Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สัญญาผู้ถือหุ้น คัมภีร์หุ้นส่วนธุรกิจ รีบทำตอนยังรัก อย่ารอแตกหักในศาล
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สัญญาผู้ถือหุ้น คัมภีร์หุ้นส่วนธุรกิจ รีบทำตอนยังรัก อย่ารอแตกหักในศาล

4 มิ.ย. 69
11:30 น.
แชร์

คนที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจมักให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า การหาลูกค้า และการสร้างยอดขายตั้งแต่วันแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ แต่ให้ความสำคัญกับการกำหนดกติการะหว่างผู้ร่วมก่อตั้งน้อยกว่าที่ควร ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาระหว่างผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ถือหุ้น เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจจำนวนมากสะดุด ชะงัก หรือถึงขั้นยุติกิจการ

หลายธุรกิจเริ่มต้นจากคนที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท คนในครอบครัว คนรัก หรือคนที่เคยร่วมงานกันมาก่อน ซึ่งในตอนแรกทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันและเชื่อมั่นว่าจะสามารถพูดคุยตกลงกันได้ทุกเรื่อง แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น มีเงินทุนมากขึ้น มีผลประโยชน์ที่ต้องแบ่งปันมากขึ้น หรือมีการตัดสินใจสำคัญที่กระทบต่ออนาคตของบริษัท ความเห็นที่แตกต่างกันก็เริ่มเกิดขึ้น และในหลายกรณี ความขัดแย้งระหว่างผู้ร่วมก่อตั้งก็นำไปสู่จุดจบของบริษัท แม้ว่าธุรกิจยังไปได้ดี

ธีร์วรา เพชรรักษ์ กรรมการผู้จัดการและทนายความหุ้นส่วน บริษัท ทีพีเออาร์ ลอว์ เฟิร์ม จำกัด ให้ข้อมูลผ่านรายการ Business Survivor ของ SPOTLIGHT ว่า เครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในการทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น คือ ‘สัญญาผู้ถือหุ้น’ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่กำหนดแนวทางการอยู่ร่วมกันของผู้ถือหุ้นและเป็นกรอบสำหรับจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สัญญาผู้ถือหุ้น คัมภีร์ธุรกิจที่ควรเขียนในวันที่ยังรักกันดี

ธีร์วราอธิบายว่า หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือ การมองว่าสัญญาผู้ถือหุ้นเป็นเรื่องที่ค่อยจัดการได้ในภายหลัง หรือรอให้ธุรกิจเติบโตจนมีมูลค่าสูงแล้วจึงค่อยกลับมาจัดระเบียบกันใหม่ แต่ในความเป็นจริง ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการจัดทำสัญญาผู้ถือหุ้น คือ วันที่ผู้ร่วมก่อตั้งยังมีเป้าหมายเดียวกัน ยังรักและเชื่อใจกัน และยังสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต มีรายได้ มีผลประโยชน์ และมีแรงกดดันจากการดำเนินงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้

ในมุมมองของธีร์วรา สัญญาผู้ถือหุ้นควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการคิดเผื่อถึงสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่บริษัทขาดทุน ผู้ถือหุ้นมีความเห็นไม่ตรงกัน ผู้ร่วมก่อตั้งคนสำคัญถอนตัวออกจากธุรกิจ หรือบริษัทจำเป็นต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญแต่ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เพราะหากไม่มีการกำหนดแนวทางรับมือไว้ล่วงหน้า ปัญหาเหล่านี้อาจกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง

เธอเปรียบสัญญาผู้ถือหุ้นเป็นเสมือน ‘คัมภีร์’ ของบริษัท ที่จะถูกหยิบขึ้นมาใช้อ้างอิงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ถือหุ้นต้องตัดสินใจร่วมกัน เพราะหากมีการกำหนดแนวทางไว้ล่วงหน้า ทุกฝ่ายจะสามารถกลับมาดูข้อตกลงเดิมที่เคยยอมรับร่วมกันได้ แต่หากไม่มีการเขียนไว้ตั้งแต่ต้น การหาทางออกในวันที่เกิดปัญหามักทำได้ยากกว่า และหลายกรณีกลายเป็นความขัดแย้งที่กระทบต่ออนาคตของธุรกิจโดยตรง

