Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
วิกฤตพลังงานถล่มเศรษฐกิจไทย IMF หั่น GDP ปีนี้เหลือ 1.5% ต่ำสุดอาเซียน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

วิกฤตพลังงานถล่มเศรษฐกิจไทย IMF หั่น GDP ปีนี้เหลือ 1.5% ต่ำสุดอาเซียน

17 เม.ย. 69
14:34 น.
แชร์

เศรษฐกิจเอเชียในช่วงปลายปี 2568 แสดงสัญญาณฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก โดย International Monetary Fund (IMF) ระบุว่าแรงส่งหลักยังมาจากภาคการส่งออกและการบริโภคที่ทรงตัวได้ดี ภายใต้สภาพคล่องทางการเงินที่ยังผ่อนคลายและอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ขณะที่อุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีในห่วงโซ่อุปทานโลกยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญ ช่วยพยุงการผลิตและการค้าในหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภาพการฟื้นตัวดังกล่าวเริ่มสะดุดจาก “ช็อกพลังงาน” ระลอกใหม่ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและผันผวน ปัจจัยนี้กำลังกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของหลายประเทศอ่อนแอลง ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น และบีบพื้นที่เชิงนโยบายให้แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะชะลอลงจาก 5% ในปี 2568 เหลือ 4.4% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570

ท่ามกลางแนวโน้มดังกล่าว ประเทศไทยถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางสูงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดย IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 เหลือเพียง 1.5% ต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพ ประกอบกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแรงและเสี่ยงถูกประเทศเพื่อนบ้านทิ้งห่างมากขึ้น

เอเชียฝ่าภาษีสหรัฐฯ ได้ แต่สะดุดพลังงานแพง IMF คาดโตชะลอ

นาย Krishna Srinivasan ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ International Monetary Fund (IMF) กล่าวในงาน Press Briefing Asia-Pacific Department, Spring Meetings 2026 ว่า ข้อมูลในช่วงปลายปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่เติบโตได้ดีกว่าที่คาด ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกและการบริโภค ซึ่งทรงตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงก่อนหน้า ภายใต้สภาพแวดล้อมด้านนโยบายที่ยังผ่อนคลาย ทั้งในแง่อัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในระบบการเงิน

ในภาคการส่งออก อุปสงค์สินค้าเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลให้การผลิตและการส่งออกในกลุ่มนี้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน การปรับตัวของโครงสร้างการค้าโลกผ่านการกระจายตลาดไปยังประเทศอื่นนอกสหรัฐฯ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจอเมริกัน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่เทคโนโลยี

ในด้านอุปสงค์ภายในประเทศ การบริโภคฟื้นตัวในอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและมาตรการภาครัฐ ขณะที่การลงทุนยังคงอ่อนแอในหลายเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนผลกระทบของความไม่แน่นอนทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ รวมถึงแรงกระแทกเฉพาะด้านในบางประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพการฟื้นตัวดังกล่าว ในปีนี้เศรษฐกิจเอเชียกำลังเผชิญแรงกระแทกใหม่จากวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีความไม่แน่นอนสูง ปัจจัยดังกล่าวกำลังสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้ดุลภายนอกอ่อนแอลง ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น และทำให้พื้นที่เชิงนโยบายของหลายประเทศในภูมิภาคแคบลง

ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว การเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียคาดว่าจะชะลอลงจาก 5% ในปี 2568 เหลือ 4.4% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570 โดยกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียมีแนวโน้มชะลอตัวจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ ขณะที่กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโต แต่โมเมนตัมเริ่มลดลงอย่างชัดเจน โดยมีการชะลอตัวในวงกว้างในจีน อินเดีย และอาเซียน

ขณะที่ในภาพรวม IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 3.1% จากเดิม 3.3% ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน 

IMF ประเมินว่า หากสถานการณ์ยกระดับสู่กรณีเลวร้ายที่สุด สงครามที่ยืดเยื้ออาจดันราคาน้ำมันดิบขึ้นไปแตะระดับ 110-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ลดลงต่ำกว่า 2% เข้าใกล้ภาวะถดถอยในระดับที่เคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2552 และวิกฤตโควิด-19 

ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงยังจะเร่งแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกให้เปราะบางมากขึ้น

IMF หั่น GDP ไทยเหลือ 1.5% สะท้อนฟื้นตัวอ่อนแรง-เสี่ยงถูกเพื่อนบ้านทิ้งห่าง

สำหรับประเทศไทย IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.5% จากเดิม 1.6% ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% ในปี 2570 โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพการฟื้นตัวที่อ่อนแรงและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศหลัก 5 ประเทศในภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 3.2-3.5% ขณะที่เวียดนามยังคงขยายตัวได้สูงถึง 7.1% แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกเช่นกัน 

