
หลายปีที่ผ่านมา อาเซียนพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อวิกฤตปี 2026 เกิดขึ้น สิ่งที่ปรากฏชัดกลับไม่ใช่ความสำเร็จของแผนเหล่านั้น ยังเป็นการเปิดเผยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่มานาน ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องสงครามอิหร่าน ไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมัน และไม่ใช่เพียงเรื่องคลื่นความร้อน หากเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังอ่อนไหวต่อแรงกระแทกจากภายนอกมากเพียงใด แม้จะผ่านการพูดคุยเรื่องความยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยงมานานหลายทศวรรษแล้วก็ตาม
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตพลังงานหลายครั้งในอดีตคือ การที่ภูมิภาคกำลังเผชิญแรงกดดันสองชุดพร้อมกัน ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่หลายประเทศกำลังเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยจากเอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากเกิดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หลายประเทศอาจยังพอรับมือได้ เมื่อทั้งสองปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นแบบแยกส่วน และกลับเสริมแรงซึ่งกันและกันผ่านระบบพลังงานเดียวกัน
ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีนเตือนก่อนหน้านี้ว่าเอลนีโญรอบปัจจุบันอาจสร้างวงจรอันตรายที่เชื่อมโยงปัญหาด้านภูมิอากาศกับเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
กลไกของมันไม่ได้ซับซ้อนนัก เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับการทำความเย็นก็เพิ่มขึ้นในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ครัวเรือนที่ต้องเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศนานขึ้น ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล ศูนย์กระจายสินค้า และธุรกิจที่ต้องพึ่งพาระบบควบคุมอุณหภูมิ
ขณะเดียวกัน ภัยแล้งและความผันผวนของปริมาณน้ำกลับลดศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำในหลายพื้นที่ของภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาพลังน้ำในระดับสูงอย่างลาว เวียดนาม และเมียนมา
เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกับที่กำลังการผลิตบางส่วนลดลง รัฐบาลจำนวนมากจึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากหันกลับไปใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งถ่านหินมากขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
ผลลัพธ์คือ ต้นทุนการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่พลังงานโลกกำลังมีราคาแพงขึ้นอยู่แล้ว ยิ่งอากาศร้อนมากขึ้นเท่าไร ความต้องการพลังงานก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น และยิ่งประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้ามากขึ้นเท่าไร ผลกระทบจากความผันผวนในตะวันออกกลางก็ยิ่งส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจภายในประเทศได้ง่ายขึ้นเท่านั้น วิกฤตด้านภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตด้านภูมิอากาศจึงค่อย ๆ หลอมรวมกันเป็นแรงกดดันชุดเดียว
ในประเทศไทย แรงกดดันดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในรายงานเศรษฐกิจมหภาค หากค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว
ราคาดีเซลและน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้น บริษัทขนส่งเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มเติม ค่าโดยสารเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศแพงขึ้น ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นเริ่มสะท้อนเข้าสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กเมื่อพิจารณาแยกกัน เมื่อนำมารวมกันกลับกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพที่กระจายไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีพื้นที่ในการปรับตัวค่อนข้างจำกัด
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ซึ่งพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนสูงได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว รัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนตัวลง ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน เวียดนามเผชิญความท้าทายในลักษณะใกล้เคียงกันจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น
