Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เกร็ง-ตาค้าง ภัยแทรกซ้อนผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่ญาติห้ามละเลย

เกร็ง-ตาค้าง ภัยแทรกซ้อนผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่ญาติห้ามละเลย

19 ก.พ. 69
17:28 น.
แชร์

รู้จักภาวะ "เกร็ง-ตาค้าง" ภัยแทรกซ้อนของผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่ญาติห้ามละเลย

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ไม่ได้จบลงเพียงแค่การรักษาในระยะวิกฤตเท่านั้น แต่สิ่งที่ผู้ป่วยและญาติมักต้องเผชิญในระยะฟื้นฟูคืออาการแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่น่ากังวล โดยเฉพาะอาการกล้ามเนื้อเกร็งและตาค้าง ซึ่งหากไม่เข้าใจกลไกและการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพถาวรได้

ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า อาการเกร็งเกิดจากสมองส่วนที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย ทำให้กล้ามเนื้อมีการตึงตัวสูงตลอดเวลาและหดตัวค้าง มักเกิดขึ้นที่แขนและขา เช่น มือเกร็งกำแน่น ศอกงอ หรือเท้าจิกลง ทำให้เดินลำบากและเจ็บปวด หากปล่อยไว้โดยไม่ทำกายภาพบำบัด จะเกิดภาวะข้อติดแข็ง ซึ่งเปรียบเสมือนปูนปลาสเตอร์ที่ยึดข้อต่อไว้จนขยับไม่ได้อีกเลย

ส่วนอาการตาค้างนั้น ในทางประสาทวิทยา อาการที่ผู้ป่วยดูเหมือนตาค้างไปด้านใดด้านหนึ่ง เป็นผลมาจากรอยโรคในสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา (Frontal Eye Field) ซึ่งดวงตาทั้งสองข้างมักจะมองเบนไปทางซีกสมองที่บาดเจ็บ และมองตรงข้ามกับแขนขาข้างที่อ่อนแรง มักเกิดในช่วงที่สมองเกิดความเสียหายเฉียบพลันหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่กระทบต่อศูนย์ควบคุมการมองเห็นในสมอง ทำให้อวัยวะส่วนนี้ทำงานไม่ประสานกัน

ในอีกนัยหนึ่ง อาการตาค้างในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของอาการชักแบบเงียบ (Non-convulsive status epilepticus) หลังสโตรกได้เช่นกัน หากผู้ป่วยมีอาการไม่รู้สึกตัวร่วมด้วย ญาติควรรีบแจ้งแพทย์เจ้าของไข้เพื่อทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ในทันที

แนวทางรักษาอาการเกร็งและตาค้างหลังสโตรกตามมาตรฐานการแพทย์ไทย

แนวทางการรักษาอาการเกร็งและตาค้างหลังป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ในประเทศไทย จะยึดตามมาตรฐานของ สมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทย และ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ โดยแบ่งแนวทางรักษาออกเป็นดังนี้

1. การรักษาอาการกล้ามเนื้อเกร็ง (Spasticity)

เป้าหมายหลักคือการลดความเจ็บปวด ป้องกันข้อติดแข็ง และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้

  • การทำกายภาพบำบัด (Physical Therapy)

- การยืดเหยียด (Passive Stretching) เป็นหัวใจสำคัญที่สุด ญาติหรือนักกายภาพต้องช่วยยืดกล้ามเนื้อมัดที่เกร็งอย่างช้าๆ ค้างไว้ 15-30 วินาที เพื่อป้องกันเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อยึดติดถาวร

- การจัดท่านอนและท่านั่ง (Positioning) ใช้หมอนหรืออุปกรณ์ประคอง จัดให้แขนและขาอยู่ในท่าที่ถูกต้อง ไม่ให้งอหรือเกร็งค้างในท่าเดิมนานๆ

  • การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy)

- ยากิน แพทย์มักสั่งยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น Baclofen หรือ Tizanidine เพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อในภาพรวม

- การฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum Toxin) เป็นวิธีมาตรฐานที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับอาการเกร็งเฉพาะจุด แพทย์จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อมัดที่เกร็งโดยตรงเพื่อให้คลายตัว ยาจะออกฤทธิ์นาน 3-6 เดือน ช่วยให้ผู้ป่วยฝึกขยับและทำกายภาพได้ง่ายขึ้น

  • การผ่าตัด

จะทำในกรณีที่รุนแรงมากและข้อติดแข็งไปแล้ว เพื่อยืดเส้นเอ็นหรือย้ายจุดเกาะกล้ามเนื้อ

2. การรักษาอาการตาค้าง (Gaze Deviation)

อาการตาค้างหรือตาเบนไปด้านใดด้านหนึ่ง มักเกิดจากความเสียหายของสมองส่วนที่คุมการกลอกตา โดยมีแนวทางรับมือดังนี้

  • การกระตุ้นการมองเห็น ฝึกให้ผู้ป่วยพยายามกวาดสายตามองไปในด้านที่ตาไม่ยอมมอง (ด้านที่อ่อนแรง) โดยใช้สิ่งของที่มีสีฉูดฉาดหรือมีเสียงเรียก
  • การจัดสภาพแวดล้อม จัดวางสิ่งของสำคัญ หรือให้ญาติเข้าไปคุยทาง ด้านที่ผู้ป่วยไม่มอง เพื่อบังคับให้สมองพยายามสั่งการกลอกตามาทางด้านนั้น

การฟื้นฟูหลังสโตรก ได้แก่ การทำกายภาพบำบัด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว กิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกกิจวัตรประจำวัน การฝึกพูดและกลืน ร่วมกับการดูแลโภชนาการและจิตใจ โดยมีญาติหรือผู้ดูแล เป็นคนสำคัญที่สุดในการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องที่บ้าน ถือเป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติได้

ที่มา : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (ภาวะเกร็งหลังสโตรก)

Advertisement

แชร์
เกร็ง-ตาค้าง ภัยแทรกซ้อนผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่ญาติห้ามละเลย