Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
โรงงานทั่วอาเซียนเจ็บหนัก เริ่มปิดกิจการ อาจเลย์ออฟ สงครามดันต้นทุนสูง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

โรงงานทั่วอาเซียนเจ็บหนัก เริ่มปิดกิจการ อาจเลย์ออฟ สงครามดันต้นทุนสูง

26 พ.ค. 69
13:14 น.
แชร์

สงครามในอิหร่านไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่แค่ภูมิภาคตะวันออกกลาง หากแต่กำลังส่งแรงกดดันข้ามทวีปมาถึงโรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นเป็นทอด ๆ ทั้งราคาพลังงาน วัตถุดิบที่ผูกกับราคาน้ำมัน และค่าขนส่งระหว่างประเทศ

เมื่อภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ผลิตหลายรายจึงเริ่มรับแรงกดดันหนักขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสัญญาส่งออกล็อกราคาไว้ล่วงหน้า เพราะไม่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทัน ส่งผลให้บางประเทศเริ่มเห็นสัญญาณปิดกิจการและลดการจ้างงาน

สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย รายงานว่า ในภาพรวม แม้ภาคการผลิตของอาเซียนยังไม่ได้ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ของ S&P Global สำหรับอาเซียน 11 ประเทศ ที่ยังอยู่ในแดนบวกในเดือนเมษายน แต่ตัวเลขนี้อาจไม่ได้สะท้อนแรงกดดันที่เกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วน เพราะภาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้แรงหนุนจากกระแส AI กำลังพยุงดัชนีเอาไว้ ขณะที่ภาคการผลิตอื่น ๆ กำลังแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่หนักกว่ามาก

ฟีร์เดาส์ รอสลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AmBank ในกัวลาลัมเปอร์ ชี้ว่าตัวเลขการค้าของมาเลเซียยังดูแข็งแกร่งบนกระดาษ โดยการส่งออกเดือนเมษายนเติบโตเป็นเลขสองหลัก แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายอุตสาหกรรม จะเห็นว่าแต่ละภาคส่วนเผชิญสถานการณ์ที่ต่างกันสิ้นเชิง ความแข็งแกร่งของบางภาคอาจประคอง GDP รวมได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้แปลว่าแรงกดดันในระดับธุรกิจจะบรรเทาลงตาม

กลุ่มที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือโลจิสติกส์ การผลิตขั้นกลาง และการก่อสร้างในบางพื้นที่ ซึ่งรับผลกระทบโดยตรงทั้งจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ หากแรงกดดันยืดเยื้อออกไป ธุรกิจเหล่านี้อาจกลายเป็นจุดที่วิกฤตต้นทุนลุกลามสู่การเลิกจ้างและการปิดกิจการในวงกว้าง

มาเลย์-ฟิลิปปินส์เจ็บก่อน SME สายป่านสั้นเริ่มปิดกิจการ

ในบรรดาประเทศที่ได้รับผลกระทบระลอกแรก มาเลเซียและฟิลิปปินส์เป็นสองประเทศที่เห็นสัญญาณชัดเจนที่สุด และธุรกิจที่เจ็บหนักที่สุดคือธุรกิจกลุ่มขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีสายป่านสั้นและอำนาจต่อรองน้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ที่มัวร์ ศูนย์กลางการผลิตเฟอร์นิเจอร์ของมาเลเซีย ผู้ผลิตรายเล็กกว่า 100 รายปิดตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังถูกซ้ำเติมจากต้นทุนวัตถุดิบและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูง บนฐานที่อ่อนแออยู่แล้วจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้บีบอัตรากำไรของผู้ส่งออกมาก่อนหน้านั้นแล้ว 

เจฟฟรีย์ เอง เจ้าของบริษัท TKL Furniture ซึ่งส่งออกสินค้าทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ เล่าว่าโรงงานขนาดเล็กรอบตัวเขาทยอยปิดกิจการ โดยเฉพาะโรงงานเก่าแก่ที่เจ้าของตัดสินใจชำระบัญชีแทนการเดินหน้าต่อในภาวะขาดทุนสะสม

ผลสำรวจเดือนพฤษภาคมของสหพันธ์ผู้ผลิตมาเลเซียยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว จากผู้ตอบแบบสอบถาม 225 ราย มี 72% ระบุว่าสถานการณ์ธุรกิจแย่ลง และ 28% ได้ปรับหรือกำลังวางแผนปรับลดกำลังแรงงานโดยตรงจากวิกฤตนี้ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแรงกระแทกไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาพลังงาน แต่กำลังแทรกซึมเข้าสู่การตัดสินใจด้านแรงงาน กระแสเงินสด และความอยู่รอดของกิจการ

