
ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นยืนเหนือระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันนี้ แต่ยังขาดแรงส่งเพียงพอที่จะต่อยอดการฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนที่ 4,367 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง โดยตลาดยังมีแรงขายสลับออกมาเป็นระยะ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ทิศทางราคาน้ำมัน และแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด
ด้านราคาทองคำในประเทศ ณ เวลา 13.54 น. มีการปรับเปลี่ยนราคาแล้ว 15 ครั้ง โดยราคาทองแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 69,450.00 บาท และขายออกบาทละ 69,650.00 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้ออยู่ที่บาทละ 68,068.40 บาท และขายออกบาทละ 70,450.00 บาท ขณะที่ราคาทองคำสปอตเคลื่อนไหวบริเวณ 4,520.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
บรรยากาศการซื้อขายในตลาดเอเชียเป็นไปอย่างระมัดระวัง นักลงทุนยังไม่เร่งไล่ซื้อทองคำ แม้มีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจบรรลุกรอบความเข้าใจเบื้องต้น เพื่อขยายเวลาหยุดยิงและเปิดทางสู่การเจรจานิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยลดแรงกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์บางส่วน
อย่างไรก็ตาม ความหวังดังกล่าวยังถูกจำกัดจากรายงานการปะทะและการโจมตีตอบโต้ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของตลาดพลังงานโลก ทำให้นักลงทุนยังประเมินความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อราคาน้ำมันและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน ราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเงินเฟ้อที่ร้อนแรงกว่าคาด โดยดัชนี Core PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟดที่ 2% และเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมาประเมินว่า เฟดอาจจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินในระดับตึงตัวนานกว่าที่คาด หรืออาจเผชิญแรงกดดันให้พิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังไม่ส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยจำกัดแรงซื้อทองคำในระยะสั้น แม้สินทรัพย์ปลอดภัยยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม
นักวิเคราะห์มองว่าแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงมีอยู่ แต่ไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะผลักดันราคาให้ทะลุแนวต้านสำคัญได้อย่างเด็ดขาด ปัจจัยหลักมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งยังเคลื่อนไหวแบบสวนทางกันระหว่างข่าวบวกด้านการทูตกับข่าวลบจากภาคสนาม
รายงานจาก Axios ระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นระยะเวลา 60 วัน เพื่อขยายข้อตกลงหยุดยิงและเปิดทางสู่การเจรจานิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ หากข้อตกลงดังกล่าวเดินหน้าได้จริง ย่อมช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซีย และอาจลดแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากฝ่ายอิหร่าน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ยังต้องรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีรายงานว่าได้ขอเวลาหลายวันเพื่อพิจารณาข้อเสนอ ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้ตลาดยังไม่สามารถวางน้ำหนักเชิงบวกต่อกระบวนการสันติภาพได้เต็มที่
นอกจากนี้ สถานการณ์ภาคสนามยังมีความตึงเครียด หลังมีรายงานเกี่ยวกับการโจมตีตอบโต้ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงกระแสข่าวว่าเครื่องบินสหรัฐฯ ถูกทำลายใกล้เมืองบูเชห์รของอิหร่าน แม้กองทัพสหรัฐฯ จะออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็วว่า ข้อกล่าวอ้างของสถานีโทรทัศน์อิหร่านไม่เป็นความจริง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าความเสี่ยงของความเข้าใจผิดหรือการปะทะเฉพาะจุดยังไม่หมดไป
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ความหวังต่อข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจึงยังเปราะบาง และไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดลดสถานะป้องกันความเสี่ยงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนดังกล่าวยังช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งกลายเป็นปัจจัยจำกัดการฟื้นตัวของทองคำในเวลาเดียวกัน
แม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โดยทั่วไปมักเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่รอบนี้แรงหนุนดังกล่าวถูกลดทอนด้วยการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะดัชนี Core PCE ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านราคาพื้นฐานที่ยังฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ
Core PCE ที่เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบรายปี ไม่เพียงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี สัญญาณดังกล่าวทำให้ตลาดต้องกลับมาประเมินว่า เฟดอาจยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ในระยะใกล้ และอาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่เคยคาดไว้
