
ท่ามกลางแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย ทั้งเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออก ราคาหุ้นที่ซบเซา และภาวะ IPO ที่ชะลอตัวในรอบหลายทศวรรษ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เปิดเกมรุกครั้งสำคัญผ่านโครงการ “JUMP+” กลไกใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นศรัทธาและยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนอย่างเป็นระบบ
ในวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ตลท. เผยว่า การเปิดรับสมัครรอบแรกได้รับเสียงตอบรับเกินคาด มีบริษัทเข้าร่วมถึง 143 แห่ง ทะลุเป้าหมายเดิมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนแรงจูงใจของภาคธุรกิจไทยที่ต้องการ “กระโดดข้ามข้อจำกัด” และปรับตัวรับการแข่งขันระดับโลกอย่างจริงจัง
JUMP+ ถูกวางตำแหน่งเป็นโครงการเรือธงภายใต้แผนกลยุทธ์ปี 2569-2571 ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) และพันธมิตร โดยยึดแนวคิด “Corporate Value Up” เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน ตั้งแต่การเร่งการเติบโตของธุรกิจ (Growth) การยกระดับความโปร่งใสและการสื่อสารกับนักลงทุน (Visibility) ไปจนถึงการออกแบบแรงจูงใจ (Incentive) เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถ Transform ได้จริง ไม่ใช่เพียงการตั้งเป้าบนกระดาษ โครงสร้างดังกล่าวจึงไม่เพียงมุ่งสร้าง “การเติบโต” แต่ยังมุ่งสร้าง “มูลค่า” และ “ความเชื่อมั่น” ควบคู่กัน
ภายใต้กรอบระยะเวลา 3 ปี บริษัทที่เข้าร่วมต้องจัดทำแผนธุรกิจ ธรรมาภิบาล และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องต่อสาธารณะ ผ่านกลไกการรายงานและเวทีสื่อสารกับนักลงทุนที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทำให้ JUMP+ กลายเป็นมากกว่าโครงการสนับสนุนทั่วไป แต่เป็น “โครงสร้างวินัยใหม่” ของตลาดทุนไทย ที่เชื่อมโยงเป้าหมายการเติบโตของบริษัทเข้ากับความโปร่งใสและมาตรฐานสากล ซึ่งในมุมของนักลงทุน เท่ากับเป็นการลดช่องว่างข้อมูลและเพิ่มความสามารถในการประเมินศักยภาพระยะยาวของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โครงการ JUMP+ คือโครงการเรือธงภายใต้แผนกลยุทธ์ปี 2569-2571 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ดำเนินการร่วมกับกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) และภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai ให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ผ่านแนวคิด “Corporate Value Up” หรือการเพิ่มมูลค่าองค์กรอย่างเป็นระบบ ภายใต้เป้าหมายผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทไทย ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก
หัวใจของโครงการวางอยู่บนหลักคิดสามประการ เริ่มจากการมุ่งเน้นบริษัทที่มีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามแผนการเติบโต หรือ Growth ซึ่งเป็นการคัดกรองให้ทรัพยากรไหลไปยังบริษัทที่พร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจัง ถัดมาคือการสร้าง Visibility ผ่านการเปิดเผยข้อมูลแผนงาน ผลการดำเนินงาน และการสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างโปร่งใส เพื่อปิดช่องว่างของข้อมูลที่มักเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจลงทุน และปิดท้ายด้วย Incentive ในรูปของการสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทในหลากหลายมิติ เพื่อให้บริษัทไม่รู้สึกว่าต้องแบกรับการ Transform เพียงลำพัง
เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนพิชิตเป้าหมายภายในกรอบเวลา 3 ปี ระหว่างปี 2569 ถึง 2571 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้วางแผนงานหลักไว้สามด้านที่ทำงานเสริมซึ่งกันและกัน เริ่มจากแผนแรกคือแผนธุรกิจ หรือ Business Plan ซึ่งกำหนดให้บริษัทตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิในปี 2571 อย่างชัดเจน พร้อมแผนงานสนับสนุนทั้งด้านการเติบโต ด้านความสามารถในการทำกำไร และด้านความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งเป็นรากฐานที่จะทำให้แผนทั้งหมดเดินไปได้จริงโดยไม่สะดุดกลางทาง