การบอกว่าฟิลิปปินส์เปราะบางกว่าไทย หรือไทยเปราะบางกว่าเวียดนาม อาจไม่ใช่วิธีอธิบายที่ถูกต้องนัก สิ่งที่กำลังแสดงให้เห็นคือ ทุกประเทศเผชิญความเสี่ยง เพียงแต่ความเสี่ยงเหล่านั้นปรากฏออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน ฟิลิปปินส์เผชิญแรงกระแทกโดยตรงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง เวียดนามเผชิญแรงกดดันจากทั้งพลังงานและการเติบโตทางอุตสาหกรรม ส่วนประเทศไทยเผชิญแรงกระแทกผ่านค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต และภาระทางการคลังมากกว่าการขาดแคลนพลังงานโดยตรง
ตรงนี้เองที่ความสามารถในการบริหารจัดการของรัฐเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น ประเทศไทยมักถูกมองว่ามีระบบกำกับดูแลด้านพลังงานที่ค่อนข้างเป็นระบบเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค บทบาทด้านนโยบาย การกำกับดูแล และการดำเนินงานถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจนผ่านสภานโยบายพลังงานแห่งชาติ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และหน่วยงานปฏิบัติอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวและกรอบนโยบายพลังงานที่ค่อนข้างครบถ้วน ซึ่งมองในเชิงโครงสร้างการกำกับดูแล ระบบดังกล่าวถือว่าพัฒนาไปไกลกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังชี้ให้เห็นว่า การจัดการระบบพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้แปลว่าจะหลุดพ้นจากแรงกดดันด้านพลังงานโดยอัตโนมัติ ประเทศไทยมีโครงสร้างการกำกับดูแลและการวางแผนด้านพลังงานที่ค่อนข้างเป็นระบบ ขณะที่พลังงานส่วนใหญ่ของประเทศยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียนเองก็ยังมีสัดส่วนไม่สูงนักในภาพรวมของระบบพลังงาน ความพร้อมด้านการบริหารจัดการจึงช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบได้ในบางด้านเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่าไทยยังคงเชื่อมโยงกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรณีของสิงคโปร์อาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของข้อจำกัดที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญอยู่ ประเทศมีชื่อเสียงด้านประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาครัฐ มีความพร้อมด้านการวางแผน และมีความสามารถในการตอบสนองต่อวิกฤตสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ความพร้อมดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าสิงคโปร์ยังต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกอยู่ดี
สิงคโปร์แทบไม่มีทรัพยากรพลังงานของตนเอง ก๊าซธรรมชาตินำเข้ายังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนราว 95% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เมื่อวิกฤตเริ่มส่งผลกระทบ รัฐบาลสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วผ่านการจัดตั้งคณะทำงานระดับรัฐมนตรี การเสริมความมั่นคงของการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว และมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนมูลค่าเกือบหนึ่งพันล้านดอลลาร์ ความรวดเร็วในการตัดสินใจและการประสานงานดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลายประเทศในภูมิภาคยังทำได้ไม่ง่ายนัก
สิงคโปร์อาจมีเครื่องมือด้านนโยบายและการบริหารจัดการที่พร้อมกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทว่าข้อเท็จจริงพื้นฐานเรื่องการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนพลังงานส่วนใหญ่ยังคงขึ้นอยู่กับตลาดโลก และยังได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นนอกภูมิภาคโดยตรง แม้ในระยะยาว สิงคโปร์มีแผนเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้คิดเป็นประมาณ 40% ของการผลิตไฟฟ้าภายในปี 2035 โดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศและการนำเข้าพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน ด้านโครงสร้างการพึ่งพาภายนอกก็ยังคงอยู่ เพียงเปลี่ยนจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าไปสู่การพึ่งพาพลังงานสะอาดนำเข้าในสัดส่วนที่มากขึ้น
ประสบการณ์ของสิงคโปร์จึงชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญข้อหนึ่ง ความสามารถในการบริหารจัดการกับความสามารถในการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ข้อจำกัดของสิงคโปร์เกิดขึ้นในฐานะประเทศที่มีความพร้อมด้านการบริหารจัดการสูงแต่ต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้า ขณะที่มาเลเซียเผชิญข้อจำกัดอีกแบบหนึ่งในฐานะประเทศที่ยังมีฐานการผลิตพลังงานเป็นของตนเองแม้จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายสำคัญของอาเซียน และสามารถผลิตน้ำมันได้ในสัดส่วนที่สูงกว่าไทยหรืออินโดนีเซียอย่างมาก