สำหรับทองคำ ภาวะดอกเบี้ยสูงและดอลลาร์แข็งเป็นแรงกดดันโดยตรง เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่อต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำเพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังมากขึ้นในการเปิดสถานะซื้อ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคายังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านทางเทคนิคสำคัญได้
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังไม่ได้หลุดลงแรง เนื่องจากยังได้รับแรงประคองจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน การปรับตัวลงล่าสุดของราคาน้ำมันช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อบางส่วน และเปิดพื้นที่ให้ทองคำประคองตัวเหนือแนวรับรายวันสำคัญได้ในระยะสั้น
ทิศทางถัดไปของทองคำจึงขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลักพร้อมกัน คือความคืบหน้าของการพักรบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงทิศทางราคาน้ำมัน หากกระบวนการสันติภาพมีสัญญาณชัดเจนขึ้นและราคาน้ำมันอ่อนตัวต่อเนื่อง แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอาจลดลง แต่หากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทองคำอาจได้รับแรงหนุนกลับมา แม้จะยังถูกจำกัดด้วยดอลลาร์แข็งก็ตาม
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำ XAU/USD บนกราฟรายวันซื้อขายอยู่บริเวณ 4,496.39 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภาพรวมยังสะท้อนแรงกดดันด้านลบ เนื่องจากราคายังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นและระยะกลาง โดยเส้น SMA 21 วันอยู่ใกล้ 4,585 ดอลลาร์ และเส้น SMA 50 วันอยู่ราว 4,627 ดอลลาร์
การที่ราคายังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้นนี้ได้ ทำให้ภาพระยะสั้นยังถูกมองในเชิงลบ ขณะที่ราคาทองคำยืนเหนือเส้น SMA 200 วันบริเวณ 4,405 ดอลลาร์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ระดับดังกล่าวจึงกลายเป็นแนวรับสำคัญที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากหลุดลงไปอย่างชัดเจน อาจเปิดทางให้แรงขายขยายตัวลึกขึ้น
ดัชนี RSI ระยะ 14 วันอยู่บริเวณ 42 ซึ่งยังอยู่ในเขตที่สะท้อนโมเมนตัมเชิงลบ แม้ไม่ได้เข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป แต่ก็ยังบ่งชี้ว่าฝั่งขายมีอิทธิพลเหนือกว่าฝั่งซื้อในภาพรวม ตลาดจึงยังอยู่ในลักษณะพักฐานใต้ระดับที่เพิ่งหลุดลงมา มากกว่าจะเป็นการกลับตัวขึ้นอย่างแข็งแรง
ในกรณีที่ราคาทองคำพยายามฟื้นตัว แนวต้านแรกอยู่ที่บริเวณเส้น SMA 21 วันใกล้ 4,585 ดอลลาร์ ถัดไปคือเส้น SMA 50 วันที่ราว 4,627 ดอลลาร์ หากผ่านระดับนี้ได้ จึงจะเริ่มเห็นโอกาสของการฟื้นตัวเชิงเทคนิคที่ลึกขึ้น โดยมีเส้น SMA 100 วันบริเวณ 4,802 ดอลลาร์เป็นแนวต้านสำคัญถัดไป
ในทางกลับกัน แนวรับระยะใกล้อยู่บริเวณพื้นที่ตอบสนองล่าสุดบนเส้นแนวโน้มขาลงใกล้ 4,496 ดอลลาร์ ก่อนถึงแนวรับหลักที่เส้น SMA 200 วันบริเวณ 4,405 ดอลลาร์ หากราคาหลุดแนวรับหลังนี้อย่างเด็ดขาด ภาพทางเทคนิคจะยิ่งเอียงไปทางขาลง และอาจทำให้ตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงของการปรับฐานรอบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
YLG Bullion and Futures ระบุว่า ราคาทองคำวานนี้ปิดบวก 39.93 ดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาแย่กว่าคาด โดยเฉพาะตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ไตรมาส 1/2026 ซึ่งขยายตัว 1.6% ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งแรก ขณะที่จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เช่นกัน
นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้รับปัจจัยหนุนจากรายงานของสำนักข่าว Axios สื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า คณะเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ซึ่งครอบคลุมการขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน สถานการณ์ดังกล่าวกดดันราคาน้ำมันและช่วยผ่อนคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อ ส่งผลบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากช่วยลดความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ในเชิงเทคนิค YLG ระบุว่า ราคาทองคำวานนี้สามารถทะลุผ่านระดับ 4,464 ดอลลาร์ ทำให้มุมมองเชิงลบลดลง ประกอบกับราคายังปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้อย่างต่อเนื่อง จึงหนุนให้เกิดแรงดีดตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับวันนี้ ราคาทองคำอาจเผชิญแรงพักตัว หลังจากกรอบเวลาขนาดเล็กเริ่มเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป หรือ Overbought
ทั้งนี้ หากการพักตัวของราคาไม่หลุดระดับ 4,366 ดอลลาร์ และมีลักษณะเป็นการยกจุดต่ำสุดใหม่ หรือ Higher Low จะเริ่มสร้างมุมมองว่าแรงปรับตัวลงอาจสิ้นสุดแล้ว และราคามีโอกาสเข้าสู่รอบการดีดตัวและปรับขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน YLG แนะนำเปิดสถานะซื้อ หากราคาทองคำไม่หลุดบริเวณ 4,450–4,400 ดอลลาร์ และขายทำกำไรหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 4,527–4,581 ดอลลาร์ โดยตัดขาดทุนหากราคาหลุดระดับ 4,366 ดอลลาร์
อ้างอิง: Fxstreet