แรงกดดันสำคัญของไทยยังมาจากความเปราะบางด้านพลังงานในฐานะประเทศผู้นำเข้า ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะเดียวกัน แม้ IMF ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อไทยจะอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.9% แต่หน่วยงานในประเทศอย่างสภาพัฒน์ฯ เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นไปอยู่ในช่วง 2.7-5.8% ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มกดดันภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศ โดยนักลงทุนอาจชะลอการตัดสินใจเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น 

แม้เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่การเติบโตในระดับต่ำเพียง 1.5% ท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก สะท้อนสัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนว่าไทยจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบายและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวน โดยเฉพาะด้านพลังงานและเสถียรภาพราคา เพื่อจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป

ช็อกพลังงานซ้ำเติม จุดเปราะบางเชิงโครงสร้างของเอเชีย

วิกฤติพลังงานเป็นความเสี่ยงหลักที่กำลังท้าทายเสถียรภาพเศรษฐกิจของเอเชียในระยะต่อไป ราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังส่งผ่านผลกระทบไปยังเงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และสภาพคล่องทางการเงินของประเทศต่าง ๆ

นาย Srinivasan ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของเอเชียทำให้ภูมิภาคนี้มีความเปราะบางต่อแรงกระแทกดังกล่าวในสามมิติหลัก ได้แก่

  • ประการแรก คือความเข้มข้นในการใช้พลังงานที่สูง โดยการใช้น้ำมันและก๊าซคิดเป็นประมาณ 4% ของ GDP ของทั้งภูมิภาค ซึ่งสูงกว่ายุโรปเกือบสองเท่า และมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ เช่น มาเลเซียและไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานเกิน 10% ของ GDP ขณะที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่ที่ประมาณ 2%
  • ประการที่สอง คือการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน เนื่องจากการผลิตในประเทศมีจำกัด ทำให้การใช้พลังงานที่สูงแปลเป็นการนำเข้าในระดับสูง โดยการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิคิดเป็นประมาณ 2.5% ของ GDP สำหรับทั้งภูมิภาค และสูงถึงราว 8% ในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์และไทย
  • ประการที่สาม คือความเสี่ยงจากปัจจัยการผลิตที่ไม่ใช่พลังงาน โดยเฉพาะการหยุดชะงักของวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย ฮีเลียม และกำมะถัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการเกษตร หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง

แม้ในสถานการณ์ฐานที่ผลกระทบมีขอบเขตจำกัดและระยะเวลาสั้น ผลกระทบเชิงลบจากพลังงานยังถูกชดเชยบางส่วนจากแรงส่งเดิม ทำให้ประมาณการการเติบโตโดยรวมยังไม่เปลี่ยนแปลงมากจากช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการเติบโตกลับมีความเปราะบางมากขึ้น โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นกดดันการบริโภคและดุลภายนอก

เงินเฟ้อในภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 1.4% ในปี 2568 เป็น 2.6% ในปี 2569 ก่อนจะชะลอลงเล็กน้อยที่ 2.4% ในปี 2570 ขณะที่ดุลภายนอกอ่อนแอลงและพื้นที่นโยบายแคบลง ความเสี่ยงจึงเอียงไปทางด้านลบอย่างชัดเจน

ในกรณีที่แรงกระแทกรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันอาจสูงกว่าคาดการณ์เดิมถึง 60% ในปี 2569 และยังคงสูงกว่าปกติ 20% ในปี 2570 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเอเชียสูญเสียผลผลิตสะสมประมาณ 0.8% ภายในปี 2570 และหากสถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น ผลกระทบจากรอบที่สองอาจทำให้การสูญเสียผลผลิตเพิ่มขึ้นเกือบ 2% โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นโยบายภายใต้ข้อจำกัด รับช็อกระยะสั้น-เร่งปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว

ท่ามกลางแรงกดดันจาก “ช็อกพลังงาน” และความไม่แน่นอนจากสงครามที่เริ่มกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก นโยบายเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคถูกบีบให้ต้องสร้างสมดุลระหว่างการรับมือแรงกระแทกระยะสั้นกับการรักษาเสถียรภาพระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่เชิงนโยบายทั้งด้านการเงินและการคลังเริ่มจำกัดลงจากช็อกต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในมิติการเงิน IMF ประเมินว่า โดยทั่วไปประเทศส่วนใหญ่ “ยังไม่จำเป็นต้องเร่งเข้มงวดนโยบาย” และสามารถมองผ่านแรงกระแทกระยะสั้นได้ หากช็อกมีลักษณะชั่วคราวตามสมมติฐานฐาน (base case scenario)

