
ไตคุณอยู่ระยะไหน? เจาะลึก 5 ระยะไตเสื่อม สังเกตอาการเด่นที่ร่างกายฟ้องจากผลเลือด และวิธีคุมค่า eGFR ให้คงที่
ไตเป็นอวัยวะคู่ที่ทำหน้าที่กรองสารพิษและของเสียออกจากเลือด และรักษาสมดุลระหว่างระดับอิเล็กโทรไลต์ (เกลือแร่ในร่างกาย) และปริมาณน้ำในร่างกาย สารที่ถูกกรองโดยไตพร้อมกับน้ำจะรวมตัวกันเป็นปัสสาวะ เมื่อไตทำงานผิดปกติและไม่สามารถกรองของเสียได้ ของเสียเหล่านั้นจะสะสมอยู่ในกระแสเลือดและส่งผลเสียต่อร่างกายโดยรวม ทำให้เกิดภาวะโรคไตตามมาได้
หมอเจด นายแพทย์ เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา แชร์ความรู้การสังเกตตัวเองว่าเข้าข่ายเสี่ยงไตเสื่อมหรือไม่ จาก 5 ระยะหลักที่แสดงอาการ ตามอัตราการกรองของไต (Estimated Glomerular Filtration Rate, eGFR) ซึ่งคือปริมาณเลือดที่ไหลผ่านตัวกรองของไตในหนึ่งนาที (มล./นาที/1.73 ตร.ม.)
วันนี้มาเช็กค่าไตตัวเองกัน หลายคนเข้าใจว่า "ไตเสื่อมต้องมีอาการก่อน" แต่ความจริงคือ ไตเสื่อมส่วนใหญ่เงียบมาก โดยเฉพาะระยะ 1–3 คนไข้จำนวนมากใช้ชีวิตปกติ แต่ไตค่อย ๆ ลดการกรองลงทีละนิดจนรู้ตัวอีกทีระยะ 4–5 แล้ว เพราะฉะนั้นการรู้ว่าไตเสื่อมอยู่ระยะไหน คือกุญแจสำคัญที่สุดในการชะลอไม่ให้ไปไกลกว่าเดิม
ระยะที่ 1 ไตเริ่มมีความผิดปกติ แต่ยังกรองได้ดี (eGFR ≥ 90)
ระยะนี้หลายคนตรวจเจอจากปัสสาวะมีโปรตีนรั่ว ลองสังเกตจาก "ปัสสาวะเป็นฟอง" ซึ่งนี่มักเป็นสัญญาณแรกของโปรตีนรั่วที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือมีโรคเสี่ยงอย่างเบาหวาน ความดัน ถึงแม้ค่ากรองยังดูปกติ แต่ไตเริ่มมีรอยรั่วแล้ว ถ้าปล่อยให้คุมหวานคุมเค็มไม่ดี ไตจะเสื่อมเร็วมาก ระยะนี้คือช่วงทองที่ย้อนกลับหรือชะลอได้ดีที่สุด
ระยะที่ 2 ไตเริ่มกรองลดลงเล็กน้อย (eGFR 60–89)
คนส่วนใหญ่ยังไม่มีอาการเลย แต่ไตเริ่มทำงานหนักขึ้นแบบเงียบ ๆ โดยเฉพาะคนที่กินเค็มจัด ดื่มน้ำน้อย หรือใช้ยาแก้ปวดบ่อย ระยะนี้ต้องเริ่มจริงจังเรื่องลดโซเดียม คุมความดัน และตรวจปัสสาวะสม่ำเสมอ เพราะถ้าไหลไประยะ 3 จะเริ่มมีผลชัด
ระยะที่ 3 ไตเสื่อมชัดเจน เริ่มมีของเสียค้าง (eGFR 30–59)
นี่คือระยะที่ "ต้องระวังมาก" เพราะไตกรองได้แค่ครึ่งเดียว หลายคนเริ่มบวมง่าย เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ หรือความดันเริ่มคุมยาก ระยะนี้ต้องลดเค็มจริงจัง โปรตีนต้องพอดีเพราะหมอมักจะแนะนำให้ลดปริมาณโปรตีนอย่างจริงจัง (Low Protein Diet) เพื่อลดภาระการทำงานของหน่วยไตที่เหลืออยู่ครับ ห้ามใช้สมุนไพรมั่ว และควรพบแพทย์เพื่อชะลอไม่ให้ลงระยะ 4
ระยะที่ 4 ไตใกล้ล้มเหลว ต้องเตรียมตัวรักษาระยะยาว (eGFR 15–29)
ระยะนี้ไตเหลือการทำงานไม่ถึง 30% ของปกติ ของเสียเริ่มค้างในเลือดชัดขึ้น ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการมากกว่าเดิม เช่น คันตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ซีด เหนื่อยง่าย บวมเท้า หรือความดันสูงคุมยาก ช่วงนี้ต้องควบคุมอาหารละเอียดมากขึ้น ทั้งโซเดียม โปรตีน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม แพทย์จะเริ่มวางแผนเตรียมการรักษาระยะยาว เช่น การเตรียมเส้นฟอกไต เพื่อไม่ให้เข้าสู่ภาวะฉุกเฉินแบบไม่ทันตั้งตัว
ระยะที่ 5 ไตวายระยะสุดท้าย ต้องฟอกไตหรือปลูกถ่าย (eGFR < 15)
ไตแทบไม่สามารถกรองของเสียได้แล้ว ของเสียและน้ำค้างในร่างกายมาก เสี่ยงหัวใจล้มเหลว น้ำท่วมปอด เหนื่อยหอบเฉียบพลัน ความดันพุ่งสูง หรือมีภาวะโพแทสเซียมเกินจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ระยะนี้การรักษาหลักคือการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตเท่านั้น และต้องดูแลเรื่องอาหาร น้ำ และยาตามแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะร่างกายไม่สามารถขับของเสียเองได้เหมือนเดิมแล้ว
นอกจากนี้หมอเจดยังได้แนะนำวิธีชะลออาการไตเสื่อม ที่เราสามารถทำเพื่อป้องกันและดูแลตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปฏิบัติดังนี้
ไตเสื่อมไม่ได้น่ากลัวที่สุดที่ระยะ 5 แต่น่ากลัวที่สุดคือ “ระยะ 1–3 ที่ไม่มีอาการ” เพราะคนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตปกติและคิดว่าไม่เป็นอะไร แต่ไตค่อย ๆ ลดลงเงียบ ๆ ทุกปี ถ้ารู้ทันตั้งแต่วันนี้ แค่คุมความดัน ลดเค็ม เลี่ยงยาแก้ปวด ตรวจเลือดและปัสสาวะสม่ำเสมอ ก็สามารถชะลอไตเสื่อมได้อีกหลายสิบปี อย่ารอให้บวม เหนื่อย หรือไตพังแล้วค่อยเริ่มดูแล
ที่มา : หมอเจด
Advertisement