
การสืบสวนเชิงลึกโดยทีมข้อมูลโอเพนซอร์สของสำนักข่าวอัลจาซีรา ตรวจพบฐานที่มั่นทางทหารของอิสราเอลกระจายตัวอยู่ทั่วฉนวนกาซาแล้วถึง 40 แห่ง แม้ข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว กำหนดให้อิสราเอลต้องถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากฉนวนกาซาก็ตาม แต่หลักฐานทางดาวเทียมชี้ว่า อิสราเอลกลับแอบซุ่มสร้างฐานที่มั่นทางทหารแบบถาวรที่มีระบบป้องกันหนาแน่นกระจายอยู่ทั่วพื้นที่
ข้อมูลดาวเทียมดังกล่าว เผยให้เห็นพิกัดฐานทัพอิสราเอลอย่างชัดเจนถึง 40 จุด นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2025 จนกระทั่ง พฤษภาคม 2026 จุดสำคัญที่สุดคือ มีฐานทัพถึง 8 แห่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่แกะกล่อง แถมยังมีอีก 1 แห่งที่กำลังเร่งก่อสร้างอยู่ด้วย
อัลจาซีราระบุว่า การปักหมุดสร้างรากฐานทางทหารอย่างแน่นหนานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกระหายที่จะฮุบดินแดนของฝั่งผู้นำอิสราเอลอย่างชัดเจน โดยในการแถลงข่าว ณ งานประชุมเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ได้กล่าวยอมรับเองว่า มีคำสั่งให้ยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของฉนวนกาซาเอาไว้เป็นการถาวร
ในบทความยังระบุว่า การเดินหน้าสร้างฐานทัพใหม่นั้น ทับที่เดิมที่เป็นสุสาน ท่าทีดังกล่าวนับเป็นการละเมิดหยุดยิงหรือไม่ เหตุใดจึงมีโครงการรุดหน้าสร้างฐานทัพถึง 8 แห่งภายในเวลาไม่กี่เดือน
ปัจจุบัน กองกำลังอิสราเอลได้ถอยร่นไปตั้งหลักอยู่ในเขต "เส้นสีเหลือง" (Yellow Line) ซึ่งเป็นเขตกันชนและพื้นที่ควบคุมทางทหารที่กินอาณาบริเวณกว้างถึง 60% ของฉนวนกาซา โดยเนทันยาฮูกล่าว "ตอนนี้เรากำลังไล่บดขยี้กลุ่มฮามาส และเราคุมพื้นที่ไว้ได้แล้ว 60%"
สิ่งที่ภาพถ่ายดาวเทียมฟ้องไม่ได้เป็นแค่ป้อมตรวจการณ์ชั่วคราว แต่ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารเพื่อปักหลักในระยะยาว
ฐานทัพที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้ถูกจัดวางไว้ตามจุดยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยตั้งอยู่ทางกาซาตอนเหนือ 2 แห่ง ตอนกลาง 2 แห่ง ทางตะวันออกของฉนวนเนตซาริม 1 แห่ง และอีก 3 แห่งกระจายตัวอยู่ในเมืองคานยูนิสทางตอนใต้
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าหดหู่และเห็นได้ชัดที่สุดของการเข้ายึดพื้นที่ คือการที่กองทัพอิสราเอลเข้าไปตั้งฐานทัพใหม่คร่อมอยู่บนซากปรักหักพังของ "สุสานตะวันออก" ในเมืองข่านยูนิส
ภาพจากดาวเทียมโชว์ให้เห็นว่า มีการส่งรถแทรกเตอร์เข้าไปไถปรับหน้าดินเหนือหลุมฝังศพตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 จนกระทั่งในวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 พื้นที่นี้ก็กลายสภาพเป็นฐานทัพเต็มตัว มีทั้งลานจอดรถทหารและอาคารสำเร็จรูปทรงเดียวกันตั้งเรียงราย คาดว่าใช้เป็นที่พักของกองทหารและห้องประชุมวางแผนปฏิบัติการ
โมเดลการเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นเขตทหารอย่างรวดเร็วแบบนี้เกิดขึ้นที่ทางตอนเหนือของกาซาเช่นกัน โดยในพื้นที่เบตลาฮิยา ซึ่งภาพถ่ายเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ยังเป็นพื้นที่โล่งว่างเปล่า แต่พอเข้าสู่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ภาพดาวเทียมกลับจับได้ว่ามีการเริ่มงานก่อสร้างอย่างกะทันหัน และเมื่อถึงเดือนพฤษภาคม 2026 สิ่งปลูกสร้างทางทหารที่มีรั้วรอบขอบชิดและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันภายในก็โผล่ขึ้นมาทันตาเห็น
ไม่ใช่แค่สร้างฐานทัพใหม่เท่านั้น แต่กองทัพอิสราเอลยังเดินหน้าอัปเกรดฐานที่มั่นเดิมที่มีอยู่แล้วในเขต "เส้นสีเหลือง" ซึ่งพื้นที่นี้คือเขตแนวแบ่งชั่วคราวที่อนุญาตให้ทหารอยู่ได้แค่ในช่วงที่รอการถอนกำลังทั้งหมดเท่านั้น
ที่ทางตะวันออกของเมืองกาซา มีฐานที่มั่นแห่งหนึ่งขยายขนาดพื้นที่ใหญ่ขึ้นจากเดิมถึงร้อยละ 70 ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2025 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026