“ให้พยายามคิดทุก worst case ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ให้ตกลงกันให้เรียบร้อยในวันที่ผู้ถือหุ้นยังรักกันดี เพราะถ้าไม่ได้เขียนกำหนดไว้ วันที่เกิดปัญหามันจะยาก มันไม่มีทางออก มันจะเป็นการยื้อกันไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเจ๊ง”

ก่อนเริ่มธุรกิจ ต้องตอบคำถามสำคัญให้ครบ

ธีร์วรามองว่า จุดเริ่มต้นของสัญญาผู้ถือหุ้นไม่ใช่การร่างเอกสารทางกฎหมาย แต่คือการพูดคุยและตอบคำถามสำคัญให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกัน เพราะหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตมักมีจุดเริ่มต้นจากเรื่องที่ผู้ถือหุ้นไม่เคยตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

คำถามสำคัญที่เธอมักใช้กับผู้ประกอบการที่เข้ามาขอคำปรึกษา เริ่มตั้งแต่กำลังทำธุรกิจกับใคร สัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละคนเป็นอย่างไร ใครมีหน้าที่และบทบาทอะไรในบริษัท รวมถึงแต่ละคนจะเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจมากน้อยเพียงใด เพราะการถือหุ้นไม่ได้หมายถึงการร่วมลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบและความคาดหวังที่แต่ละฝ่ายมีต่อธุรกิจด้วย

นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นควรพูดคุยกันล่วงหน้าถึงแนวทางจัดการผลประโยชน์และความเสี่ยงทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการจ่ายเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร วิธีรับมือหากธุรกิจขาดทุน หรือแนวทางการเพิ่มทุนในอนาคต เพราะสถานการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงเมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต และมักเป็นจุดที่ทำให้ผู้ถือหุ้นมีความเห็นไม่ตรงกัน ไปจนถึงข้อ concern ของผู้ถือหุ้น

อีกยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่เธอเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญ คือ การประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ร่วมก่อตั้งบางคนและแผนสำรอง โดยเฉพาะในธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือความสามารถเฉพาะตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (เช่น บริษัทกฎหมายที่มีผู้ร่วมก่อตั้งที่เป็นนักกฎหมายเพียงคนเดียว) ผู้ถือหุ้นควรพูดคุยกันตั้งแต่ต้นว่า หากวันหนึ่งบุคคลสำคัญนั้นไม่สามารถทำงานในบริษัทต่อได้ ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจะทำอย่างไรเพื่อให้บริษัทยังดำเนินงานต่อได้ไปได้

“ให้คุยกันให้เคลียร์ตั้งแต่ต้น เพราะตอนเริ่มธุรกิจทุกคนยังรักกัน คิดว่าเดี๋ยวมีอะไรก็คุยกันได้ แต่ตอนที่จบกันคุยกันไม่ได้เลยสักราย”

หุ้นเท่ากัน ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีปัญหา

สำหรับผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนหรือคนใกล้ชิด การแบ่งหุ้นเท่ากันมักถูกมองว่าเป็นทางออกที่ยุติธรรมที่สุด เพราะทุกคนรู้สึกว่าได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน แต่ในมุมของธีร์วรา ที่เป็นนักกฎหมายมองว่า การถือหุ้นเท่ากันไม่ได้หมายความว่าจะลดโอกาสเกิดปัญหาได้เสมอไป และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในอนาคตด้วยซ้ำ

เธอยกตัวอย่างกรณีที่มีผู้ถือหุ้น 4 คน ถือหุ้นคนละ 25% แม้จะดูเป็นโครงสร้างที่สมดุล แต่หากวันหนึ่งผู้ถือหุ้นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายละ 2 คน และมีความเห็นไม่ตรงกันในประเด็นสำคัญ การลงคะแนนเสียงอาจออกมาในสัดส่วน 50 ต่อ 50 จนไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ส่งผลให้การตัดสินใจที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจต้องหยุดชะงักลง

สถานการณ์ลักษณะนี้เรียกว่า deadlock หรือภาวะชะงักงันในการตัดสินใจ ซึ่งเกิดขึ้นจริงในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทกำลังเติบโตและต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น การขยายธุรกิจ การเพิ่มทุน หรือการเปลี่ยนแปลงทิศทางการดำเนินงาน แม้ว่าตัวธุรกิจยังมีศักยภาพในการเติบโต แต่หากผู้ถือหุ้นไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ธุรกิจก็อาจเดินหน้าต่อไม่ได้