การเป็นผู้ผลิตพลังงานก็ไม่ได้ทำให้ประเทศหลุดพ้นจากแรงกดดันของตลาดพลังงานโลก น้ำมันดิบคุณภาพสูงที่ผลิตได้ในประเทศส่วนใหญ่ถูกส่งออก ขณะที่โรงกลั่นจำนวนมากยังต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ภาระการอุดหนุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นยังสร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง
ในความหมายนี้ มาเลเซียไม่ได้เผชิญปัญหาการขาดแคลนพลังงานโดยตรงเหมือนบางประเทศ ภาระหลักกลับอยู่ที่การรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานภายในประเทศ ผลกระทบยังแผ่ขยายไปถึงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่างทุเรียนมูซานคิง ซึ่งเผชิญทั้งต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นและผลผลิตที่ออกสู่ตลาดพร้อมกันมากขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนผิดปกติ กรณีของมาเลเซียจึงตอกย้ำว่า การเป็นผู้ผลิตพลังงานไม่ได้หมายความว่าจะมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของตลาดโลก ความแตกต่างอยู่ที่ลักษณะของแรงกดดันที่แต่ละประเทศต้องเผชิญ
เมื่อพิจารณาร่วมกับกรณีของไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครพร้อมกว่าหรือแข็งแกร่งกว่า ภาพที่ปรากฏคือประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคต่างมีจุดอ่อนคนละแบบ
ฟิลิปปินส์เผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูง เวียดนามมีโอกาสด้านพลังงานหมุนเวียนมากกว่าในระยะยาว ขณะเดียวกันยังต้องรองรับการเติบโตทางอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ส่วนไทยมีระบบกำกับดูแลที่ค่อนข้างเป็นระบบ ขณะที่โครงสร้างพลังงานยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูง ด้านสิงคโปร์สามารถบริหารวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอกเกือบทั้งหมด
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าใครได้เปรียบกว่าใคร ทว่ากำลังชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงและจุดอ่อนของแต่ละประเทศมีหน้าตาไม่เหมือนกัน
ผลกระทบที่ลึกกว่าราคาน้ำมันอาจเห็นได้ชัดที่สุดในกรณีของปุ๋ย แม้ประเด็นนี้จะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าความผันผวนของราคาพลังงาน สำหรับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาปุ๋ยอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารมากกว่าที่หลายคนคาดคิดด้วยซ้ำ
ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยจำนวนมากจากตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับหลายประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ถ้าการขนส่งหยุดชะงักหรือราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นที่สถานีบริการน้ำมัน แต่จะปรากฏในพื้นที่เกษตรกรรม ข้าว อ้อย และข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค ล้วนต้องพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจนในระดับสูง สำหรับหลายพื้นที่ในลาว กัมพูชา และเมียนมา การขาดแคลนปุ๋ยอย่างต่อเนื่องสามารถส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารได้ภายในฤดูกาลเพาะปลูกเดียว
ความเสี่ยงในลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในภาคสาธารณสุข ประเทศไทยนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะยาเฉพาะทางและเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง ส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวอาศัยเครือข่ายการขนส่งทางอากาศที่เชื่อมโยงกับศูนย์กลางในอ่าวอาหรับ เมื่อความขัดแย้งส่งผลต่อการบินหรือโลจิสติกส์ ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการขนส่งเพียงอย่างเดียว ยังรวมถึงความสามารถในการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์บางประเภทด้วย โดยเฉพาะยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ยาที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น และเวชภัณฑ์เฉพาะทางที่ไม่สามารถสำรองไว้ได้เป็นเวลานาน
เมื่อพลังงานเริ่มเชื่อมโยงกับอาหาร ยา และระบบสาธารณสุข การมองสถานการณ์นี้ผ่านกรอบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะสิ่งที่อยู่ในความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ต้นทุนการผลิต อัตราเงินเฟ้อ หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากยังครอบคลุมถึงความสามารถของรัฐในการรักษาเสถียรภาพของสังคมโดยรวมด้วย
ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ รัฐบาลจำนวนมากแทบไม่มีทางเลือกนอกจากใช้มาตรการช่วยเหลือระยะสั้น ประเทศไทยใช้กองทุนน้ำมันเพื่อชะลอผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ฟิลิปปินส์ระงับภาษีเชื้อเพลิงบางส่วนและประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ขณะที่อินโดนีเซียตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อปกป้องค่าเงินจากแรงกดดันด้านต้นทุนการนำเข้า มาตรการเหล่านี้ล้วนมีเหตุผลรองรับ เพราะไม่มีรัฐบาลใดสามารถปล่อยให้ประชาชนรับภาระจากความผันผวนของตลาดโลกได้โดยตรง
