Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ดิสนีย์แลนด์ไทยแลนด์ ความฝัน 25 ปีของ 5 รัฐบาล มีหวังเป็นจริงหรือไม่?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ดิสนีย์แลนด์ไทยแลนด์ ความฝัน 25 ปีของ 5 รัฐบาล มีหวังเป็นจริงหรือไม่?

19 ก.พ. 69
12:47 น.
แชร์

กระแสแนวคิด “ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย” ถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้ง ในช่วงที่ภาครัฐกำลังมองหาโครงการขนาดใหญ่เพื่อยกระดับมูลค่าการลงทุนและสร้างแรงดึงดูดใหม่ให้กับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดแนวคิดเดินหน้าโครงการสวนสนุกระดับโลกในจังหวัดชลบุรี โดยชี้ว่าโครงการลักษณะนี้จะช่วยต่อยอดผลตอบแทนจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่รัฐได้ลงทุนไปแล้ว ทั้งระบบคมนาคมและการพัฒนาเมืองในพื้นที่ EEC

แนวคิดดังกล่าวถูกวางกรอบเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ครอบคลุมสวนสนุก ศูนย์กีฬา สถานบันเทิง และพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในพื้นที่เดียวกัน โดยแผนเบื้องต้นใช้พื้นที่รวมราว 800 เฮกตาร์ แบ่งเป็นพื้นที่สวนสนุกประมาณ 480 เฮกตาร์ มูลค่าการลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท และพื้นที่ศูนย์กีฬาและความบันเทิงอีกประมาณ 320 เฮกตาร์ มูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการราว 300,000 ล้านบาท ทั้งนี้ภาครัฐจะไม่ลงทุนโดยตรง แต่เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)

อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูในอดีต แนวคิด “ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย” ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่ถูกหยิบยกขึ้นมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลากว่า 26 ปี ภายใต้รัฐบาลอย่างน้อย 5 ชุด แต่ไม่เคยพัฒนาไปถึงขั้นลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการกับบริษัทวอลต์ ดิสนีย์แต่อย่างใด

เดินหน้า EECiti วางเมืองบันเทิงระดับโลก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้ร่วมประชุมหารือกับ ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เพื่อติดตามความคืบหน้าและวางกรอบทิศทางการพัฒนา “โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti)” ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City

นายพิพัฒน์ระบุว่า การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการติดตามความคืบหน้าด้านการจัดสรรพื้นที่และการวางระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้การพัฒนาโครงการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ได้มอบนโยบายและแนวทางสำคัญ โดยเฉพาะการวางแผน “ระบบบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งใน 10 ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักของโครงการ เพื่อรองรับการพัฒนาในระยะยาว และทำหน้าที่เป็นต้นแบบในการวางผังและรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ภายในเมืองใหม่รูปแบบเดียวกัน

ทั้งนี้ พื้นที่โครงการ EECiti ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 15,000 ไร่ และถูกวางเป้าหมายให้พัฒนาเป็น World-Class Entertainment & Leisure Hub โดยในแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ ได้กำหนดองค์ประกอบหลักในการดึงดูดการลงทุน ได้แก่ การพัฒนาสวนสนุกระดับโลกที่มีขนาดและมาตรฐานทัดเทียมสวนสนุกชั้นนำในต่างประเทศ สปอร์ตคอมเพล็กซ์ที่ได้มาตรฐานสากล และศูนย์จัดแสดงสินค้าและการประชุมที่ตั้งเป้าให้เป็นฮับการจัดงานขนาดใหญ่และทันสมัยในระดับโลก

ควบคู่กันนี้ ยังมีการวางแผนบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในทุกมิติของการบริหารจัดการเมือง ตั้งแต่การบริการนักท่องเที่ยว การจัดการพลังงาน ไปจนถึงการบริหารโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็น Net Zero City อย่างสมบูรณ์ในระยะยาว

ในด้านศักยภาพเชิงพื้นที่ นายพิพัฒน์ชี้ว่า นอกเหนือจากขนาดและรูปแบบโครงการแล้ว จุดเด่นสำคัญของ EECiti คือการเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมหลักของประเทศอย่างครบวงจร พื้นที่ตั้งโครงการอยู่ห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเพียงประมาณ 10 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาประมาณ 15 กิโลเมตร ซึ่งเอื้อต่อการเดินทางและการขนส่งทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต

สำหรับกรอบระยะเวลาดำเนินการ นายพิพัฒน์ระบุว่า EEC เตรียมเร่งผลักดันรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะนำประเด็นการพัฒนาพื้นที่สวนสนุก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และฮับความบันเทิง เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบาย EEC เพื่อเริ่มกระบวนการศึกษาความเป็นไปได้และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุน เป้าหมายสำคัญคือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อขับเคลื่อน EECiti ให้เกิดขึ้นจริงตามแผนที่วางไว้

ดิสนีย์แลนด์ไทยแลนด์ ความฝันเมกะโปรเจ็กต์ที่วนกลับมาไม่รู้จบ

แนวคิดในการดึง “ดิสนีย์แลนด์” เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีประวัติย้อนไปยาวนานกว่า 25 ปี และแทบทุกครั้งมักเกิดขึ้นควบคู่กับช่วงที่ภาครัฐพยายามผลักดันเมกะโปรเจกต์ หรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้ก้าวพ้นการพึ่งพานักท่องเที่ยวเชิงปริมาณ ไปสู่การสร้างรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้นและยืดระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว

ความพยายามแรก ๆ ที่ถูกพูดถึงอย่างจริงจังเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (ปี 2544-2549) ซึ่งเป็นยุคที่รัฐใช้นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโครงการขนาดใหญ่และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน กระแสข่าวเรื่องการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาในไทยเริ่มแพร่สะพัดในช่วงนั้น มีทั้งการพูดถึงการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ และการคาดการณ์ถึงทำเลที่อาจเหมาะสม ตั้งแต่พัทยา ภูเก็ต ไปจนถึงพื้นที่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งถูกมองว่าสามารถรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในระดับภูมิภาคได้

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่เคยก้าวพ้นระดับ “ข่าวลือและกระแสความคาดหวัง” ไม่มีการประกาศเชิงนโยบายอย่างเป็นทางการ หรือการลงนามใด ๆ กับ The Walt Disney Company ก่อนที่ประเด็นนี้จะค่อย ๆ เลือนหายไป ปัจจัยสำคัญคือข้อจำกัดด้านเงื่อนไขเชิงพาณิชย์ มูลค่าการลงทุนที่สูงมาก และมาตรฐานการควบคุมแบรนด์ที่เข้มงวดของดิสนีย์ ทั้งในเรื่องรูปแบบการบริหาร การออกแบบพื้นที่ ไปจนถึงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจรจาและการดำเนินโครงการในบริบทของประเทศไทย

แนวคิดการมีสวนสนุกระดับโลกกลับมาได้รับการพูดถึงอีกครั้งในปี 2555 ภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คราวนี้เป็นข้อเสนอจากภาคเอกชน โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวไทยเสนอให้รัฐพิจารณาสนับสนุนการพัฒนาสวนสนุกระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และสร้าง “destination ใหม่” ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐบาลต้องเผชิญภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศจากมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งใช้ทรัพยากรด้านงบประมาณและการบริหารจัดการจำนวนมาก ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เริ่มก่อตัว ทำให้ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายก็ไม่พัฒนาไปสู่โครงการที่เป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับความพยายามในรอบก่อนหน้า

ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ปี 2559-2562) ซึ่งเป็นช่วงเริ่มวางรากฐานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แนวคิดการดึงสวนสนุกระดับโลกกลับมาอยู่ในกรอบการศึกษาความเป็นไปได้อีกครั้ง ทั้งดิสนีย์แลนด์และยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะ “ตัวคูณ” สำคัญที่จะช่วยยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวของประเทศ และเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าวกลับเป็นของแบรนด์สวนสนุกจากประเทศอื่น ขณะที่ฝั่งดิสนีย์ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม แม้แนวคิดเรื่องดิสนีย์แลนด์จะยังถูกกล่าวถึงเป็นระยะ ในฐานะ “โครงการในฝัน” ของภาคการท่องเที่ยวและการพัฒนา EEC แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณเชิงบวกจากบริษัทแม่ ทำให้แนวคิดนี้ยังคงอยู่ในระดับนโยบายและการศึกษา มากกว่าจะเป็นโครงการลงทุนที่พร้อมเดินหน้า

กระทั่งตั้งแต่ปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ภายใต้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แนวคิด “ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในเชิงสาธารณะ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ระบุว่ามีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ทั้งในมิติการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และกรอบด้านการอนุญาตที่เกี่ยวข้อง มุมมองของฝ่ายนโยบายคือ โครงการลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าและผลตอบแทนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใน EEC อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน ดิสนีย์ยังไม่ออกมายืนยันหรือแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการใด ๆ ทำให้ “ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย” ยังคงอยู่ในสถานะของแนวคิดเชิงนโยบายและความคาดหวัง มากกว่าการลงทุนที่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับหลายครั้งที่ผ่านมาในอดีต

เป็น ‘ความหวัง’ มากกว่าความจริงที่จับต้องได้

เมื่อมองย้อนตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี ผ่านอย่างน้อย 5 รัฐบาล ภาพของดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทยสะท้อนรูปแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือการถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงที่รัฐต้องการสัญลักษณ์เมกะโปรเจ็กต์เพื่อสร้างความคาดหวังทางเศรษฐกิจ แต่ไม่เคยก้าวข้ามจากระดับแนวคิดไปสู่การตัดสินใจลงทุนจริง

ตราบใดที่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนจากดิสนีย์เอง ทั้งในเชิงกลยุทธ์ระดับภูมิภาค โครงสร้างเงินลงทุน และเงื่อนไขการถือสิทธิ์แบรนด์ ดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทยก็ยังคงเป็นเพียง “ความหวังที่วนกลับมาเป็นระยะ” หรือ recurring hope ในเชิงนโยบาย มากกว่าจะเป็นโครงการที่จับต้องได้ในโลกของการลงทุนจริง

อ้างอิง: Nikkei Asia, The Star


แชร์
ดิสนีย์แลนด์ไทยแลนด์ ความฝัน 25 ปีของ 5 รัฐบาล มีหวังเป็นจริงหรือไม่?