
(4 มิ.ย. 2569) น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินของประชาชนในที่ดินของรัฐอย่างเป็นระบบ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอย่างยั่งยืน
รองโฆษกฯ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้สำเร็จตามเป้าหมายรวมกว่า 12.5 ล้านไร่ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัด จำนวน 19,576 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับประโยชน์แล้วกว่า 1.2 ล้านราย โดยประชาชนที่ได้รับสิทธิจะมีเอกสารรับรองสิทธิในรูปแบบดิจิทัล สามารถใช้ประกอบการทำกิน การเข้าถึงบริการภาครัฐ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
ตัวอย่างสำคัญคือพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเกษตรกรที่เคยทำกินอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ได้รับสมุดดิจิทัลรับรองสิทธิทำกินตามนโยบายรัฐบาล ทำให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกมองว่าอยู่หรือทำกินอย่างผิดกฎหมายอีกต่อไป
นอกจากนี้ การได้รับสิทธิในที่ดินยังช่วยยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเกษตรกรชาวสวนทุเรียนสามารถนำเอกสารสิทธิไปขอการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลผลิตจากพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น และส่งออกไปยังต่างประเทศได้
ในปี 2568 ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่านานกกก" อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ จำนวน 190 ราย พื้นที่รวมกว่า 2,052 ไร่ ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตและส่งออก สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศกว่า 180 ล้านบาท ช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่อย่างชัดเจน
รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังเดินหน้าต่อยอดการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการอยู่อาศัยและทำกินใน “พื้นที่ป่าไม้ถาวร” ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนรอการแก้ไขมานานกว่า 65 ปี ล่าสุด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอกรอบมาตรการการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรต่อคณะรัฐมนตรี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.2 ล้านไร่ คาดว่าจะมีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 200,000 ราย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการคลี่คลายปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ป่าไม้ของประเทศให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังกล่าวเพิ่มเติมในที่ประชุมว่า การได้รับสิทธิในที่ดินทำกิน ไม่ได้ช่วยเฉพาะเรื่องอาชีพและรายได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น ทั้งการขอติดตั้งไฟฟ้า ระบบน้ำ และบริการพื้นฐานต่างๆ ของรัฐ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นรูปธรรม
"รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการ 'คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด' เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต มีรายได้ที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันก็รักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป" น.ส.ลลิดา กล่าว
Advertisement