แผนที่สองคือแผนด้านธรรมาภิบาล หรือ Governance Plan ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่แผนงานด้านคณะกรรมการบริษัท แผนงานด้าน CG Code ไปจนถึงแผนการจัดการความเสี่ยงองค์กรในทุกมิติ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าบริษัทที่เข้าร่วมต้องได้รับคะแนน CGR ตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป ในการประเมิน CGR ปี 2570-2571 ซึ่งเท่ากับเป็นการตั้งมาตรฐานขั้นต่ำที่บริษัทต้องไปให้ถึง และเป็นกลไกที่ช่วยรับประกันคุณภาพให้กับนักลงทุน
แผนที่สามคือแผนด้าน Climate Action ซึ่งเป็นแผนทางเลือกหรือ Optional สำหรับบริษัทที่พร้อมก้าวไปอีกขั้นในเรื่องความยั่งยืน โดยประกอบด้วยแผนการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก หรือ GHG Inventory ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้บริษัทรู้ว่าตัวเองปล่อยก๊าซในปริมาณเท่าไรและจากแหล่งใด และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Decarbonization ที่ต่อยอดไปสู่การลงมือลดอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ในกรณีที่บริษัทจัดทำแผนและมีคะแนน CGR เกิน 90 คะแนน จะถือว่าได้จัดทำแผน Corporate Value Up ตามแนวทางของสำนักงาน ก.ล.ต. ไปในตัว ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ JUMP+ แตกต่างจากโครงการสนับสนุนทั่วไป คือกลไกการรายงานความคืบหน้าและการสื่อสารกับผู้ลงทุนที่ออกแบบมาอย่างมีวินัย บริษัทที่เข้าร่วมต้องรายงานความคืบหน้าตามรอบบัญชี ทั้งรายไตรมาสและ Full Report รายปี ควบคู่ไปกับการรายงานตามเหตุการณ์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อถึงกำหนด Milestone หรือเมื่อบริษัทมีการปรับเปลี่ยนแผนงาน ส่วนการสื่อสารกับผู้ลงทุนจะดำเนินผ่านกิจกรรม Opportunity Day ทั้งในช่วงที่จัดทำ JUMP+ Plan และในรอบรายไตรมาส เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักลงทุนได้รับฟังข้อมูลและซักถามผู้บริหารโดยตรง
ขณะเดียวกัน ฝั่งนักลงทุนก็ได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน เพราะการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ เปรียบเสมือนตราประทับแห่งความเชื่อมั่นที่ช่วยคัดกรองคุณภาพของบริษัทในเบื้องต้น นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลและภาพอนาคต หรือ Future Outlook ของบริษัทที่เข้าร่วมได้อย่างโปร่งใสและเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้บริหารกับนักลงทุนภายนอก พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่นักลงทุนทั่วโลกให้น้ำหนักกับปัจจัยด้าน ESG มากขึ้นเรื่อย ๆ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เปิดตัวโครงการ JUMP+ อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้ทดลอง Soft Launch และประกาศโครงการมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยปิดรับสมัครและรับแผนจากบริษัทจดทะเบียนไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569
หลังปิดรับสมัคร โครงการ JUMP+ มีบริษัทเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 143 บริษัท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ ตลท. ตั้งไว้เพียง 50-100 บริษัทในช่วงต้นโครงการ จนทำให้ ตลท. ต้องเตรียมขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมจำนวนบริษัทที่เกินเป้า และขณะนี้บริษัทที่เข้าร่วมกำลังทยอยนำเสนอแผนต่อนักลงทุนเกือบครบแล้ว และจะนำเสนอจนครบภายในเส้นตายวันที่ 17 เมษายน 2569
ตลท. ระบุว่า วิดีโอการนำเสนอแผนทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้บนช่องทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะมีหน้า dedicated เฉพาะสำหรับ JUMP+ Program เปิดให้นักลงทุนเข้าถึงรายละเอียดแผน ติดตามความคืบหน้า และอัปเดตข้อมูลได้ตลอดระยะเวลาโครงการ
ผู้บริหาร ตลท. ระบุว่าการดำเนินโครงการครั้งนี้สอดคล้องกับพันธกิจหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเฉพาะพันธกิจด้านการ "Empowering Market Participants" หรือการเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ร่วมตลาด ซึ่งครอบคลุมทั้งสองมิติ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนและนักลงทุน
ในฝั่งของบริษัทจดทะเบียน ตลท. มุ่งให้บริษัทมีช่องทางในการเปิดเผยข้อมูล มีช่องทางในการเข้าถึงนักลงทุน และได้ทบทวนรีวิว Business Plan ของตนเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น ขณะที่ในฝั่งของนักลงทุนจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังตอบโจทย์อีกพันธกิจหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการเป็น "Trusted Marketplace" หรือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบตลาด โดย ตลท. คาดหวังว่าโครงการจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนและในขณะเดียวกันก็ยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดหลักทรัพย์ไทยโดยรวม
ในเชิงบริบท การเปิดตัวโครงการ JUMP+ เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของตลาดทุนไทยที่ ตลท. มองเห็นมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นออกแบบโครงการ และยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน
ประการแรกคือมูลค่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ลดน้อยลง เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศค่อนข้างมาก ประการที่สองคือราคาหุ้นและดัชนีตลาดที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนถึงปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวเล็กน้อยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ประการที่สามคือภาวะตลาด IPO ที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี สะท้อนปัญหาทั้งในด้านสภาวะการซื้อขายในตลาดรองและในด้านตลาดแรกหรือ Primary Market อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ในฝั่งของบริษัทจดทะเบียนเองยังมีความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยบริษัทจดทะเบียนไทยจำนวนมากมี ROE อยู่ในระดับต่ำ และมี Valuation อยู่ในระดับต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ค่อนข้างมาก ซึ่งบั่นทอนความน่าสนใจในการลงทุน
ตลท. เผยว่า โครงการ JUMP+ พัฒนาขึ้นจากแนวคิด "Corporate Value Up" ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในต่างประเทศ โดยเป็นโครงการที่มุ่งเพิ่มมูลค่าองค์กร และมีต้นแบบมาจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเกาหลีใต้เริ่มประกาศโครงการในปี 2567 ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหา "Korea Discount" ซึ่งเป็นปัญหาที่บริษัทขนาดใหญ่ในเกาหลี โดยเฉพาะกลุ่มแชโบล มี Valuation ถูก Discount ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง โครงการของเกาหลีจึงตั้งเป้าไปที่บริษัทกลุ่มนี้เป็นหลัก
แนวทางของเกาหลีใต้มุ่งเน้นการเพิ่ม Value ให้กับ Shareholder โดยคำว่า Value ในที่นี้ครอบคลุมทั้งเรื่อง ROE เงินปันผล (Dividend) และการซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) นอกจากนี้ ทางการเกาหลียังได้จัดทำ Value Up Index และออกกองทุน ETF บนดัชนีดังกล่าวเพื่อรองรับการลงทุน ส่วนบริษัทที่เข้าร่วมโครงการก็จะตั้งเป้าหมายในลักษณะเดียวกับโครงการของไทย โดยเป้าหมายของบริษัทเกาหลีจะครอบคลุมทั้งด้าน Shareholder Return, Capital Efficiency อย่าง ROE และด้าน Growth
ทั้งนี้ แม้จะมีบริษัทเกาหลีใต้เข้าร่วมโครงการเพียงประมาณ 180 บริษัท หรือคิดเป็น 7% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในเกาหลี แต่กลับครอบคลุมมูลค่าตลาดถึง 45% เนื่องจากเป้าหมายของโครงการมุ่งไปที่บริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก
ผลตอบรับในระยะถัดมาถือว่าเป็นบวกอย่างชัดเจน แม้จะต้องยอมรับว่าการที่ตลาดเกาหลีปรับตัวขึ้นมาไม่ได้เกิดจากโครงการนี้เพียงปัจจัยเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น กระแส AI และเม็ดเงินทุนที่ไหลเข้า
อย่างไรก็ตาม จากฟีดแบ็กที่ ตลท. ได้รับโดยตรงจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาพูดคุย ต่างระบุตรงกันว่าชื่นชอบโครงการของเกาหลีอย่างมาก และมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขากลับเข้าไปลงทุนในเกาหลีอีกครั้ง โดยตัวชี้วัดสำคัญต่างๆ ทั้งตัว Index รวมถึง Price-to-Book และ Price-to-Earning ก็ปรับตัวดีขึ้นหลังจากเกาหลีได้เริ่มใช้โครงการ