ธีร์วราบอกว่า ในบางกรณี ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การแยกทางของผู้ร่วมก่อตั้ง การฟ้องร้อง หรือแม้แต่การเลิกกิจการ แต่หากมีการกำหนดวิธีรับมือไว้ล่วงหน้าในสัญญาผู้ถือหุ้น ก็อาจช่วยให้ทุกฝ่ายหาทางออกได้ง่ายขึ้นและลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ

ธีร์วรา เพชรรักษ์
ธีร์วรา เพชรรักษ์

5 เรื่องที่ผู้ถือหุ้นควรตกลงกันให้ชัดตั้งแต่วันแรก

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ ธีร์วรามองว่า มีประเด็นสำคัญอย่างน้อย 5 เรื่องที่ผู้ถือหุ้นควรพูดคุยและกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มธุรกิจ เพราะล้วนเป็นประเด็นที่มีโอกาสสร้างความขัดแย้งได้ในอนาคต หากไม่มีข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้น

เรื่องแรกคือ สัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงการกำหนดว่าใครลงทุนมากหรือน้อย แต่ยังเป็นตัวกำหนดสิทธิประโยชน์และอำนาจในการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นแต่ละคนในอนาคตด้วย

เรื่องที่สอง คือ อำนาจในการตัดสินใจและสิทธิออกเสียง หรือ voting right ว่าการตัดสินใจในเรื่องใดใช้เสียงข้างมาก และเรื่องใดจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นทุกฝ่าย

เรื่องที่สาม คือ การกำหนดบทบาทและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นแต่ละคนให้ชัดเจน ตั้งแต่ใครจะทำงานเต็มเวลา ใครจะทำหน้าที่บริหาร ใครจะได้รับเงินเดือน และใครเข้ามาในฐานะผู้ลงทุนเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

เรื่องที่สี่ คือ การบริหารจัดการผลประโยชน์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งกำไร การจ่ายเงินปันผล หรือการกันเงินบางส่วนไว้เป็นทุนหมุนเวียนของบริษัท

ส่วนเรื่องที่ห้า คือ การเพิ่มทุนและการซื้อขายหุ้นในอนาคต ถ้าต้องการเพิ่มทุน จะเพิ่มด้วยสัดส่วนเท่าไหร่ อย่างไร จะมีแนวทางสำหรับผู้ร่วมก่อตั้งที่ไม่สามารถเพิ่มทุนได้อย่างไร ไปจนถึงการขายหุ้นให้คนนอก จะแบ่งสัดส่วนการขายอย่างไร ขายส่วนของใครก่อน เป็นต้น

สัดส่วนหุ้น ไม่ได้สะท้อนแค่เงินลงทุน

ธีร์วราอธิบายว่า หลายคนมักเข้าใจว่าสัดส่วนการถือหุ้นเป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนจำนวนเงินที่แต่ละคนลงทุนในบริษัท แต่ในความเป็นจริง หุ้นยังเชื่อมโยงกับสิทธิในการออกเสียงและอำนาจในการกำหนดทิศทางของธุรกิจด้วย

ภายใต้หลักทั่วไป ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นมากกว่าย่อมมีสิทธิออกเสียงมากกว่า และสามารถผลักดันมติที่ต้องการได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ สามารถใช้สัญญาผู้ถือหุ้นเข้ามากำหนดสิทธิบางอย่างเพิ่มเติม เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่และรายย่อย

เธอยกตัวอย่างบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนภายนอก แม้นักลงทุนภายนอกจะถือหุ้นในสัดส่วนไม่มาก แต่เนื่องจากเป็นผู้ลงทุนเงินจำนวนมากตามการประเมินมูลค่าบริษัทที่สูง นักลงทุนจึงมักขอสิทธิพิเศษบางประการผ่านสัญญาผู้ถือหุ้น เช่น การมีสิทธิร่วมลงคะแนนในประเด็นสำคัญของบริษัท หรือสิทธิยับยั้งการตัดสินใจบางเรื่อง

สิทธิประเภทนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรง แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้ และสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นเพียงอย่างเดียว