ฐานทัพที่อัปเกรดใหม่นี้มีการรื้อระบบภายในขนานใหญ่ เพิ่มลานจอดประจำการสำหรับยานเกราะ และเสริมค่ายคูประตูหอให้แข็งแกร่งขึ้น ส่วนในพื้นที่กาซาตอนกลาง ดาวเทียมก็ตรวจพบการขุดสนามเพลาะป้องกันภัยลึกรอบตัวอาคารทหาร ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าอิสราเอลจงใจจะปักหลักยึดชัยภูมิในภาคสนามนี้ยาว ๆ
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เห็นได้ชัดที่สุดตรง "ฉนวนเนตซาริม" ซึ่งเป็นเส้นทางที่กองทัพอิสราเอลใช้ตัดแบ่งฉนวนกาซาฝั่งเหนือและฝั่งใต้ให้ออกจากกันทางกายภาพ
ทีมโอเพนซอร์สพบว่า มีฐานที่มั่นทางทหารแยกกันถึง 3 แห่ง ทำหน้าที่เฝ้าคุมพื้นที่ทางตะวันออกและรอบ ๆ แกนกลางนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าอิสราเอลจะสามารถควบคุมและสั่งเบรกทุกการเคลื่อนไหวระหว่างกาซาทั้งสองซีกได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ที่บริเวณทางตะวันออกของฉนวนเนตซาริมในแถบจูฮอร์ อัด-ดิค พื้นที่โล่ง ๆ ผืนหนึ่งก็ถูกเปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็วให้กลายเป็นฐานทัพแห่งใหม่ หลังจากเริ่มมีการขุดและปรับหน้าดินในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026
อัลจาซีราระบุว่า หากดูการกระจายตัวของฐานที่มั่นทั้ง 40 แห่งบนแผนที่ จะเห็นเลยว่าเป็นกลยุทธ์ "โอบล้อม" อย่างจงใจ โดยฐานทัพต่าง ๆ จะมีแนวคันดิน สนามเพลาะ และถนนสายความมั่นคงเชื่อมต่อถึงกัน คอยบีบรัดล้อมรอบชุมชนชาวปาเลสไตน์เอาไว้จากหลายทิศทาง
โครงสร้างที่ชวนอึดอัดนี้ทำให้พลเรือนแทบจะขยับตัวไปไหนไม่ได้ ตัดขาดเสรีภาพในการเดินทางและการเข้าไปทำกินในที่ดินของตัวเอง โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ติดกับแนววางกำลังของทหารอิสราเอล
การขยายพื้นที่ยึดครองในลักษณะนี้ ถือเป็นการฉีกข้อตกลงหยุดยิงเดือนตุลาคม ค.ศ. 2025 ที่มีสหรัฐฯ เป็นกาวใจอย่างรุนแรง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอิงตามแผนสันติภาพ 21 ข้อที่เสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุชัดว่าต้องยุติการสู้รบ เปิดทางส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ทันที ปลดอาวุธกลุ่มฮามาส และให้ฝั่งอิสราเอลทยอยถอนทหารออกไป
อับดุลเลาะห์ อะคราบาวี นักวิเคราะห์การเมืองชาวปาเลสไตน์ ให้ความเห็นว่า หลังจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคมเป็นต้นมา "แนวคิดเรื่องการเข้ายึดครอง การควบคุมพื้นที่ และการขยับเส้นพรมแดนรุกคืบไปข้างหน้า ได้กลายมาเป็นหัวใจหลักของหลักนิยมด้านความมั่นคงของอิสราเอลไปแล้ว"
เขากล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ของอิสราเอลในตอนนี้ คือการเคลียร์พื้นที่ให้โล่ง โค่นสิ่งปลูกสร้างของเมืองทิ้ง และไล่ประชากรปาเลสไตน์ออกไปให้หมดเพื่อความปลอดภัยของฝ่ายตนเอง
อะคราบาวียังเตือนอีกว่า ขนาดการก่อสร้างที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ มันสะท้อนเจตนาที่น่ากลัวเกินกว่าแค่การทำเขตกันชนชั่วคราว "การสร้างฐานทัพและการปิดล้อมชุมชนขนาดนี้ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กำลังวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมเปิดฉากสงครามล้างเผ่าพันธุ์อีกรอบต่างหาก"
ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2023 การโจมตีของอิสราเอลคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วเกือบ 73,000 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 172,919 คน ซึ่งผู้สูญเสียส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขฉนวนกาซา ความรุนแรงไม่ได้จบลงพร้อมกับการเซ็นสัญญาหยุดยิง เพราะตลอดช่วง 7 เดือนหลังจากประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการ ก็ยังมีชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารไปอีกอย่างน้อย 929 ราย และบาดเจ็บอีกถึง 2,811 คน