
วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังกดดันให้รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจครั้งสำคัญด้านนโยบายการคลัง ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวนหนัก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอ่อนแรงลง และพื้นที่การใช้จ่ายของรัฐเริ่มแคบลงอย่างชัดเจน
คำกล่าวของ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างการประชุม IMF Spring Meetings ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่าไทยพร้อมพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ของ GDP หากมีความจำเป็น จึงไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงตามสถานการณ์ แต่สะท้อนว่ารัฐกำลังเตรียมเครื่องมือขนาดใหญ่ไว้รับมือความเสี่ยงจากภายนอกที่อาจรุนแรงขึ้น
เหตุผลสำคัญคือ รัฐบาลเหลือพื้นที่ทางการคลังไม่มากแล้ว ภายใต้เพดานหนี้เดิมที่ 70% ของ GDP ยังมีช่องว่างอยู่เพียงราว 2-3 แสนล้านบาท และตัวเลขนี้อาจลดลงอีก หากรัฐบาลเดินหน้าออกพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันอีก 1.5 แสนล้านบาทตามแผนที่กำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี ขณะที่หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 12.5 ล้านล้านบาท หรือราว 66% ของ GDP ไปแล้ว
ในอีกด้าน รายได้ภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนมาตรการเพิ่มรายได้อย่างการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็แทบไม่มีพื้นที่ให้ผลักดันในทางการเมืองเวลานี้ นั่นทำให้แนวคิดขยายเพดานหนี้จาก 70% เป็น 75% ซึ่งจะเปิดทางให้รัฐกู้เงินเพิ่มได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาท ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น
หัวใจของแผนรับมือวิกฤตรอบนี้อยู่ที่กรอบนโยบาย “4T” ซึ่งรัฐมนตรีคลังนำเสนอต่อเวที IMF Governor Talks และพยายามวางให้เป็นทั้งคำอธิบายเชิงนโยบายและคำมั่นต่อประชาคมการเงินโลกว่า การกู้เพิ่มของไทยจะไม่ถูกใช้ไปกับการอุดหนุนแบบหว่านแหหรือมาตรการบริโภคระยะสั้นเพียงเพื่อซื้อเวลา แต่จะผูกกับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
องค์ประกอบแรกคือ Target หรือการอุดหนุนแบบมุ่งเป้า ที่จะอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลซึ่งไทยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบพร้อมเพย์หรือบัตรสวัสดิการดิจิทัล เพื่อส่งความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มเปราะบางได้โดยตรงและแม่นยำมากขึ้น
องค์ประกอบถัดมาคือ Transition ซึ่งหมายถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผ่านการลงทุนใน Smart Grid การส่งเสริมกลไก Direct PPA และการขยายพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าที่ยังมีสัดส่วนสูงถึงราว 10% ของ GDP
ส่วน Transformation คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะกลางและยาว ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน และการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยพยายามวางตำแหน่งไทยให้เป็น “Secure Place” หรือจุดหมายปลอดภัยของการลงทุนในโลกที่แบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น
ขณะที่ Together คือการสร้างแนวร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อประคองการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ให้เกิดขึ้นจริง และเชื่อมโยงไปถึงบทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”
รัฐบาลพยายามสื่อสารอย่างชัดเจนว่า การขยายเพดานหนี้ครั้งนี้จะต้องผูกกับการใช้เงินกู้เพื่อการลงทุนเชิงโครงสร้างมากกว่าการอัดฉีดเพื่อพยุงการบริโภคในระยะสั้น นั่นรวมถึงการเร่งลงทุนพลังงานทดแทน การอัปสกิลแรงงาน และมาตรการกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านภาคยานยนต์ เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่สำหรับรถ EV และ Hybrid ที่วางโควตาเริ่มต้นไว้ราว 1-2 หมื่นคัน ควบคู่กับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสินวงเงิน 5,000 ล้านบาท
นัยของแนวทางนี้คือรัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยนวิกฤตพลังงานให้เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหม่ โดยใช้แรงกดดันจากภายนอกมาเร่งการลงทุนที่ควรทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การยกระดับผลิตภาพแรงงาน หรือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว หากทำได้สำเร็จ การกู้เพิ่มจะไม่ใช่เพียงการแบกรับภาระหนี้ แต่จะกลายเป็นการซื้ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ในเวลาเดียวกัน รัฐมนตรีคลังยังพยายามตอกย้ำว่าพื้นฐานเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังแข็งแกร่งเพียงพอจะรองรับการตัดสินใจเช่นนี้ โดยเฉพาะระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือคิดเป็นความสามารถรองรับการนำเข้าได้ถึง 10 เดือน ซึ่งถือเป็นกันชนสำคัญในยามที่แรงกดดันจากต่างประเทศยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่แน่นอน
แม้การขยายเพดานหนี้จาก 70% เป็น 75% จะถูกมองว่ามีเหตุผลรองรับในเชิงเศรษฐกิจ แต่โจทย์สำคัญไม่ได้จบลงที่การมีพื้นที่กู้เพิ่ม เพราะสิ่งที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดคือปฏิกิริยาของสถาบันจัดอันดับเครดิต โดยเฉพาะหลังจาก Fitch และ Moody’s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเป็น Negative ไปแล้วในปีก่อน การที่รัฐมนตรีคลังใช้เวที IMF เข้าพบทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับโดยตรง จึงสะท้อนว่ารัฐบาลตระหนักดีว่า ความน่าเชื่อถือทางการคลังจะเป็นตัวแปรสำคัญไม่แพ้ระดับหนี้เอง
มุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ชี้ว่า แม้การขยายเพดานหนี้จะเหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน และการเปิดพื้นที่การคลังเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือรัฐบาลอาจถูกกดดันให้แสดงแผนเพิ่มรายได้ในระยะกลางควบคู่กันไป ซึ่งหนึ่งในทางเลือกที่หลีกเลี่ยงยากคือการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ในทางปฏิบัติจะยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมก็ตาม
นี่คือจุดที่ความขัดแย้งเชิงนโยบายเริ่มเด่นชัดขึ้น เพราะในขณะที่การขยายเพดานหนี้มีเป้าหมายเพื่อประคองและลงทุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัว การขึ้น VAT กลับอาจซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศโดยตรง
จากการประเมินของ INVX การปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% อาจช่วยเพิ่มรายได้รัฐราว 300,000 ล้านบาท แต่จะแลกมากับ GDP ที่ชะลอลง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ การบริโภคที่หดตัว 1.5% การลงทุนที่ลดลง 1.8% และเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอีก 1.0-1.1% ผลลัพธ์ที่ย้อนแย้งคือเศรษฐกิจที่โตช้าลงอาจทำให้ฐาน GDP ต่ำกว่าที่คาด และสุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อาจกลับสูงขึ้นกว่าประมาณการเดิมเสียเอง
นั่นทำให้การตัดสินใจครั้งนี้ของรัฐบาลไทยไม่ใช่แค่การเลือกระหว่าง “กู้เพิ่มหรือไม่กู้เพิ่ม” แต่เป็นการเลือกระหว่างการใช้หนี้เป็นสะพานสู่การเปลี่ยนผ่าน หรือปล่อยให้ข้อจำกัดทางการคลังบีบประเทศให้ตอบสนองต่อวิกฤตแบบตั้งรับเท่านั้น