ข้อจำกัดของมาตรการเหล่านี้ก็ชัดเจนไม่แพ้กัน กองทุนน้ำมันช่วยชะลอแรงกระแทกจากราคาพลังงานได้ในระดับหนึ่ง การพึ่งพาพลังงานนำเข้ายังคงอยู่เช่นเดิม การลดภาษีเชื้อเพลิงช่วยบรรเทาภาระของผู้บริโภคในระยะสั้น โดยไม่ได้เพิ่มแหล่งพลังงานใหม่ให้กับประเทศ ขณะที่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน แต่ไม่สามารถกำหนดทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ มาตรการทั้งหมดจึงทำหน้าที่ซื้อเวลามากกว่าการแก้ปัญหา
ความย้อนแย้งจึงอยู่ตรงนี้ ยิ่งวิกฤตยืดเยื้อ รัฐบาลก็ยิ่งต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาภาระของประชาชน พื้นที่ทางการคลังจึงค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ ขณะที่ความจำเป็นในการลงทุนเพื่อลดจุดอ่อนเชิงโครงสร้างกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือกับดักที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้
ผลทางการเมืองเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายพื้นที่ของภูมิภาค สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงที่มีการปรับราคาพลังงานอย่างกะทันหันสะท้อนเรื่องนี้ได้ดี ผู้คนจำนวนมากรีบเดินทางไปเติมน้ำมันก่อนมาตรการใหม่จะมีผล สำหรับคนจำนวนมาก นี่คือการตอบสนองอย่างมีเหตุผลต่อความไม่แน่นอน เมื่อประชาชนไม่มั่นใจว่าราคาจะหยุดอยู่ตรงไหน การลดความเสี่ยงด้วยวิธีที่จับต้องได้ที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่เข้าใจได้
ในประเทศอื่น แรงกดดันปรากฏในรูปแบบของการประท้วงและความไม่พอใจทางสังคม ชาวประมงในอินโดนีเซียออกมาเรียกร้องความช่วยเหลือจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น กลุ่มผู้ขับขี่รถสาธารณะในฟิลิปปินส์ออกมาคัดค้านผลกระทบจากราคาพลังงาน ขณะที่การประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูก็เผชิญแรงกดดันจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานและค่าครองชีพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม วิกฤตพลังงานไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของความไม่พอใจทางสังคม หลายประเทศเผชิญแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันทางการเมืองอยู่ก่อนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือพลังงานได้เข้ามาเร่งให้ปัญหาเหล่านั้นปรากฏชัดขึ้นและส่งผลรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ในอีกด้านหนึ่ง กำลังเกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับอนาคตของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานด้วย เพราะประเทศต่าง ๆ ไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน ประเทศที่มีเงินทุน เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการบริหารจัดการสูงกว่าอาจใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้เร่งลงทุนในพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน ขณะที่ประเทศที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอาจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานระยะสั้นมากกว่าการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว
จีนอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของประเทศที่สามารถใช้สถานการณ์นี้เป็นแรงผลักดันในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีจัดเก็บพลังงาน และอุปกรณ์ด้านพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน รัฐยังมีเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงในตลาดสินค้าเกษตรและปุ๋ยผ่านคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ในทางกลับกัน หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากไปกับการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานในปัจจุบัน จนมีพื้นที่เหลือไม่มากนักสำหรับการลงทุนในอนาคต
สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นอาจเรียกได้ว่าเป็น “ความเหลื่อมล้ำด้านพลังงาน” รูปแบบใหม่ ประเทศที่มีเงินทุน เทคโนโลยี และความสามารถในการลงทุนระยะยาวจะค่อย ๆ ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้มากขึ้น ขณะที่ประเทศที่ยังต้องทุ่มทรัพยากรไปกับการบริหารปัญหาเฉพาะหน้าอาจเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพร้อมกัน