หลังจากที่ ตลท. ได้ศึกษาแผนของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แล้ว จึงนำมาออกแบบโครงการ JUMP+ ของไทย โดยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมต้องจัดทำแผนระยะ 3 ปี ซึ่งครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ แผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนการจัดการก๊าซเรือนกระจก
ในมิติด้านธุรกิจ บริษัทจะเป็นผู้เลือกเป้าหมายหลักด้วยตนเอง โดยสามารถเลือกได้ว่าเป้าใหญ่ที่สุดของตนเองจะเป็นกำไร ยอดขาย EBITDA หรือตัวเลขอื่นๆ ที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ จากนั้นจึงจัดทำแผนกลยุทธ์ระยะ 3 ปีเพื่อสนับสนุนเป้าดังกล่าว
ผลปรากฏว่ามีถึง 138 บริษัทจาก 143 บริษัท หรือคิดเป็น 96% ที่เลือกตั้งเป้าหมายในด้านการเติบโต (Growth) ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตในด้านกำไร EBITDA หรือยอดขาย ซึ่งสะท้อนมุมมองของบริษัทที่เข้าร่วมว่าต้องการตั้งเป้าเพื่อเติบโตเป็นหลัก ขณะที่อีก 8 บริษัทที่เหลือเลือกตั้งเป้าหมายในด้านมาร์จิ้นหรือประเด็นอื่นๆ เป็นหลักแทน
ทั้งนี้ มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ที่จะสนับสนุนเป้าหมายใหญ่รวมทั้งสิ้น 278 แผนงาน หรือเฉลี่ยประมาณเกือบ 2 แผนต่อบริษัท ตัวอย่างเช่น หากบริษัทตั้งเป้าเพิ่มรายได้ แผนกลยุทธ์ที่จะมา Support อาจเป็นการเพิ่ม Capacity การเพิ่มช่องทางการขาย การเพิ่มพาร์ทเนอร์ และอื่นๆ โดยแผนกลยุทธ์ทั้งหมดสามารถจัดกลุ่มได้เป็นเรื่องของการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างเสถียรภาพให้กับองค์กร
ด้านแผนธรรมาภิบาล ตลท. กำหนดให้บริษัทต้องจัดทำอย่างน้อย 3 แผน โดยเลือกจากหัวข้อกว่า 10 หัวข้อที่กำหนดไว้ ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องของ Governance คุณสมบัติคณะกรรมการ การกำกับดูแล และการบริหารบุคลากร โดยจากบริษัทที่เข้าร่วมทั้งหมด มีการจัดทำแผนรวมทั้งสิ้น 462 แผนงาน หรือเฉลี่ยกว่า 3 แผนต่อบริษัท
ทั้งนี้ หัวข้อแรกซึ่งเป็นภาคบังคับที่ทุกบริษัทต้องทำคือเรื่องการยกระดับการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน ส่วนอีก 2 หัวข้อที่บริษัทสามารถเลือกได้เอง พบว่าหัวข้อที่ถูกเลือกมากที่สุด ได้แก่ การยกระดับการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด (Whistleblower) และการยกระดับการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทุกบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่อง Governance ความโปร่งใส และการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นหลัก
แนวโน้มดังกล่าวยังสอดคล้องกับสิ่งที่ ตลท. ได้รับฟังโดยตรงจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาพบกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งสะท้อนกระแส Shareholder Activism หรือการที่นักลงทุนสถาบันต้องการให้ Management ของบริษัทจดทะเบียน Focus กับเรื่อง Governance เป็นหลัก
ส่วนมิติที่สามด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก แม้จะเป็นภาคสมัครใจที่ไม่ได้บังคับ แต่สิ่งที่ ตลท. ระบุว่ายินดีอย่างมากคือ มีบริษัทเลือกเข้าร่วมจัดทำแผนถึง 114 บริษัทจาก 143 บริษัท หรือประมาณ 80% ของผู้เข้าร่วมทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นภาคสมัครใจแต่บริษัทจดทะเบียนต่างก็ยินดีและอยากทำกัน
ตลท. เปิดเผยว่า ในจำนวน 114 บริษัทนี้ มี 42 บริษัทที่เป็นบริษัทซึ่งไม่เคยจัดทำแผนหรือมีการประเมินเรื่องนี้มาก่อนเลย ขณะที่อีก 72 บริษัทเป็นบริษัทที่เคยมีการจัดทำมาแล้วในบางส่วน นอกจากนี้ยังมีอีก 73 บริษัทที่ตั้งเป้าในเรื่องของการลดปริมาณการปล่อย Carbon ลงอย่างชัดเจน
บริษัทที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 143 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทในตลาด SET จำนวน 87 บริษัท และตลาด mai อีก 56 บริษัท ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมและหลาย Sector โดยมีบางส่วนอยู่ในกลุ่ม SET50 ด้วย
ลักษณะสำคัญของผู้เข้าร่วมคือการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งสะท้อนเจตนาในการออกแบบโครงการของไทยที่แตกต่างจากเกาหลีใต้อย่างชัดเจน โดยขณะที่เกาหลีใต้ตั้งเป้าหมายไปที่บริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหา Korea Discount ในกลุ่มแชโบล ไทยกลับตั้งใจมุ่งเป้าไปที่บริษัทรายเล็กและรายกลางเป็นหลักตั้งแต่ต้น
