต่ำเท่าไหร่ การตรวจจับและตอบโต้ก็ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น
ที่สำคัญ เครื่องยนต์ Scramjet ตัวนี้จะคอย 'เร่งเครื่อง' ให้ขีปนาวุธพุ่งไปข้างหน้าได้ตลอดเวลาจนถึงวินาทีที่กระทบเป้าหมาย ต่างจากอาวุธรุ่นเก่าที่พอเข้าช่วงท้ายจะดับเครื่องแล้วปล่อยให้ตัวเองร่อนไปตามแรงเฉื่อยเหมือนลูกธนู ซึ่งถ้าเจอเป้าหมายเคลื่อนที่ก็อาจจะพลาดได้ แต่ CJ-1000 นี้เหมือนมี 'คนขับ' คอยเหยียบคันเร่งและบังคับทิศทางให้เลี้ยวหลบหลีกได้จนถึงหยดสุดท้าย ทำให้มันทั้งแม่นและยากที่จะสกัดกั้น
สหรัฐฯ เป็นประเทศแรกในโลกที่สาธิตการบินด้วยพลัง Scramjet ในการบินจริงตั้งแต่ปี 1998 และเป็นประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จในการเดินเครื่องยนต์ Scramjet ที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนต่อเนื่องได้นาน 240 วินาทีในการบินเมื่อปี 2013
อย่างไรก็ตาม บทความระบุว่า โครงการ Hypersonic Attack Cruise Missile ของอเมริกาในขณะนี้กำลังล้าหลัง โดยวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ ตกเป็นรองจีนในด้านการสร้างเป็นอาวุธและการส่งกำลังบำรุงเพื่อประจำการระบบไฮเปอร์โซนิกพลัง Scramjet เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สาเหตุของความล่าช้านี้มาจากการวางแผนโครงการที่มีโครงสร้างไม่ดี การจัดการที่ขาดระเบียบ และการขาดความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในหมู่ผู้นำระดับสูงเกี่ยวกับศักยภาพของเทคโนโลยีนี้
ในขณะเดียวกัน การลงทุนมหาศาลของจีนในการพัฒนา Scramjet วิธีการทดสอบที่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมกว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม-วิชาการ-การวิจัยที่แข็งแกร่ง และการสนับสนุนระดับชาติที่เด็ดขาด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นผู้นำได้ในที่สุด
ในบรรดาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพลัง Scramjet ที่ประจำการอยู่ เชื่อกันว่า CJ-1000 มีพิสัยยิงไกลที่สุดและมีหัวรบที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุด เนื่องด้วยลักษณะที่เป็นฐานยิงบนบก จึงมีข้อจำกัดด้านขนาดและน้ำหนักน้อยกว่า และสามารถบรรทุกเชื้อเพลิงรวมถึงระเบิดได้มากกว่าเมื่อเทียบกับ YJ-19 หรือ Zircon ซึ่งมีขนาดจำกัดตามระบบยิงบนเรือ
CJ-1000 ติดตั้งบนรถยิงแบบเคลื่อนที่สูง 10 ล้อ ระบบไฮบริดดีเซล-ไฟฟ้า และคาดว่า จะมีพิสัยทำการอย่างน้อย 2,500 กิโลเมตร โดยในระหว่างงานสวนสนามเมื่อเดือนกันยายน อาวุธนี้ถูกระบุอย่างเป็นทางการว่าเป็นอาวุธสำหรับ "การโจมตีระยะไกล" บทความระบุว่า CJ-10 จัดอยู่ในประเภทขีปนาวุธร่อน "ระยะกลางถึงไกล" มีพิสัยทำการที่ 1,500 ถึง 2,500 กิโลเมตร'
พิสัยนี้สามารถครอบคลุมเป้าหมายภาคพื้นดินที่สำคัญเกือบทั้งหมดในญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ รวมถึงพื้นที่อันกว้างขวางของมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างแนวโซ่สายขวานชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สอง
ในการยิงแบบ "Cold Launch" ในแนวตั้ง บูสเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็งจะเร่งความเร็วขีปนาวุธไปที่ Mach 4 ที่ระดับความสูง 20 กิโลเมตร หลังจากแยกตัวออก เครื่องยนต์ Scramjet จะจุดระเบิดและขับเคลื่อนไปสู่ความเร็ว Mach 6 ที่ความสูง 28 กิโลเมตรเพื่อการบินต่อเนื่อง
ด้วยความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิกบวกกับข้อดีของระบบ Scramjet ทำให้ CJ-1000 สามารถทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิม "ไร้พลัง" โดยบทความเสริมว่า ระบบ THAAD น่าจะเป็นระบบป้องกันขีปนาวุธเพียงระบบเดียวในคลังแสงของสหรัฐฯ ปัจจุบันที่มีขีดความสามารถ ในการสกัดกั้นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพลัง Scramjet
ทั้งนี้ อเมริกาอาจปรับปรุงความสามารถในการตรวจจับผ่านเซ็นเซอร์ในอวกาศภายใต้โครงการ "Golden Dome" และกำลังพัฒนาโปรแกรมสกัดกั้นขั้นสูงอย่าง Glide Phase Interceptor ร่วมกับญี่ปุ่นเพื่อต่อต้านขีปนาวุธในช่วงการบินร่อน แต่สิ่งเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี
ในเวลาที่คู่ต่อสู้ที่อาจเกิดขึ้นสามารถนำระบบตอบโต้ออกมาใช้ได้ในอีกหลายปีข้างหน้า ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกแบบ Air-breathing ของจีนอาจวิวัฒนาการไปสู่อีกระดับแล้ว และความสามารถในการป้องกันของจีนก็อาจแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากเช่นกัน" บทความระบุทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จในอาวุธไฮเปอร์โซนิกจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาระบบป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ใน Global Times จีนกำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาวุธไฮเทคให้กลายเป็นการผลิตแบบแมส นใช้กลยุทธ์นำชิ้นส่วนมาตรฐานอุตสาหกรรม (Industrial Grade) เช่น ชิปจากโดรนพลเรือน หรือวัสดุซีเมนต์ทนความร้อนชนิดพิเศษ มาใช้แทนวัสดุเกรดอวกาศราคาแพง ทำให้ราคาต่อหน่วยของไฮเปอร์โซนิกจีน ต่ำลงมากจนอาจเหลือเพียงไม่กี่แสนดอลลาร์ ในขณะที่อาวุธระดับเดียวกันของตะวันตกอาจมีราคาสูงถึงหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เมื่ออาวุธราคาถูกลง จีนสามารถสร้างอาวุธจำนวนมาก (Swarm Threat) เพื่อกดดันระบบป้องกันราคาแพงของคู่แข่ง ทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลย์ทางเศรษฐกิจ คือคู่แข่งต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่อป้องกันอาวุธราคาถูกของจีน
นอกจากนี้ ความสำเร็จของเครื่องยนต์แบบ Air-breathing ในทางทหาร จะถูกต่อยอดไปใช้ในโครงการ "เครื่องบินโดยสารไฮเปอร์โซนิก" ที่จีนกำลังพัฒนา ซึ่งจะช่วยลดเวลาการเดินทางข้ามโลกเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง สร้างมูลค่ามหาศาลในอุตสาหกรรมการบินระดับโลกในอนาคต
เทคโนโลยีไฮเปอร์โซนิกที่ "จับต้องได้" จะดึงดูดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือพันธมิตรของจีนที่ต้องการเสริมอำนาจการป้องปรามแต่มีงบจำกัด ทำให้จีนสามารถดึงส่วนแบ่งการตลาดจากรัสเซียและยุโรปได้มากขึ้น