
กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร ประกาศความพร้อมอย่างเป็นทางการในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 เวทีด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดกรอบความร่วมมือของประเทศสมาชิกทั่วโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งการเติบโตที่ชะลอลง ความเปราะบางของระบบการเงิน ความเหลื่อมล้ำ และแรงกดดันด้านความยั่งยืนในระยะยาว
การแถลงความพร้อมมีขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภาครัฐย้ำว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อบทบาทและศักยภาพของประเทศไทย แต่ยังเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการตอกย้ำสถานะของกรุงเทพมหานครในฐานะศูนย์กลางการประชุมและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก ทั้งในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมขนส่ง มาตรฐานการจัดประชุม และคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ไทยมีบทบาทเชิงรุกในการร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจโลกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) หรือ AM2026 เป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินระดับโลกที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เปรียบได้กับ “โอลิมปิกของภาคการคลังและการเงินโลก” ซึ่งประเทศไทยจะได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่สองในรอบกว่า 35 ปี หลังจากเคยจัดการประชุมมาแล้วในปี 2534
ในครั้งนั้น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings เป็นการเฉพาะ ขณะที่ในปี 2569 ศูนย์แห่งนี้ได้ถูกพัฒนาและยกระดับจนกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและกิจกรรมระดับนานาชาติแห่งใหม่ของประเทศ พร้อมรองรับผู้นำด้านการคลังและการเงินจากทั่วโลกในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากอดีต
นายเอกนิติเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้นำทีมไทยแลนด์เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้มีการนำเสนอธีมและแนวคิดของการเป็นเจ้าภาพการประชุม AM2026 ต่อผู้นำประเทศและผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบ “Road to Bangkok IMF-World Bank Annual Meeting 2026” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้นำระดับโลก โดยเฉพาะผู้นำองค์กรระหว่างประเทศสำคัญ อาทิ OECD, WIPO และองค์การสหประชาชาติ ที่ต่างแสดงความสนใจและตอบรับที่จะเดินทางมาประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในบทบาทของไทยในฐานะเวทีสำคัญด้านการคลังและการเงินของโลกในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญทั้งความผันผวน ความไม่แน่นอน และภาวะโลกแตกขั้ว
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การประชุม AM2026 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 20,000 คน จากประเทศสมาชิก 191 ประเทศ โดยต้องนับรวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ตลอดจนผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ผู้บริหารสถาบันการเงิน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
การประชุมครั้งนี้จะเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและกำหนดวาระร่วมกันของโลก ในประเด็นตั้งแต่เสถียรภาพทางการคลังและการเงิน การรับมือความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจโลก ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้จะสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ในระยะสั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านภาคการท่องเที่ยว การบริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง จากการเดินทางเข้ามาของผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมาก ขณะที่ในระยะกลางและระยะยาว การประชุมจะทำหน้าที่เป็นเวทีโชว์ศักยภาพของประเทศไทยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ มาตรฐานการจัดประชุมระดับโลก และคุณภาพของบุคลากรไทย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทร่วมในการจัดกิจกรรมและสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมประชุม ผ่านการนำเสนอการใช้ดิจิทัลและ AI ในการพัฒนาเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการจัดงาน รวมถึงการผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไปในกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศสู่สายตาโลก
ในด้านแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพ ประเทศไทยกำหนดธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งนายเอกนิติอธิบายว่า เป็นการสะท้อน “ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย” ในโลกยุคใหม่ที่แตกต่างจากเมื่อปี 2534 อย่างสิ้นเชิง จากโลกอนาล็อกในอดีต สู่โลกดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบัน และจากโลกที่เชื่อมโยงกัน สู่โลกที่เผชิญความแตกขั้ว โดยประเทศไทยตั้งเป้าที่จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมพลังของโลก ผ่านการหารือด้านการคลังและการเงินที่มุ่งสร้างเสถียรภาพและความร่วมมือ
ภายใต้มิติของ Empowering People รัฐบาลไทยย้ำว่าคนคือหัวใจของการพัฒนา สอดคล้องกับพระราชดำรัสที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขณะที่มิติของ Building Resilience มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศและประชาชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อรับมือความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ การเงิน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองตามแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสวนป่ากลางเมือง จะเป็นแลนด์มาร์คสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะต้นแบบการพัฒนาเมืองที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต พร้อมรองรับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบตลอดช่วงการประชุม ทั้งในและนอกพื้นที่หลัก เพื่อให้ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกได้เห็นศักยภาพของประเทศไทยอย่างรอบด้าน การประชุม AM2026 จึงไม่ใช่เพียงการประชุมเชิงเทคนิคด้านการคลังและการเงิน แต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับประชาคมโลก และเป็นสะพานเชื่อมให้คนไทยได้มีส่วนร่วมกับประเด็นเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชิญชวนคนไทยทุกภาคส่วนร่วมกันเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการเป็นกระบอกเสียงสะท้อนบทบาทและศักยภาพของประเทศไทย โดยย้ำว่าการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ไม่ใช่งานของรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงการคลังเพียงลำพัง แต่เป็นภารกิจร่วมของภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และคนไทยทุกคน ในการร่วมกันสร้าง “New Horizons” หรือขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินโลก
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ถือเป็น “นิมิตหมายที่ดี” และเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศ หลังจากไทยไม่ได้รับโอกาสนี้มานานกว่า 35 ปี การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นงานระดับโลกด้านเศรษฐกิจและการเงิน หากยังสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวขึ้นมามีบทบาทเชิงรุกบนเวทีนานาชาติ ภายใต้บริบทโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งในมิติของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย และระเบียบโลกเดิมที่ถูกท้าทายอย่างต่อเนื่อง
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า โลกกำลังอยู่ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจ ด้วยบริบทเช่นนี้ การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในฐานะเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกต้องมาร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมอง และแสวงหาแนวทางหรือหลักการร่วม ว่าประเทศต่าง ๆ จะอยู่และดำเนินนโยบายอย่างไรท่ามกลางความผันแปรของโลกยุคใหม่
นายวิทัยกล่าวว่า การประชุมในปี 2569 จะมีผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้มีเกียรติจาก 191 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม โดยเฉพาะผู้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการคาดว่าจะมีราว 15,000 คน และเมื่อรวมผู้เข้าร่วมทั้งหมดจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน นับเป็นงานขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้ “โชว์เคส” ศักยภาพของประเทศ ทั้งความสามารถในการจัดงานระดับนานาชาติ การประสานความร่วมมือ และผลงานเชิงนโยบายที่ไทยได้สั่งสมมาในอดีต รวมถึงทิศทางการพัฒนาในอนาคต
สำหรับสาระสำคัญของการประชุม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ธีมหลักของไทยคือ “Thailand New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์การพัฒนาภายใต้ “ประเทศไทยภายใต้ขอบฟ้าใหม่” โดยคำว่า Empowering People หมายถึงการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงการเติบโตกับนวัตกรรม การสร้างโอกาสใหม่ การเพิ่มขีดความสามารถ และการยกระดับรายได้ แต่ท้ายที่สุดต้องนำไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน และทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างแท้จริง
ในส่วนของบทบาทธนาคารแห่งประเทศไทย นายวิทัยกล่าวว่า ธปท.ให้ความสำคัญกับมิติที่สองของธีม คือการ “สร้างภูมิคุ้มกัน” หรือ Building Resilience ผ่านการออกแบบระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย มั่นคง และเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม ภายใต้แนวคิด “Safe and Inclusive Digital Finance for Financial Well-being” ซึ่งจะถูกพัฒนาเป็นเอกสารเชิงนโยบาย “Bangkok Blueprint” ร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางและหลักการที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลังเสร็จสิ้นการประชุม
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่า Bangkok Blueprint จะครอบคลุม 3 เสาหลัก ได้แก่ การรับมือภัยทุจริตทางดิจิทัล (digital fraud) การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (cybersecurity) และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (inclusive finance) โดยย้ำว่า แม้ระบบการเงินดิจิทัลจะสร้างความสะดวกสบาย แต่ก็พ่วงมาด้วยความเสี่ยงด้านอาชญากรรมทางการเงิน ซึ่งทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น เห็นได้จากมูลค่าความเสียหายทั่วโลกในปี 2024 ที่สูงกว่า 1.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และกว่าสองในสามเกิดขึ้นในจีนและประเทศในเอเชีย ทำให้ภูมิภาคนี้มีบทเรียนที่สามารถยกระดับเป็นแนวปฏิบัติร่วมระดับสากลได้
นายวิทัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาภัยทุจริตทางดิจิทัล การหลอกลวงออนไลน์ และทุนเทา เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หากปล่อยไว้จะกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างกรอบนโยบายที่ทุกฝ่ายสามารถนำไปใช้ร่วมกันได้ พร้อมเชิญชวนภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมเป็นเจ้าภาพและมีส่วนร่วมในการจัดการประชุมครั้งนี้ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และเสริมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจ การเงิน และการเมืองโลกอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต
นอกจากนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกครั้งสำคัญนี้ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่มีความพร้อมรอบด้านสำหรับการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ ทั้งระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ ความพร้อมด้านที่พัก ความปลอดภัย การบริการ ตลอดจนระบบสาธารณสุขและบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล ขณะเดียวกัน จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของกรุงเทพฯ คือ “พลังของผู้คน” และวัฒนธรรมการต้อนรับที่อบอุ่นของคนไทย ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก
สำหรับแลนด์มาร์กการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งจัดแสดง ณ ลานอเนกประสงค์ สวนเบญจกิติ ด้านหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นในการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศ สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะเมืองเจ้าภาพที่มีความพร้อมในการเชื่อมต่อกับเวทีโลก และเอื้อต่อบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การประชุมครั้งนี้เป็นทั้งความทรงจำที่ดีของผู้มาเยือน และอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมแลนด์มาร์กดังกล่าวได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 04.30-22.00 น. ตามเวลาทำการของสวนเบญจกิติ