คำถามสุดท้ายจึงกลับมาที่อาเซียนเอง ในเมื่อประเทศสมาชิกต่างเผชิญความเสี่ยงร่วมกัน กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคสามารถช่วยได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเกิดวิกฤตจริง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาเซียนได้พัฒนากรอบความร่วมมือด้านพลังงานจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นแผนเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ความตกลงด้านความมั่นคงปิโตรเลียม หรือความร่วมมือด้านพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ บนกระดาษ กลไกเหล่านี้สะท้อนความตระหนักร่วมกันว่าประเทศสมาชิกต่างเผชิญความท้าทายด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อวิกฤตเกิดขึ้นจริง ช่องว่างระหว่างการมีกรอบความร่วมมือกับการมีขีดความสามารถในการดำเนินการก็ปรากฏชัดขึ้น
โครงการ ASEAN Power Grid ยังคงเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปีหรืออาจหลายทศวรรษกว่าจะเชื่อมโยงได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่กลไกด้านความมั่นคงพลังงานจำนวนมากยังคงอยู่ในระดับนโยบายมากกว่าการปฏิบัติการฉุกเฉินที่สามารถระดมทรัพยากรข้ามพรมแดนได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต
ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติของอาเซียนเอง หลักฉันทามติซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือในภูมิภาคช่วยรักษาความเป็นเอกภาพทางการเมืองได้ในหลายเรื่อง ข้อแลกเปลี่ยนคือการตัดสินใจอย่างรวดเร็วในสถานการณ์ฉุกเฉินทำได้ยากขึ้น ความแตกต่างด้านขนาดเศรษฐกิจ ระดับการพัฒนา และโครงสร้างพลังงานของแต่ละประเทศยิ่งทำให้การกำหนดผลประโยชน์ร่วมกันเป็นเรื่องซับซ้อนมากขึ้น
ที่สำคัญกว่านั้น วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยที่อาเซียนมีอำนาจกำหนดตั้งแต่ต้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศในภูมิภาคก็ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเงื่อนไขของวิกฤตหรือการเจรจาเพื่อยุติวิกฤตดังกล่าว
นี่ไม่ได้หมายความว่าอาเซียนไม่มีบทบาทใด ๆ เลย ประเทศสมาชิกยังสามารถประสานข้อมูล แลกเปลี่ยนการประเมินสถานการณ์ ประสานจุดยืนทางการทูต และสนับสนุนการดำเนินนโยบายของกันและกันได้ในระดับหนึ่ง การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลางสะท้อนให้เห็นความพยายามดังกล่าวอย่างชัดเจน
อาเซียนอาจสามารถประสานข้อมูลและกำหนดจุดยืนร่วมทางการทูตได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการทำหน้าที่เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงพลังงานในความหมายที่แท้จริงนั้น ยังห่างไกลจากจุดดังกล่าวอยู่มาก
วิกฤตครั้งนี้ทำให้เห็นข้อจำกัดของแต่ละประเทศ และทำให้เห็นข้อจำกัดของอาเซียนเช่นกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การถกเถียงเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานมักมุ่งไปที่คำถามว่าประเทศใดมีทรัพยากรมากกว่า ประเทศใดมีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่า หรือประเทศใดมีระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพกว่า เหตุการณ์ในปี 2026 ชี้ให้เห็นว่าคำถามเหล่านั้นยังไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือประเทศและภูมิภาคสามารถเปลี่ยนความสามารถในการบริหารจัดการให้กลายเป็นความยืดหยุ่นในทางปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด
ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่ได้เปรียบที่สุดในทศวรรษข้างหน้าอาจไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานมากที่สุด หรือประเทศที่มีระบบกำกับดูแลที่ดีที่สุด หากเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมโยงทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกันได้ สามารถเปลี่ยนความสามารถในการบริหารจัดการให้กลายเป็นความยืดหยุ่นในทางปฏิบัติ และสามารถลงทุนเพื่อลดจุดอ่อนเชิงโครงสร้างก่อนที่แรงกระแทกรอบถัดไปจะมาถึง
เพราะสิ่งที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวเพียงครั้งเดียว โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน ภูมิอากาศ และเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าภูมิภาคจะเผชิญวิกฤตอีกหรือไม่ คำถามอยู่ที่ว่าเมื่อวิกฤตครั้งต่อไปมาถึง ประเทศต่าง ๆ จะยังคงบริหารผลกระทบแบบเฉพาะหน้าเหมือนเดิม หรือจะใช้บทเรียนจากครั้งนี้เพื่อจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานเสียที
และนั่นอาจเป็นคำถามที่จะกำหนดอนาคตด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทศวรรษหน้า มากกว่าราคาน้ำมันในวันนี้เสียอีก

อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่