ในฟิลิปปินส์ ภาพตลาดแรงงานภาคการผลิตน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า ข้อมูลทางการระบุว่าผู้ผลิตลดการจ้างงาน 217,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม คิดเป็น 5.8% ของแรงงานในภาคการผลิตทั้งหมด ขณะที่ PMI ภาคการผลิตร่วงลงสู่แดนหดตัว และอยู่ในระดับอ่อนแอที่สุดในกลุ่ม 6 เศรษฐกิจหลักของอาเซียน 

มิเกล ชานโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียเกิดใหม่ของ Pantheon Macroeconomics ชี้ว่าฟิลิปปินส์เผชิญแรงกดดันทั้งสองด้านพร้อมกัน เพราะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกระทบทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคและต้นทุนการผลิตในคราวเดียว

ปัจจัยที่ทำให้ฟิลิปปินส์เปราะบางกว่าเพื่อนบ้านคือโครงสร้างการส่งออกที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI หรือฮาร์ดแวร์บูมเหมือนมาเลเซียหรือเวียดนามซึ่งมีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์คอยพยุงภาพรวมไว้ ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการอุดหนุนเชื้อเพลิงของฟิลิปปินส์ยังมีน้อยกว่าอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย ทำให้แรงกระแทกจากราคาพลังงานส่งผ่านถึงผู้ประกอบการและครัวเรือนได้เร็วและรุนแรงกว่า

ภาคผลิตอาเซียนแยกขั้ว อิเล็กทรอนิกส์โต สินค้าใช้น้ำมันทรุด

ในเวียดนาม ภาคการผลิตกำลังเติบโตไปในทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยได้อานิสงส์จากความต้องการชิ้นส่วนและสินค้าเทคโนโลยีที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ภาคการผลิตอื่น ๆ กลับเผชิญแรงกดดันและชะลอตัวลงอย่างมาก

แอนดรูว์ ฮาร์เกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของ S&P Global Market Intelligence ระบุว่า แม้ผลผลิตโดยรวมของเวียดนามยังขยายตัวในช่วงสำรวจล่าสุด แต่อัตราการเติบโตชะลอลงจนแทบหยุดนิ่ง ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ร่วงสู่แดนหดตัวแล้ว หากสภาพแวดล้อมด้านราคาและอุปทานไม่ปรับตัวดีขึ้น ผลผลิตมีความเสี่ยงสูงที่จะลดลงตามในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

อุตสาหกรรมรองเท้าเป็นหนึ่งในภาคการผลิตของเวียดนามที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ฟาน ถิ แถ่ง ซวน รองประธานสมาคมเครื่องหนัง รองเท้า และกระเป๋าถือเวียดนาม ระบุว่า การส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางแทบหยุดชะงักจากผลของความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นราว 15% ส่วนราคาวัสดุที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 30%

แรงกดดันดังกล่าวทำให้โรงงานจำนวนมากตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เพราะยังติดอยู่กับสัญญาส่งออกราคาคงที่ที่ทำไว้ก่อนหน้า จึงไม่สามารถปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างทันท่วงที

แรงกดดันจากวัสดุที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเวียดนาม แต่กำลังลุกลามไปทั่วภูมิภาค รวมถึงไทย จอห์น ไฮแฮม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของ Element 6 Evolution ผู้ผลิตเรือดิงกี้แข่งสมรรถนะสูงและเรือคาตามารันใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง ระบุว่า บริษัทไม่สามารถนำเข้าวัสดุคอมโพสิตจากดูไบทางเรือได้ตามปกติอีกต่อไป

วัตถุดิบที่สร้างปัญหาหลักคือเรซิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของการผลิต เมื่อเส้นทางเดินเรือสะดุด บริษัทจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนไปขนส่งเรซินหลายพันกิโลกรัมทางอากาศแทน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สายการผลิตหยุดชะงักทั้งหมด ทำให้ต้นทุนเรซินเมื่อรวมค่าขนส่งพุ่งขึ้นถึง 400%

ในมาเลเซีย สตีฟ ออง ประธานสมาคมเฟอร์นิเจอร์ยะโฮร์ ย้ำว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่ประเทศคู่ขัดแย้ง แต่รบกวนระบบขนส่งสินค้าทั่วโลกอย่างหนัก ค่าระวางที่สูงขึ้นและการส่งมอบที่ไม่แน่นอนทำให้ลูกค้าต่างประเทศเลื่อนการรับสินค้าออกไป ผู้ผลิตจึงต้องแบกรับทั้งต้นทุนที่พุ่งขึ้นและรายได้ที่เลื่อนออกไปพร้อมกัน