อย่างไรก็ตาม นาย Srinivasan เตือนว่า ความเสี่ยงยังคงอยู่ หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น อาจนำไปสู่แรงกดดันด้านค่าเงินและเงินเฟ้อที่ฝังตัวผ่านกลไกอัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบระลอกที่สอง ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางต้องปรับท่าทีเชิงนโยบายอย่างทันท่วงที

ภาพรวมจึงสะท้อนความแตกต่างระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นยังสามารถทยอยถอนนโยบายผ่อนคลายได้ ขณะที่ออสเตรเลียเผชิญข้อจำกัดมากกว่าจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่วนประเทศที่เงินเฟ้อยังต่ำกว่าเป้าหมายอย่างไทยและฟิลิปปินส์ อาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ยเพื่อรักษา “policy space” ในอนาคต

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน การปล่อยให้ค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างยืดหยุ่นยังคงเป็นกลไกหลักในการดูดซับแรงกระแทก ขณะที่การแทรกแซงควรจำกัดเฉพาะกรณีที่เกิดความผันผวนรุนแรงและต้องอยู่ภายใต้กรอบที่ชัดเจน

สำหรับนโยบายการคลัง IMF เน้นย้ำชัดว่า “ไม่ควรบิดเบือนสัญญาณราคา” โดยเฉพาะในช่วงที่อุปทานพลังงานตึงตัว มาตรการอุดหนุนแบบครอบคลุม การลดภาษี หรือการตรึงราคา แม้ช่วยบรรเทาภาระระยะสั้น แต่มีต้นทุนสูง บิดเบือนกลไกตลาด และเสี่ยงกลายเป็นภาระระยะยาวที่ยากต่อการยกเลิก ดังบทเรียนจากวิกฤตพลังงานในปี 2565

แนวทางที่เหมาะสมจึงเป็นมาตรการช่วยเหลือแบบ “เฉพาะกลุ่ม” (targeted) ที่มุ่งไปยังครัวเรือนเปราะบางและภาคธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ ควบคู่กับการกำหนดกรอบเวลาสิ้นสุด (sunset clause) อย่างชัดเจน เพื่อรักษา “กันชนทางการคลัง” ที่ลดลงไปมากจากการใช้จ่ายรับมือวิกฤตในช่วงก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน ช็อกครั้งนี้ยังอาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของภูมิภาคในมิติการค้า โดย IMF ชี้ว่า การบูรณาการทางการค้าภายในเอเชียในอดีตยังอยู่ในระดับจำกัด ส่วนหนึ่งจากมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) แต่ความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานโลกในปัจจุบันอาจเป็นแรงผลักให้ประเทศในภูมิภาคหันมาค้าขายระหว่างกันมากขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า และเร่งการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค

ควบคู่กันนั้น การ “กระจายความเสี่ยงด้านคู่ค้า” (diversification) กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งนำเข้าใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป ซึ่งจะช่วยเสริมความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจในระยะยาว

ในมิติระยะยาว ช็อกพลังงานและความปั่นป่วนทางการค้ายิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการปฏิรูปโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้มีการลงทุนด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แต่แรงงานจำนวนมากยังไม่สามารถหางานที่สอดคล้องกับทักษะได้ สะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน

การมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้มีศักยภาพในการยกระดับผลิตภาพ แต่หากการปรับตัวด้านทักษะไม่ทัน อาจยิ่งซ้ำเติมความไม่สอดคล้องดังกล่าว และเพิ่มแรงกดดันต่อแรงงานรุ่นใหม่

ดังนั้น การปฏิรูปจำเป็นต้องดำเนินอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การยกระดับระบบการศึกษาและทักษะแรงงาน การเสริมความแข็งแกร่งของระบบสวัสดิการ การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ไปจนถึงการลงทุนในพลังงานทางเลือก ประสิทธิภาพพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อช็อกในอนาคต

ท้ายที่สุด แม้เอเชียยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่ทิศทางในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความเสี่ยงระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งปฏิรูปเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สมดุล และยืดหยุ่นมากขึ้นในระยะยาว


แชร์
วิกฤตพลังงานถล่มเศรษฐกิจไทย IMF หั่น GDP ปีนี้เหลือ 1.5% ต่ำสุดอาเซียน