Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หุ้นไทยพุ่ง16%YTD เลือกตั้งหนุนแต่เสี่ยงโมฆะ จับตา"คิวอาร์โค้ด"ชี้ชะตา
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

หุ้นไทยพุ่ง16%YTD เลือกตั้งหนุนแต่เสี่ยงโมฆะ จับตา"คิวอาร์โค้ด"ชี้ชะตา

19 ก.พ. 69
20:05 น.
แชร์

หลังจากรั้งท้ายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดของโลกปี 2568 ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ท่ามกลางแรงหนุนจากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยมีศักยภาพรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่มีอุปสรรคสำคัญ ภาพการเมืองที่มีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น ส่งสัญญาณถึงความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปิดที่ 1,493.91 จุด เพิ่มขึ้น 27.24 จุด หรือ 1.86% จากวันก่อนหน้า มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 94,763.72 ล้านบาท ดันผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นแล้ว 16.43% สะท้อนแรงซื้อกลับ โดยเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีสูง 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศเชิงบวก ตลาดยังต้องเผชิญความเสี่ยงทางการเมืองจากประเด็นการพิมพ์ “บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ และอาจนำไปสู่การวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หากพิสูจน์ได้ว่าสามารถสืบย้อนกลับถึงตัวผู้ลงคะแนนได้จริง

เงินทุนต่างชาติหลั่งไหล หนุนหุ้นไทยพุ่งแรงสุดโลกหลังเลือกตั้ง

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ระบุในรายงาน Market Insight ว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วง Global Rebalance อย่างชัดเจน เมื่อเม็ดเงินลงทุนเริ่มปรับพอร์ตและไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียในวงกว้าง โดยตลาดหุ้นไทยโดดเด่นที่สุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงถึง +8.3% ในช่วงหลังการเลือกตั้งระหว่างวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ 2569 สูงกว่าตลาดสำคัญในภูมิภาคอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเวียดนาม

แรงหนุนหลักมาจาก กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เร่งตัว โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้งที่มีเงินไหลเข้าสูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5.2 หมื่นล้านบาท สะท้อนการกลับมาเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติอย่างชัดเจน

ในเชิงโครงสร้างการลงทุน พบว่ามีหุ้นถึง 20 หลักทรัพย์ ที่ถูกต่างชาติซื้อสะสมอย่างโดดเด่น ได้แก่ BBL, CPALL, PTTEP, ADVANC, BH, GULF, PTT, TOP, BDMS, MINT, BANPU, KTB, ERW, COM7, IVL, CPN, LH, KTC, JMT และ GUNKUL

หุ้นเหล่านี้ครอบคลุมหลายกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ทั้ง ธนาคาร พลังงาน สื่อสาร โรงพยาบาล ท่องเที่ยว ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเอเซีย พลัสมองว่าเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากเสถียรภาพทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในระยะถัดไป

คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ตัวแปรชี้ชะตารัฐบาลและตลาดทุน

แม้ตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อผลการเลือกตั้ง แต่เส้นทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากประเด็นการฟ้องร้องกรณีการพิมพ์ บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ โดยช่วง ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และการลงทุนในระยะต่อไป

เอเซีย พลัสประเมินฉากทัศน์ไว้ 2 แนวทางหลัก ดังนี้

  • ฉากทัศน์ที่ 1: “เป็นโมฆะ” (หากตรวจสอบย้อนหลังได้)

หากพิสูจน์ได้ว่าระบบคิวอาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนหลังจนระบุได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ลงคะแนน จะถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ และอาจนำไปสู่การ เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองยืดเยื้อประมาณ 3-4 เดือน ส่งผลกระทบเชิงลบต่อความเชื่อมั่น การเบิกจ่ายงบประมาณ การลงทุนภาคเอกชน และตลาดหุ้นโดยรวม ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม

  • ฉากทัศน์ที่ 2: “รอด” (หากใช้เพื่อยืนยันตัวตนเท่านั้น)

หากคณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถพิสูจน์ได้ว่าโค้ดดังกล่าวมีไว้เพื่อ ป้องกันการทุจริต เช่น การป้องกันบัตรผีหรือบัตรปลอม และไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลผู้ลงคะแนนได้ การเลือกตั้งจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ ความเสี่ยงทางการเมืองจะคลี่คลายลงทันที และตลาดหุ้นมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกจากการขจัดความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง รวมถึงการเดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามกรอบเวลา

ปัจจัยต่างประเทศยังเป็นตัวแปรสำคัญ

ในด้านเศรษฐกิจโลก ตลาดยังคงได้รับอิทธิพลจากรายงานการประชุม ธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC Minutes) ที่ส่งสัญญาณว่ายังไม่ปิดโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นทะลุระดับ 4% อีกครั้ง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นกว่า 4% ทะลุ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

ในเอเชีย ญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายหลังชัยชนะถล่มทลายของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิชิ ซึ่งเตรียมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน ทั้งการเพิ่มงบประมาณและการลดภาษีอาหาร ขณะที่ตลาดโลกยังได้แรงสนับสนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทชั้นนำอย่าง FIGMA และ BOOKINGS ซึ่งมีรายได้เติบโตสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

โดยภาพรวม เอเซีย พลัสมองว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ระหว่างแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติและความหวังต่อเสถียรภาพทางการเมือง กับความเสี่ยงเชิงกฎหมายจากประเด็นการเลือกตั้งที่ยังต้องรอข้อยุติ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นและการลงทุนในระยะถัดไป













แชร์
หุ้นไทยพุ่ง16%YTD เลือกตั้งหนุนแต่เสี่ยงโมฆะ จับตา"คิวอาร์โค้ด"ชี้ชะตา