
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงความเห็นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของจีน โดยระบุว่านโยบายที่เน้นการผลิตและการส่งออกเป็นหลัก มีส่วนทำให้เกิดความสูญเปล่าภายในประเทศ และส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นผ่านกลไกการค้าและเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอให้รัฐบาลจีนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น
ถ้อยแถลงของคณะกรรมการบริหาร IMF ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ พร้อมกับรายงานทบทวนเศรษฐกิจจีนประจำปี หรือการปรึกษาตามมาตรา Article IV ระบุว่า ในอนาคตรัฐบาลจีนควรให้ความสำคัญสูงสุดกับการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค โดยสะท้อนมุมมองว่ากรอบนโยบายเศรษฐกิจของจีนควรได้รับการปรับให้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว
การเผยแพร่รายงานครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งจีนจะประกาศเป้าหมายเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 และอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ขณะที่เศรษฐกิจจีนเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเงินฝืด ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว และระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง
ในรายงานดังกล่าว IMF ระบุว่า จีนมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับสูง ซึ่งสร้าง “ผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้า” โดยปัจจัยสำคัญมาจากภาคส่งออกที่ได้แรงหนุนจาก “การอ่อนค่าที่แท้จริงของเงินหยวน (RMB)” หรือการอ่อนค่าของค่าเงินเมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อและถ่วงน้ำหนักตามโครงสร้างการค้า ในขณะที่ฝั่งนำเข้ากลับซบเซา สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแรง
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนชัดในรายงานประจำปีของ IMF ซึ่งใช้คำว่า “ความไม่สมดุลภายนอก” (external imbalances) มากกว่า 10 ครั้ง แตกต่างจากรายงานปี 2567 ที่ไม่ปรากฏคำนี้เลย โดยกองทุนประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.3% ของ GDP มากกว่าสองเท่าจากตัวเลข 1.5% ที่เคยคาดไว้ในรายงานปีก่อนหน้า แม้จงซิน จาง ผู้แทนจีนในคณะกรรมการบริหาร IMF จะโต้แย้งว่าตัวเลขดังกล่าว “ดูสูงเกินจริง”
ขณะเดียวกัน การคำนวณของ Bloomberg ซึ่งอิงข้อมูลเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน ระบุว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนอาจสูงถึงราว 3.7% ของ GDP โดยมีปัจจัยหลักจากส่วนเกินการค้าสินค้าที่มูลค่าการส่งออกสูงกว่าการนำเข้าแตะประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดโดยรวมเพิ่มขึ้นราว 73% ภายในปีเดียว
ในอนาคต นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs ประเมินว่า ดุลส่วนเกินของจีนอาจขยายตัวจนเข้าใกล้ 1% ของ GDP โลกในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
ทั้งนี้ IMF คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนจะค่อย ๆ ปรับลดลงในระยะกลาง โดยอาจอยู่ที่ราว 2.2% ของ GDP ภายในปี 2570 อย่างไรก็ดี ระดับดังกล่าวยังสูงกว่าที่กองทุนประเมินว่าเป็น “ภาวะปกติ” อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 0.9%
IMF ยังชี้ว่า เงินหยวนที่อ่อนค่าเมื่อวัดในเชิงถ่วงน้ำหนักการค้าและปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ ได้ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจีนในตลาดโลก โดยประเมินว่าเงินหยวนอาจมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจราว 16% ภายใต้กรอบการประเมินตั้งแต่ 12.1% ถึง 20.7%
ท่าทีของ IMF ต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่น สอดคล้องกับข้อกังวลที่สหรัฐอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้วหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายจีนได้ชี้แจงในมุมมองของตน โดยจงซิน จาง ระบุในแถลงการณ์แยกต่างหากว่า การเติบโตของการส่งออกจีนในปี 2568 มีปัจจัยหลักจากความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพด้านนวัตกรรมของภาคการผลิต รวมถึงการเร่งส่งออกล่วงหน้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า
จากประเด็นดุลการค้าดังกล่าว คณะกรรมการบริหาร IMF เห็นว่า จีนจำเป็นต้องปรับกรอบนโยบายเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างจริงจัง โดยระบุว่าการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลการเติบโตใหม่ที่เน้นการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศไม่อาจพึ่งเพียงมาตรการเฉพาะหน้า หากต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงวัฒนธรรมและนโยบายในระดับโครงสร้าง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายที่ครอบคลุมและเข้มข้นยิ่งขึ้น ผ่านการผสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเชิงขยายเข้ากับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ
ในมุมของนโยบายระยะสั้น IMF มองว่ามาตรการเชิงขยาย โดยเฉพาะการกระตุ้นทางการคลัง และการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกลางเพื่อแก้ปัญหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาฯ ที่ซบเซา จะมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการพยุงอุปสงค์ภายในประเทศ
ข้อเสนอเหล่านี้เกิดขึ้นในบริบทที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวราว 5% ในปี 2568 ตามเป้าหมายทางการของรัฐบาลปักกิ่ง อย่างไรก็ดี IMF ประเมินว่าอัตราการเติบโตอาจชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.5% ในปีถัดไป ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดว่าจีนอาจตั้งเป้าการเติบโตในปี 2569 ไว้ในช่วง 4.5-5%
ในเชิงโครงสร้าง IMF ชี้ให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า “ความสูญเปล่าจากนโยบาย” โดยเสนอให้จีนเพิ่มความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น เพื่อลดการบิดเบือนเชิงเศรษฐกิจ แม้ทางการจีนจะยืนยันว่าการดำเนินนโยบายค่าเงินมีความชัดเจนและต่อเนื่องอยู่แล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน กองทุนยังตั้งข้อสังเกตต่อขนาดของนโยบายอุตสาหกรรมจีน โดยประเมินว่ามาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของภาครัฐมีต้นทุนทางการคลังราว 4% ของ GDP ในปี 2566 ซึ่งสูงกว่าระดับความช่วยเหลือจากรัฐของสหภาพยุโรปในปี 2565 ที่อยู่ราว 1.5% อย่างมีนัยสำคัญ
IMF เสนอว่า หากจีนทยอยลดมาตรการอุตสาหกรรมที่ไม่จำเป็นหรือ "สูญเปล่า" ลงประมาณ 2% ของ GDP ในระยะกลาง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร และบรรเทาภาระทางการคลังของรัฐ
ด้านโครงสร้างการเติบโต IMF ระบุว่า เกือบหนึ่งในสามของการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนในปีที่ผ่านมา มาจากการส่งออกสุทธิ การพึ่งพาภาคต่างประเทศในสัดส่วนสูงเช่นนี้ก่อให้เกิดความกังวลทั้งเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน และความเสี่ยงต่อมาตรการตอบโต้ทางการค้าจากประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจกระทบแนวโน้มการส่งออกในระยะต่อไป
พร้อมกันนั้น IMF ยังแสดงความกังวลอย่างมากต่อแรงกดดันด้านเงินฝืดที่ยืดเยื้อ โดยคำว่า “เงินฝืด” ปรากฏในรายงานมากกว่า 60 ครั้ง กองทุนชี้ว่าแรงกดดันดังกล่าวเชื่อมโยงกับอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ การปรับฐานภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวนาน และภาระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นในระดับสูง ซึ่งล้วนจำกัดขีดความสามารถในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในด้านเสถียรภาพการคลัง IMF ประเมินว่าหนี้ภาครัฐของจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2568 อยู่ที่เกือบ 127% ของ GDP เพิ่มขึ้นราว 10 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะทะลุระดับ 135% ในปีนี้ ก่อนจะปรับสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2577
ที่มา: Bloomberg