
สงครามตะวันออกกลางดำเนินมากว่า 3 เดือนแล้ว โดยเปิดฉากขึ้น หลังสองประเทศพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล จับมือกันโจมตีอิหร่าน นอกเหนือจากนั้น อิสราเอลยังเปิดฉากทำสงครามกับเลบานอน ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของตนเองด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ และอิหร่านพยายามหารือกันอยู่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่า จะชะงักและติดขัดกันอยู่ที่ประเด็นเลบานอน เพราะอิหร่านต้องการให้รวมการหยุดยิงเลบานอนเข้าไปในข้อตกลงด้วย แต่ในขณะที่สหรัฐฯ ไม่ต้องการเช่นนั้น
แต่เราก็ได้ยินรายงานข่าวอยู่บ่อยครั้งในช่วงนี้ หรืออาจจะเป็นตัวโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เองที่โพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจต่อตัวเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล
Spotlight ชวนวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ เริ่มไม่พอใจในตัวอิสราเอลจริง หรือนี่เป็นเพียงการจัดฉากและการเล่นละคร เพราะในความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายยังเอื้อประโยชน์ให้แก่กันค่อนข้างมาก
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม ปี 2024 สำนักข่าว Axios รายงานว่า โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น กำลังหมดความอดทนกับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล
ในเวลานั้น สงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซาดำเนินมาแล้วหลายเดือน ขณะที่ไบเดนเผชิญแรงกดดันและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศอย่างหนัก จากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุนอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการทางทหารในกาซายังคงดำเนินต่อไปตลอดช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลไบเดน และลากยาวมาจนถึงช่วง 10 เดือนแรกของวาระที่สองในการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สื่อมวลชนหลายสำนักยังคงเผยแพร่รายงานที่อ้างแหล่งข่าววงในเกี่ยวกับความตึงเครียด ความขัดแย้ง และการสนทนาทางโทรศัพท์อันเคร่งเครียดระหว่างทรัมป์กับเนทันยาฮู แต่แม้จะมีข่าวความไม่ลงรอยกันออกมาเป็นระยะ การสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อพันธมิตรสำคัญในตะวันออกกลางรายนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
รายงานล่าสุดที่อ้างแหล่งข่าวนิรนามซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากในสัปดาห์นี้ ระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ตำหนิเนทันยาฮูด้วยถ้อยคำรุนแรง พร้อมเรียกเขาว่า “บ้าคลั่ง” และแสดงความไม่พอใจต่อการที่อิสราเอลยกระดับปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน โดย Axios เป็นสื่อที่เผยแพร่รายงานดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การโจมตีของอิสราเอลในเมืองอัล-มาร์วานิยาห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย รวมถึงเด็ก 2 คน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่รายงานเบื้องหลังหรือถ้อยคำที่ผู้นำทั้งสองใช้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว แต่คือการดำเนินนโยบายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ไรอัน คอสเตลโล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายขององค์กร National Iranian American Council Action (NIAC) กล่าวว่า ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองจำนวนมากเริ่มล้อเลียนรายงานข่าวลักษณะนี้ เพราะแม้จะมีข่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่พอใจเนทันยาฮูอยู่เสมอ แต่ในทางปฏิบัติ ความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากวอชิงตันต่ออิสราเอลยังคงดำเนินต่อไป
แม้จะมีรายงานว่า ทรัมป์โทรศัพท์ตำหนิเนทันยาฮูอย่างรุนแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากมองว่า นโยบายของสหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของอิสราเอลเช่นเดิม
อิซาเบลล์ เฮย์สลิป ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ขององค์กรสิทธิมนุษยชน DAWN ในสหรัฐฯ กล่าวว่า รายงานที่นำเสนอภาพว่าทรัมป์เป็นผู้นำที่สามารถกดดันเนทันยาฮูได้ ขัดแย้งกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในทางนโยบาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว อิสราเอลยังคงได้รับสิ่งที่ต้องการแทบทุกประการ
เธอมองว่า ทรัมป์ไม่ได้มีอำนาจควบคุมการตัดสินใจทางทหารของอิสราเอลอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน ๆ ที่ไม่สามารถให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของอเมริกาเหนือผลประโยชน์ของอิสราเอลได้
รายงานล่าสุดยังเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองเพิ่มขึ้น ทั้งจากพรรคเดโมแครตและจากผู้สนับสนุนบางส่วนของตนเอง จากการจัดการสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการร่วมกับอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศ
นักวิจารณ์จำนวนหนึ่งกล่าวหาว่า ทรัมป์ปล่อยให้อิสราเอลดึงสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับสงครามที่ไม่ได้ตอบโจทย์ผลประโยชน์หลักของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่ความพยายามเจรจาเพื่อยุติสงครามยังคงหยุดชะงัก และการยกระดับปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน ก็ยิ่งสร้างความเสี่ยงต่อข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน
ก่อนหน้าที่รายงานของ Axios จะถูกเผยแพร่ ทรัมป์เพิ่งประกาศว่าเขาได้พูดคุยกับเนทันยาฮูและตัวแทนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยุติการยิงตอบโต้กัน แต่ไม่นานหลังจากนั้น เนทันยาฮูกลับยืนยันว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการในภาคใต้ของเลบานอนตามแผนเดิม ซึ่งรวมถึงการขยายการรุกคืบและการทำลายพื้นที่เมืองหลายแห่ง
นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนและพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาค ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากการสนับสนุนจากสหรัฐฯ โดยนับตั้งแต่สงครามกาซาเริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 วอชิงตันได้มอบความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอลเกือบ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยป้องกันการโจมตีตอบโต้จากอิหร่าน และใช้สิทธิยับยั้งมติเรียกร้องหยุดยิงหลายครั้งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
แม้จะเป็นเช่นนั้น รายงานข่าวที่อ้างแหล่งข่าววงในว่า ผู้นำสหรัฐฯ กำลังโกรธหรือไม่พอใจเนทันยาฮู ยังคงปรากฏอยู่ในสื่ออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในยุครัฐบาลของโจ ไบเดนหรือในยุคของทรัมป์
และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนก็คือ เหตุใดเรื่องเล่าลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล จึงยังคงถูกเปิดเผยผ่านการรั่วไหลของข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง แม้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะมาจากคนละพรรคการเมืองก็ตาม