Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เติมรักและความรู้ทางการเงินให้ลูก เริ่มต้นที่บ้านเรา
โดย : ราชันย์ ตันติจินดา

เติมรักและความรู้ทางการเงินให้ลูก เริ่มต้นที่บ้านเรา

10 ม.ค. 69
11:55 น.
แชร์

วันเด็กแห่งชาติที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ความสุข และเสียงหัวเราะ แต่หากมองในเชิงพัฒนาการของเด็กๆ ไม่เพียงต้องการความสนุกสนานเท่านั้น พวกเขายังต้องการการปลูกฝังทักษะชีวิตที่สำคัญเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ หนึ่งในทักษะที่ไม่ควรมองข้ามคือการจัดการด้านการเงิน

สำหรับเด็กวัยประถมเป็นช่วงวัยที่เริ่มเข้าใจโลกมากขึ้น เริ่มรู้จักการใช้เงินค่าขนม การเลือกซื้อสิ่งของที่ต้องการ และการตัดสินใจเล็กๆ จึงเป็นวัยที่เหมาะจะปลูกฝังเรื่องการจัดการเงิน ซึ่งการสอนเรื่องการเงินไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากหรือจริงจังเสมอไป แต่สามารถทำได้ผ่านกิจกรรมชีวิตประจำวัน และการสร้างประสบการณ์ร่วมกันในครอบครัว

1.สอนเรื่องงบประมาณ ด้วยเงินค่าขนม

เงินค่าขนมที่ต้องให้ลูกทุกวันที่ไปโรงเรียนหรือเรียนพิเศษ สามารถใช้เป็นเครื่องมือสอนลูก ให้รู้จักเรื่องการจัดการงบประมาณได้ดี โดยพ่อแม่ควรกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมกับการใช้จ่ายของลูกในแต่ละวัน และเมื่อเริ่มใช้จ่ายเป็นหรือเริ่มเก็บเงินได้ ก็อาจเปลี่ยนเป็นให้ค่าขนมรายสัปดาห์ เพื่อฝึกคุมค่าใช่จ่ายแต่ละวันด้วยตนเอง แม้ถือเงินสดไว้กับตัว

ตัวอย่างเช่น ลูกที่พ่อแม่ไปรับส่งเอง อาจมีค่าใช้จ่ายเฉพาะมื้อเที่ยงและซื้อขนมตอนเย็นระหว่างรอพ่อแม่มารับ ในช่วงเทอมแรกๆ อาจให้ค่าขนมเป็นรายวัน วันละ 100 บาท จากการประเมินว่า ค่าอาหารเที่ยงในโรงเรียนประมาณมื้อละ 50-60 บาท อยู่ที่จะดื่มน้ำอัดลมหรือขนมหวานหรือไม่ และค่าขนมหน้าโรงเรียนตอนเย็นระหว่างรอพ่อแม่มารับประมาณ 30-40 บาท ดังนั้นถ้าลูกเลือกใช้จ่ายแบบจัดเต็มก็อาจใช้เงินหมด 100 บาททุกวัน แต่ถ้าประหยัดหรือใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น เช่น จ่ายเฉพาะค่าอาหารเที่ยง เลือกดื่มน้ำฟรีของโรงเรียน ไม่ทานขนมจุกจิกตอนเย็น ก็อาจเหลือเงินเก็บได้วันละ 50 บาท

 หลังจากที่เห็นลูกเริ่มมีเงินเหลือหลายวันติดต่อกัน ก็ลองเริ่ม

  • เปลี่ยนเป็นให้เงินรายสัปดาห์ เพื่อให้ลูกเริ่มรู้จักควบคุมวินัยการใช้จ่ายมากขึ้น ไม่นำเงินค่าขนมของปลายสัปดาห์มาใช้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์
  • นำเงินที่เหลือในแต่ละวันไปหยอดกระปุก และเมื่อปิดเทอมค่อยชวนเปิดกระปุกมานับเงินกัน เพื่อให้ลูกรู้สึกถึงจำนวนเงินเก็บจำนวนมากที่สะสมมาทั้งเทอม ส่วนลูกจะนำเงินในกระปุกที่ว่าไปฝากธนาคาร หรือซื้อของให้ตนเอง ถึงจุดนี้ช่วงแรกๆ พ่อแม่ก็อาจตามใจไปก่อน เพื่อให้ลูกได้รู้สึกถึงรางวัลของการอดออม

2.ร่วมกันออม กับคนในครอบครัว

การสร้างกระปุกออมสินครอบครัวเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เด็กเห็นภาพการออมอย่างเป็นรูปธรรม โดยพ่อแม่สามารถตั้งเป้าหมายร่วมกับลูก เช่น เป้าหมายไปเที่ยวสวนสนุกที่มีค่าตั๋วและค่าใช้จ่ายรวม 3,000 บาท แล้วให้ทุกคนในบ้านร่วมกันหยอดเงินลงกระปุกทุกวันหรือทุกสัปดาห์ โดยตกลงร่วมกันว่าหากลูกหยอดเงินค่าขนมได้เท่าไร พ่อและแม่แต่ละคนก็ใส่เพิ่มอีกคนละ 2 เท่า เป็นต้น เพื่อให้ลูกรู้สึกถึงการมีส่วนร่วม และเป้าหมายไม่ได้ใหญ่เกินตัว สามารถไปถึงได้จริง