ผลที่ออกมาจึงพบว่ามีบริษัทกว่า 89% ของผู้เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มไซส์ S และ M และหากพิจารณาในแง่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดจะพบว่าประมาณ 78% ของบริษัทที่เข้าร่วมทั้งหมดมี Market Cap ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
ในเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่น่าสนใจคือประมาณ 60% ของบริษัทที่เข้าร่วมมี ROE ต่ำกว่า 10% ซึ่งโดยหลักการทางการเงินแล้ว Return on Equity ควรจะต้องสูงกว่า Cost of Equity หรือต้นทุนของผู้ถือหุ้น การที่ ROE อยู่ในระดับต่ำจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทไม่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ซึ่งนี่เป็นวัตถุประสงค์หลักของ ตลท. ตั้งแต่ต้นในการทำโครงการ คือต้องการหาวิธีเพิ่ม ROE ในจุดนี้
นอกจากนี้ หากพิจารณาในด้าน Valuation จะพบว่ามากกว่าครึ่งเล็กน้อยของบริษัทที่เข้าร่วมอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ โดย "ต่ำ" ในที่นี้หมายถึงค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า หรือ Price-to-Book ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงการถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
หลังจากที่บริษัทนำเสนอแผนครบภายในวันที่ 17 เมษายน 2569 โครงการจะเข้าสู่ระยะดำเนินการเต็มรูปแบบในฐานะ Long-term Project ระยะ 3 ปี โดยบริษัทจะต้องมารายงานความคืบหน้าและอัปเดตแผนต่อ Public Investor ผ่านช่องทางที่ ตลท. จัดทำไว้ทุกๆ 6 เดือน ขณะที่บางบริษัทอาจเลือกอัปเดตเร็วกว่านั้นในทุกๆ ไตรมาสที่มีผลประกอบการออกได้เช่นกัน
ด้านการสนับสนุน ตลท. เตรียมจัดกิจกรรมตลอดทั้งปีนี้ที่เน้นเรื่อง Visibility การเพิ่มศักยภาพ และการเพิ่ม Awareness โดยกิจกรรมเพิ่ม Visibility จะดำเนินการผ่านช่องทางหลากหลาย ได้แก่ JUMP+ Investor Day ซึ่งเป็นเวทีที่จัดขึ้นเฉพาะสำหรับบริษัทที่อยู่ใน JUMP+ เท่านั้น รวมถึง Flagship Activity ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง เช่น SET in the City และ SET สัญจร ที่จะมีการโชว์เคสกิจกรรมเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ JUMP+ ด้วย
ที่สำคัญคือ ตลท. จะจัด Roadshow เพื่อให้บริษัทได้ออกไปพบนักลงทุน ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของ Thailand Focus ที่ครบรอบ 20 ปีในปีนี้ และยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัด Outbound Roadshow ในต่างประเทศให้กับบริษัทใน JUMP+ ด้วย เพื่อให้บริษัทได้ไปพบปะกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ในส่วนของ Training ซึ่ง ตลท. ระบุว่าเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ จะมีการพัฒนาศักยภาพให้กับบริษัทจดทะเบียนในด้าน Investor Relations และ Governance โดยร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรในการจัดเทรนนิ่งต่างๆ
ในด้านการสนับสนุนทางการเงิน บริษัทที่เข้าร่วมจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก CMDF ซึ่งเดิม ตลท. ขอทุนไว้รองรับ 100 บริษัทตามเป้าหมายเริ่มต้นที่ 50-100 บริษัท แต่เนื่องจากมีบริษัทเข้าร่วมจริงถึง 143 บริษัท ตลท. จึงต้องดำเนินการขอเพิ่มในส่วนที่ยังขาด
นอกจากนี้ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการยังเข้าข่าย Qualify ที่จะให้กองทุน ESG เข้าไปลงทุนได้ในกรณีที่ยังไม่อยู่ในลิสต์เดิม รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์ในเรื่องส่วนลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วย
ในภาพรวม โครงการ JUMP+ ถือเป็นกลไกระยะยาวที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังใช้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดทุนไทยตามที่ได้กล่าวมาในตอนต้น ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ร่วมตลาดทั้งในฝั่งบริษัทจดทะเบียนและฝั่งนักลงทุน พร้อมยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดหลักทรัพย์ไทยในฐานะ "Trusted Marketplace" และวางรากฐานสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต