
กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากยกระดับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งส่งสัญญาณว่าการเจรจาข้อตกลงสันติภาพมีความคืบหน้า สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การกดดันทางทหารควบคู่ไปกับการทูต เพื่อสร้างอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจาที่ประเทศกาตาร์
ล่าสุด กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ แถลงว่า ได้เปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานยิงขีปนาวุธและเรือหลายลำที่พยายามวางทุ่นระเบิด ใกล้กับเมืองท่าบันดาร์อับบาส ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการกระทำเพื่อ "ป้องกันตนเอง" และเพื่อปกป้องกองกำลังจากภัยคุกคาม
แม้นาวาเอก ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางฯ จะยืนยันว่า กองทัพยังคงใช้ความอดกลั้นในระหว่างที่ข้อตกลงหยุดยิงยังคงดำเนินอยู่ แต่การโจมตีดินแดนทางตอนใต้ของอิหร่านโดยตรงในครั้งนี้ เกิดขึ้นในขณะที่การเจรจายังคงติดขัด
ปฏิบัติการร่วมมือสั่นคลอนเสถียรภาพรอบใหม่นี้ ไม่เพียงแต่ทำเพื่อตัดกำลังรบของอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์รุกฆาตทางทหาร เพื่อบีบให้รัฐบาลเตหะรานยอมคายปมนิวเคลียร์และรับเงื่อนไขที่เสียเปรียบบนโต๊ะเจรจา Spotlight พาเจาะลึกเบื้องหลังเกม "เจรจาบนกองเพลิง" เงื่อนไขแตกหักเรื่องยูเรเนียม 60% ของโดนัลด์ ทรัมป์ และสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกภายในของอิหร่าน
ในขณะที่การเจรจาทางการทูตกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในประเทศกาตาร์ สถานการณ์ภาคพื้นดินในเลบานอนกลับทวีความรุนแรงขึ้น หลังนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ออกแถลงการณ์ว่า อิสราเอลกำลัง "อยู่ในภาวะสงครามกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์" และได้สั่งการให้กองทัพ "บดขยี้พวกเขาอย่างรุนแรง" พร้อมระบุว่ายุทธการทางทหารที่ผ่านมาสามารถกำจัดผู้ก่อการร้ายไปได้แล้วกว่า 600 ราย แต่อิสราเอลจำเป็นต้องเพิ่มความถี่และความรุนแรงของการโจมตีให้มากยิ่งขึ้น ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากรัฐมนตรีฝ่ายขวาจัดของอิสราเอลที่ต้องการให้ขยายวงยุทธการรุกคืบเข้าสู่กรุงเบรุต
ความคืบหน้าล่าสุด กองกำลังป้องกันอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ โดยขยายพื้นที่ปฏิบัติการลึกเข้าไปยังหุบเขาเบกา (Bekaa Valley) ทางตะวันออกของเลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญใกล้กับชายแดนประเทศซีเรีย โดยระบุว่าสามารถทำลายแหล่งโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้มากกว่า 70 แห่งในวันเดียว
ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ตอบโต้ด้วยการยิงจรวดและโดรนโจมตีเป้าหมาย 22 ครั้ง ทั่วเลบานอนตอนใต้และอิสราเอลตอนเหนือ โดยอ้างว่าเพื่อตอบโต้ที่อิสราเอล "ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง" ที่เพิ่งมีการขยายเวลาออกไปอีก 45 วันเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากอิสราเอลเปิดเผยว่า การขยายขอบเขตปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ได้รับการ "ประสานงานร่วมกับสหรัฐอเมริกา" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สอดคล้องกับท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในวอชิงตันที่ออกมาส่งสัญญาณหนุนหลังการโจมตีของอิสราเอล โดยระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่คาดหวังให้อิสราเอลยอมรับการโจมตีต่อกองกำลังและพลเรือนของตนอย่างนิ่งเฉย ปฏิบัติการร่วมมือกันครั้งนี้จึงถูกมองว่าไม่ใช่แค่การป้องกันตนเองธรรมดา แต่เป็นยุทธศาสตร์ตัด "แขนขา" ของอิหร่านอย่างเป็นระบบ เพื่อตัดกำลังรบและบีบให้รัฐบาลเตหะรานไร้ทางเลือกในระหว่างการต่อรองเงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิงครั้งใหญ่
แม้ว่าโครงร่างข้อตกลงเบื้องต้นที่กำลังหารือกันในกาตาร์ จะมีแผนขยายเวลาหยุดยิง 60 วัน และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ทว่าข้อตกลงสันติภาพนี้ยังคง "ติดหล่ม" และยังไม่สามารถลงนามร่วมกันได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงขัดแย้งอย่างรุนแรงในเรื่องถ้อยคำเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะรายละเอียดการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการปล่อยเงินทุนที่ถูกอายัด แลกกับการที่อิหร่านต้องยอมควบคุมการพัฒนานิวเคลียร์
ตามรายงานข่าวกรองระบุว่า ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม อิหร่านครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะความบริสุทธิ์สูงถึง 60% อยู่ในปริมาณประมาณ 440 กิโลกรัมซึ่งในทางเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นระยะที่ห่างจากระดับ 90% ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ (Weapons-grade) เพียงแค่ขั้นตอนสั้น ๆ เท่านั้น และตามทฤษฎีแล้ว ปริมาณดังกล่าวเพียงพอที่จะทำให้อิหร่านสามารถนำไปสร้างเป็นระเบิดนิวเคลียร์ได้ทันทีหากต้องการ
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยื่นคำขาดอย่างชัดเจนว่า ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดนี้ จะต้องถูกส่งมอบให้กับทางสหรัฐฯ "ในทันที" หรือหากไม่ส่งมอบ ก็ควรจะถูกทำลายทิ้งในพื้นที่ โดยร่วมมือและประสานงานกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
ท่ามกลางแรงกดดันรอบทิศทาง ภายในของอิหร่านเองกำลังเผชิญกับข้อจำกัดครั้งใหญ่ โดยหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เชื่อว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน กำลังหลบซ่อนตัวจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับในวันแรกของสงคราม ส่งผลให้สายการบังคับบัญชาและการสื่อสารกับคณะผู้แทนเจรจาติดขัดและล่าช้าออกไป
อย่างไรก็ตาม นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ โซลกาเดอร์ ผู้นำสภาความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่จากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ออกมาแสดงจุดยืนแข็งกร้าวผ่านข้อความแรกถึงประชาชนว่า "จะไม่มีการถอยอย่างเด็ดขาด" ในการต่อสู้กับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งสวนทางกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ที่พยายามสั่งกู้คืนอินเทอร์เน็ตเพื่อลดความตึงเครียดของประชาชนในประเทศ
แม้อิหร่านจะพยายามส่งสัญญาณผ่านแกนนำสายเหยี่ยวว่าพร้อมสู้ศึกจนถึงที่สุดเพื่อรักษาศักดิ์ศรี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ในเกม "เจรจาบนกองเพลิง" ครั้งนี้ อิหร่านกำลังตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากความสูญเสียของผู้นำระดับสูง ปัญหาสายบังคับบัญชาภายใน และการที่พันธมิตรหลักอย่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนกำลังถูกอิสราเอลยกระดับถล่มอย่างหนัก
ท้ายที่สุดแล้ว ท่าทีอันแข็งกร้าวภายนอกอาจเป็นเพียงการแสดงเพื่อสร้างอำนาจต่อรองเฮือกสุดท้าย ก่อนที่อิหร่านอาจถูกบีบให้ต้องยอมแลกผลประโยชน์บางส่วนในโครงการนิวเคลียร์เพื่อรักษาความอยู่รอดของระบอบการปกครองเอาไว้