
รู้จักภาวะ "เกร็ง-ตาค้าง" ภัยแทรกซ้อนของผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่ญาติห้ามละเลย
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ไม่ได้จบลงเพียงแค่การรักษาในระยะวิกฤตเท่านั้น แต่สิ่งที่ผู้ป่วยและญาติมักต้องเผชิญในระยะฟื้นฟูคืออาการแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่น่ากังวล โดยเฉพาะอาการกล้ามเนื้อเกร็งและตาค้าง ซึ่งหากไม่เข้าใจกลไกและการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพถาวรได้
ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า อาการเกร็งเกิดจากสมองส่วนที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย ทำให้กล้ามเนื้อมีการตึงตัวสูงตลอดเวลาและหดตัวค้าง มักเกิดขึ้นที่แขนและขา เช่น มือเกร็งกำแน่น ศอกงอ หรือเท้าจิกลง ทำให้เดินลำบากและเจ็บปวด หากปล่อยไว้โดยไม่ทำกายภาพบำบัด จะเกิดภาวะข้อติดแข็ง ซึ่งเปรียบเสมือนปูนปลาสเตอร์ที่ยึดข้อต่อไว้จนขยับไม่ได้อีกเลย
ส่วนอาการตาค้างนั้น ในทางประสาทวิทยา อาการที่ผู้ป่วยดูเหมือนตาค้างไปด้านใดด้านหนึ่ง เป็นผลมาจากรอยโรคในสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา (Frontal Eye Field) ซึ่งดวงตาทั้งสองข้างมักจะมองเบนไปทางซีกสมองที่บาดเจ็บ และมองตรงข้ามกับแขนขาข้างที่อ่อนแรง มักเกิดในช่วงที่สมองเกิดความเสียหายเฉียบพลันหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่กระทบต่อศูนย์ควบคุมการมองเห็นในสมอง ทำให้อวัยวะส่วนนี้ทำงานไม่ประสานกัน
ในอีกนัยหนึ่ง อาการตาค้างในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของอาการชักแบบเงียบ (Non-convulsive status epilepticus) หลังสโตรกได้เช่นกัน หากผู้ป่วยมีอาการไม่รู้สึกตัวร่วมด้วย ญาติควรรีบแจ้งแพทย์เจ้าของไข้เพื่อทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ในทันที
แนวทางรักษาอาการเกร็งและตาค้างหลังสโตรกตามมาตรฐานการแพทย์ไทย
แนวทางการรักษาอาการเกร็งและตาค้างหลังป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ในประเทศไทย จะยึดตามมาตรฐานของ สมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทย และ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ โดยแบ่งแนวทางรักษาออกเป็นดังนี้
1. การรักษาอาการกล้ามเนื้อเกร็ง (Spasticity)
เป้าหมายหลักคือการลดความเจ็บปวด ป้องกันข้อติดแข็ง และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้
- การยืดเหยียด (Passive Stretching) เป็นหัวใจสำคัญที่สุด ญาติหรือนักกายภาพต้องช่วยยืดกล้ามเนื้อมัดที่เกร็งอย่างช้าๆ ค้างไว้ 15-30 วินาที เพื่อป้องกันเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อยึดติดถาวร
- การจัดท่านอนและท่านั่ง (Positioning) ใช้หมอนหรืออุปกรณ์ประคอง จัดให้แขนและขาอยู่ในท่าที่ถูกต้อง ไม่ให้งอหรือเกร็งค้างในท่าเดิมนานๆ
- ยากิน แพทย์มักสั่งยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น Baclofen หรือ Tizanidine เพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อในภาพรวม
- การฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum Toxin) เป็นวิธีมาตรฐานที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับอาการเกร็งเฉพาะจุด แพทย์จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อมัดที่เกร็งโดยตรงเพื่อให้คลายตัว ยาจะออกฤทธิ์นาน 3-6 เดือน ช่วยให้ผู้ป่วยฝึกขยับและทำกายภาพได้ง่ายขึ้น
จะทำในกรณีที่รุนแรงมากและข้อติดแข็งไปแล้ว เพื่อยืดเส้นเอ็นหรือย้ายจุดเกาะกล้ามเนื้อ
2. การรักษาอาการตาค้าง (Gaze Deviation)
อาการตาค้างหรือตาเบนไปด้านใดด้านหนึ่ง มักเกิดจากความเสียหายของสมองส่วนที่คุมการกลอกตา โดยมีแนวทางรับมือดังนี้
การฟื้นฟูหลังสโตรก ได้แก่ การทำกายภาพบำบัด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว กิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกกิจวัตรประจำวัน การฝึกพูดและกลืน ร่วมกับการดูแลโภชนาการและจิตใจ โดยมีญาติหรือผู้ดูแล เป็นคนสำคัญที่สุดในการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องที่บ้าน ถือเป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติได้
ที่มา : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (ภาวะเกร็งหลังสโตรก)
Advertisement