นักลงทุนไม่ได้ดูแค่ศักยภาพการเติบโต แต่ผู้ก่อตั้งก็สำคัญ

อีกเหตุผลสำคัญที่ธีร์วราแนะนำให้จัดทำสัญญาผู้ถือหุ้นตั้งแต่เริ่มต้น คือ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่ธุรกิจต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการ เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนเห็นว่า ผู้ก่อตั้งมีการวางรากฐานธุรกิจอย่างเป็นระบบ และมีความพร้อมในการบริหารจัดการเมื่อธุรกิจเข้าสู่ช่วงการเติบโต

เธอบอกว่า นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้พิจารณาเฉพาะผลประกอบการหรือศักยภาพทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างการบริหาร ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ก่อตั้ง และระบบการกำกับดูแลภายในบริษัทด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในหลายกรณี นักลงทุนยอมลงทุนในธุรกิจที่ยังมีรายได้ไม่มากนัก หากเชื่อมั่นในทีมผู้ก่อตั้งและเห็นว่ามีการวางระบบที่ดี ขณะที่บางธุรกิจอาจมีสินค้าและบริการที่น่าสนใจ แต่กลับพลาดโอกาสในการระดมทุน เพราะผู้ถือหุ้นยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน หรือมีความขัดแย้งภายในที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานในอนาคต

“ถ้าลูกค้าบอกว่าอยากทำธุรกิจ เราจะถามลูกค้าว่า ตั้งใจทำเล็ก ๆ หรืออยากสเกลให้ธุรกิจเติบโตในระยะยาว ถ้าคำตอบคืออยากสเกลและวางแผนว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาร่วมลงทุนในอนาคต จะแนะนำให้ทำสัญญาผู้ถือหุ้นตั้งแต่วันแรก เพราะมันช่วยสร้างความเป็นระเบียบให้กับองค์กร เหมือนเป็นคัมภีร์ของบริษัทที่กำหนดไว้ว่าแต่ละคนมีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบอะไรบ้าง

“สัญญาผู้ถือหุ้นยังทำให้เห็นด้วยว่าใครมีความสำคัญต่อบริษัทอย่างไร เพราะธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวโมเดลธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นและทีมงานที่เป็นคนขับเคลื่อนธุรกิจนั้นด้วย เวลานักลงทุนพิจารณาธุรกิจ เขาไม่ได้ดูแค่ว่าธุรกิจมีศักยภาพเติบโตมากแค่ไหน แต่ดูด้วยว่าผู้ก่อตั้งหรือทีม founder สามารถพาธุรกิจไปถึงจุดนั้นได้จริงหรือไม่ บางครั้งแผนธุรกิจอาจไม่ได้สวยมาก แต่ founder เก่ง นักลงทุนก็สนใจ นักลงทุนบางรายพร้อมลงทุนเป็นเงินหลักสิบล้านบาทได้เลย

“จากที่ได้พูดคุยกับนักลงทุนหลายคน พบว่าเขาไม่ได้มองเฉพาะตัวธุรกิจ แต่ยังมองถึงความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจด้วย ธุรกิจที่ดีต้องมีรากฐานที่แข็งแรง และรากฐานนั้นเริ่มต้นจากคนที่ก่อตั้งธุรกิจ นักลงทุนไม่ได้รู้จักตัวผู้ก่อตั้งมาก่อน เขาจึงต้องมองหาหลักฐานหรือ proof ที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาผู้ถือหุ้นหรือหลักฐานการทำงานต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้บอกได้ว่า ธุรกิจนั้นมีความน่าสนใจมากน้อยขนาดไหน”

แนวทางการขายหุ้น ต้องคุยกันตั้งแต่ก่อนมีคนมาซื้อ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ก่อตั้งมักนึกถึงเมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตแล้ว คือ การซื้อขายหุ้น แต่ธีร์วราบอกว่า เรื่องนี้ควรถูกนำมาพูดคุยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ เพราะเป็นประเด็นที่อาจสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างการถือหุ้นและทิศทางของบริษัทได้โดยตรง

ตามกฎหมาย ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดสามารถขายหุ้นของตนให้บุคคลอื่นได้ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ร่วมก่อตั้งจำนวนมากไม่ต้องการให้บุคคลภายนอกที่ไม่รู้จักเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นร่วมในบริษัท เพราะอาจส่งผลต่อการบริหารจัดการหรือวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างร่วมกันมา

ด้วยเหตุนี้ สัญญาผู้ถือหุ้นจึงมักกำหนดเงื่อนไขที่เรียกว่า Right of First Refusal (ROFR) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเดิมมีสิทธิซื้อหุ้นก่อน หากมีผู้ถือหุ้นคนใดต้องการขายหุ้นของตนเอง ต้องบอกกับผู้ถือหุ้นทั้งหมดก่อนที่จะเปิดขายให้บุคคลภายนอก

นอกจากนี้ บริษัทบางแห่งยังอาจกำหนดสิทธิของหุ้นแต่ละประเภทแตกต่างกัน หรือกำหนดลำดับความสำคัญในการขายหุ้นเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อมูลค่าของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น

+ผู้ถือหุ้นรายเล็กก็ปกป้องสิทธิของตัวเองได้

ปัญหาที่พบได้บ่อยอีกเรื่องหนึ่ง คือ กรณีที่บริษัทต้องการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการเติบโต แต่ผู้ถือหุ้นบางรายไม่มีศักยภาพในการใส่เงินเพิ่มตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นลดลงหรือถูกลดบทบาทลงในบริษัท

ธีร์วรามองว่า ประเด็นนี้ไม่ได้มีคำตอบตายตัว และสามารถออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจได้ผ่านสัญญาผู้ถือหุ้น

เธอยกตัวอย่างกรณีของผู้ถือหุ้นที่ได้รับหุ้นตอบแทนจากการทำงานหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แม้จะไม่มีเงินลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต แต่หากยังมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของบริษัท ผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้อาจเจรจาขอสิทธิ anti-dilution หรือกลไกป้องกันการลดสัดส่วนการถือหุ้นได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ ทำโดยออกหุ้นใหม่เพิ่มเติมให้ผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธินี้

สัญญาผู้ถือหุ้น ทำช้ายังดีกว่าไม่ทำ

ธีร์วราย้ำความสำคัญของสัญญาผู้ถือหุ้นว่า สัญญาผู้ถือหุ้นนับเป็นข้อตกลงเริ่มต้นที่มีความสำคัญสูงสุด เปรียบเสมือนคัมภีร์หลักในการดำเนินธุรกิจร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากในการทำธุรกิจเราไม่ได้ขับเคลื่อนเพียงลำพัง ดังนั้น การมีข้อตกลงที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยลดความกังวลในอนาคต ทำให้ไม่ต้องเผชิญกับสภาวะสุญญากาศเมื่อเกิดปัญหาขึ้น

เธอบอกว่า ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในแง่ของผลประกอบการหน้าบ้าน แต่เมื่อโครงสร้างหลังบ้านกลับพบว่าขาดความเสถียรและความชัดเจน ซึ่งสามารถฉุดรั้งให้ธุรกิจสะดุดลงได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับบริษัทที่มีศักยภาพในการดึงดูดทุนภายนอก การบริหารจัดการภายในที่ไร้ประสิทธิภาพอาจกลายเป็นตัวการตัดโอกาสทางธุรกิจไปอย่างน่าเสียดาย

ประเด็นทางกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ และไม่ควรเป็นเพียงการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้วมุ่งความสนใจไปที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แม้ว่าองค์กรจะมีความเชี่ยวชาญด้านการขายสินค้าและการหาหารายได้ แต่ในวันที่ต้องการขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้น หากขาดระบบการบริหารจัดการกิจการที่ดีเพื่อแสดงให้นักลงทุนเชื่อมั่น ขาดการพิสูจน์ว่าระบบภายในมีความพร้อมรองรับเม็ดเงินลงทุนจำนวนหลายสิบล้าน โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการในภายหลัง ท้ายที่สุดแล้ว ความไม่พร้อมเหล่านี้จะส่งผลให้ต้องสูญเสียโอกาสในการรับเงินทุนสนับสนุนเพื่อสร้างการเติบโต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้น ธีร์วราย้ำว่าควรทำสัญญาผู้ถือหุ้นตั้งแต่ต้น แต่ถ้าบริษัทใดที่เริ่มไปแล้วยังไม่ได้ทำ ก็ควรเริ่มทำให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะสายเกินไป

แชร์
สัญญาผู้ถือหุ้น คัมภีร์หุ้นส่วนธุรกิจ รีบทำตอนยังรัก อย่ารอแตกหักในศาล