ส่วนอินโดนีเซีย ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้นาฟทาเป็นวัตถุดิบ สมาคมนายจ้างอินโดนีเซียรายงานว่า 10 จาก 16 ภาคการผลิตเติบโตต่ำกว่าอัตราการขยายตัวรวมของประเทศที่ 5.61% ในไตรมาสแรกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลาสติกที่ถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบต่อเนื่อง ขณะที่สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียเองก็อยู่ระหว่างสำรวจผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน หลังต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความล่าช้าในการส่งมอบเริ่มกระทบการดำเนินงานของผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

สิงคโปร์ขยับซัพพลายเชน รับยุคต้นทุนแพง-ขนส่งเสี่ยง

ท่ามกลางภาพที่ดูหดหู่ทั่วภูมิภาค สิงคโปร์เป็นประเทศที่ภาคการผลิตยังคงมีความเชื่อมั่นเป็นบวกมากที่สุดในภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการเริ่มปรับยุทธศาสตร์ซัพพลายเชนเพื่อรับมือกับต้นทุนโลจิสติกส์และค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

เมลวิน ตัน รองประธานสหพันธ์ผู้ผลิตสิงคโปร์ ระบุว่า ธุรกิจจำนวนมากกำลังมองหาแหล่งจัดหาวัตถุดิบที่อยู่ใกล้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้น รวมถึงโรงงานใกล้เคียงในอินโดนีเซีย แทนการพึ่งพาแหล่งจัดหาแบบดั้งเดิมที่อยู่ไกลออกไป

การปรับตัวของสิงคโปร์สะท้อนแนวโน้มสำคัญของภูมิภาค นั่นคือ ผู้ผลิตเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าการไล่หาต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว เมื่อค่าขนส่งผันผวนและเส้นทางเดินเรือเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งใกล้เคียงจึงกลายเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยง แม้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดก็ตาม

แนวโน้มนี้อาจเร่งให้เครือข่ายการผลิตภายในอาเซียนเชื่อมโยงกันแน่นแฟ้นมากขึ้น แต่ในระยะสั้น ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญต้นทุนของการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตของซัพพลายเออร์ใกล้ภูมิภาค

โรงงานเสี่ยงลดผลิต-ขึ้นราคา-ปลดคน หลังสต๊อกวัตถุดิบเริ่มร่อยหรอ

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิเคราะห์ สถานการณ์ปัจจุบันอาจยังไม่ถึงจุดเลวร้ายที่สุด

CIMB Investment มาเลเซีย ระบุว่า ผลสำรวจของธนาคารกลางชี้ให้เห็นว่าสต๊อกสินค้าคงคลังโดยเฉลี่ยรองรับการผลิตได้เพียง 3-4 เดือนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าความตึงตัวของวัตถุดิบอาจเริ่มปรากฏชัดขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ของปี 2569 เป็นต้นไป

เมื่อสต๊อกเดิมเริ่มร่อยหรอ ผู้ผลิตที่เคยประคองการผลิตด้วยสินค้าคงคลังอาจต้องเผชิญทางเลือกที่ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดกำลังการผลิต การปรับขึ้นราคาสินค้า หรือการลดการจ้างงาน

จุดน่ากังวลของวิกฤตครั้งนี้คือ ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน และอาจไม่สะท้อนในตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคทันที ภาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังเติบโตดีอาจทำให้ GDP และตัวเลขส่งออกโดยรวมดูแข็งแกร่งกว่าภาวะจริงในบางอุตสาหกรรม ขณะที่โรงงานขนาดเล็กและภาคการผลิตที่พึ่งพาวัตถุดิบเชื่อมโยงกับน้ำมันกำลังถูกบีบจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนที่พุ่งขึ้น คำสั่งซื้อที่ชะลอลง การขนส่งที่ล่าช้า และสัญญาราคาคงที่ที่ทำให้ปรับราคาขายได้ยาก

รอสลีจาก AmBank เปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็นตวามเสี่ยงจากการที่ตัวเลข GDP รวมไม่สามารถสะท้อนภาพการผลิตและเศรษฐกิจได้แบบเรียลไทม์ เพราะผลกระทบจากวิกฤตนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ จากโดมิโนตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง 

รอสลีจาก AmBank มองว่านี่คือความเสี่ยงที่ตัวเลข GDP รวมอาจไม่สามารถจับภาพได้แบบเรียลไทม์ เพราะแรงกระแทกจากวิกฤตกำลังส่งผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากผู้ผลิตกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่ง คล้ายโดมิโนที่ทยอยล้มต่อกัน มากกว่าจะเป็นวิกฤตที่ปะทุขึ้นพร้อมกันทั้งระบบในทันที ทำให้การวางแผนรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตนี้ซับซ้อนและทำได้ยากกว่ามาก

อ้างอิง: Nikkei Asia



แชร์
โรงงานทั่วอาเซียนเจ็บหนัก เริ่มปิดกิจการ อาจเลย์ออฟ สงครามดันต้นทุนสูง