ตัวอย่างเช่น ครอบครัวตั้งเป้าหมายไปเที่ยวสวนสัตว์ในช่วงปิดเทอม โดยต้องใช้เงินประมาณ 3,000 บาท ทุกคนในบ้านจึงช่วยกันออมเงินลงกระปุก หากลูกหยอดระปุกได้วันละ 20 บาท พ่อแม่ก็ใส่เพิ่มอีกคนละ 40 บาท รวมเป็น 100 บาท เมื่อครบเดือน เงินในกระปุกก็มากพอสำหรับการไปเที่ยวสวนสัตว์ตามเป้าหมาย ลูกก็จะรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในความสำเร็จนั้น และเข้าใจว่าการออมต้องใช้เวลา ความอดทน และความร่วมมือกันของคนในครอบครัว

3.สอนให้รู้คุณค่าของเงิน ผ่านกิจกรรม

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรปลูกฝังมากๆ คือ เงินแต่ละบาทไม่เคยได้มาฟรีๆ ทุกคนต้องออกแรงทำงานเพื่อให้ได้เงิน ไม่สามารถแบมือรอค่าขนมได้เสมอไป ซึ่งถ้าเป็นเด็กโตวัยมัธยม ก็อาจส่งเสริมให้ทำงาน Part-Time ช่วงปิดเทอมได้ แต่สำหรับเด็กเล็กวัยประถม อาจเริ่มที่พ่อแม่ให้ค่าตอบแทนเมื่อลูกมาช่วยงานบ้านส่วนกลาง หรือช่วยงานบ้านส่วนของพ่อแม่ แต่ต้องไม่ใช่การทำบนห้องหรือพื้นที่ส่วนตัวที่ควรเป็นความรับผิดชอบของลูกเอง และไม่ควรบังคับให้ทำจนเป็นหน้าที่ภาคบังคับ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าการจะได้เงินมาแต่ละบาท ต้องใช้แรงแลกมา เสมือนซักซ้อมเป็นคนวัยทำงาน

รวมถึงอาจชวนลูกทำกิจกรรมเล็กๆ ที่สร้างรายได้ เช่น การทำคุกกี้ง่ายๆ แล้วขายให้เพื่อนบ้านหรือเพื่อนที่โรงเรียน ลูกจะได้เรียนรู้ว่าเงินเกิดจากความพยายาม ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงคุณภาพของงานหรือสินค้าที่ทำ ว่าถ้าสินค้าไม่ดีหรือคุกกี้ไม่อร่อย ก็ใช่ว่าจะขายหรือได้เงินมาง่ายๆ รวมถึงเป็นการค้นหาทักษะหรือความชอบของลูกที่อาจเป็นอาชีพหรือสาขาวิชาที่อยากเรียนในอนาคต

4.สอนเรื่องดอกผล จากการให้เงินทำงาน

เงินเก็บของลูกที่ได้มาจากการเก็บออมค่าขนมหรืองานพิเศษ หากชวนลูกนำเงินที่เก็บได้นี้ไปฝากธนาคาร ทุกปิดเทอม โดยเลือกเป็นเงินฝากประจำระยะสั้น 3 เดือน หรือ 6 เดือน เพื่อที่เมื่อนำเงินไปฝากครั้งถัดไป ลูกก็จะได้เห็นยอดดอกเบี้ยที่ได้รับจากการฝากครั้งก่อน เป็นการสอนให้รู้ว่าโลกนี้ การเลือกวางเงินให้ถูกที่ เงินเก็บที่มีก็งอกเงยได้ รวมถึงเป็นการสอนให้รู้จักความอดทน ไม่หวั่นไหวถอนเงินออกมาง่ายๆ เพราะจะทำให้อดได้ดอกเบี้ยในรอบถัดไป

สำหรับลูกที่โตขึ้นมาจนเข้าช่วงวัยรุ่น เช่น มัธยมปลาย หรือมหาวิทยาลัยปี 1 อาจสอนให้ลูกรู้จักการลงทุน โดยพ่อแม่นำเงินของลูกบางส่วนไปเปิดบัญชีและลงทุนในชื่อของพ่อแม่ก่อน พร้อมกับบอกลูกว่าเงินส่วนนี้ คือ เงินของลูก ที่อยากให้ลูกได้รู้จักผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ โดยเป็นเงินเพียงบางส่วน หากขาดทุนก็เป็นเพียงเงินส่วนน้อย หากกำไรก็จะได้เป็นการเรียนรู้ ก่อนที่ลูกจะอายุครบ 20 ปี และสามารถนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนด้วยตนเอง โดยพ่อแม่อาจเริ่มสอนโดยนำเงินของลูกวัยรุ่น ไปลงทุนใน

  • พันธบัตร หุ้นกู้ ฯลฯ ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยเข้าบัญชีในจำนวนและระยะเวลาที่ค่อนข้างแน่นอน ตามที่ผู้ออกสัญญาไว้ แต่ก็ต้องแลกกับการผูกพันที่ต้องถือยาวตามอายุพันธบัตรหรือหุ้นกู้นั้น
  • กองทุนรวม หุ้นสามัญ สินทรัพย์ดิจิทัล ฯลฯ ที่มีความเสี่ยงขาดทุนได้ทุกเมื่อ แม้ปีที่ผ่านมามีผลกำไรมาก แต่ก็อาจขาดทุนได้ไม่น้อยในปีถัดมา

เมื่อลูกได้รับโอกาสเรียนรู้เรื่องการเงินตั้งแต่เด็ก พวกเขาจะสามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจที่ดีในชีวิตประจำวันได้ โดยการสร้างนิสัยทางการเงินที่ดีตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในการจัดการเงิน เป้าหมายและความฝันของตนเองได้ในอนาคต

ราชันย์ ตันติจินดา

ราชันย์ ตันติจินดา

นักวางแผนการเงิน CFP

แชร์
เติมรักและความรู้ทางการเงินให้ลูก เริ่มต้นที่บ้านเรา