Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
VAT10% จ่อกดดันเศรษฐกิจ-0.9% กูรูชี้ทำได้แต่รัฐควรทำ GDP โตด้วย3-4%
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

VAT10% จ่อกดดันเศรษฐกิจ-0.9% กูรูชี้ทำได้แต่รัฐควรทำ GDP โตด้วย3-4%

20 เม.ย. 69
13:55 น.
แชร์

เมื่อวันที่ 19 เมษายน คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ซึ่งมีนายกัมพล สุภาแพ่ง สว. เป็นประธาน ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของไทยแล้วเสร็จ และเตรียมนำผลการศึกษา พร้อมข้อเสนอ เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 21 เมษายนนี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการปรับโครงสร้างภาษีจากฐานการบริโภค เช่น การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% เพื่อนำรายได้ไปใช้พัฒนาสวัสดิการของรัฐและรองรับสังคมสูงวัย รวมถึงจัดเก็บ VAT จากกิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบโดยไม่ยกเว้นผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ตลอดจนเสนอให้จัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น และภาษีการซื้อขายทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์ม และ paper gold

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีข้อกังวลว่าอาจยิ่งซ้ำเติมประชาชนที่กำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว บทความนี้ SPOTLIGHT จะพาไปพิจารณาว่า แนวทางดังกล่าวจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร และมีโอกาสผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงมากน้อยเพียงใด

รัฐปูทางขึ้น VAT 10% INVX ชี้ GDP เสี่ยงหาย 0.9%

ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมีแนวคิดปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อยู่ก่อนแล้ว โดยกำหนดไว้อย่างชัดเจนในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ภายใต้เป้าหมายการปรับสมดุลการคลัง (Fiscal Consolidation) ตามกรอบวินัยการคลังที่โปร่งใสและเป็นรูปธรรม แผนดังกล่าววางแนวทางทยอยยกเลิกการลดอัตรา VAT เป็น 2 ระยะ คือปรับขึ้นเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และขยับเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้มองการขึ้น VAT เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มรายได้รัฐเท่านั้น เพราะในแผนดังกล่าวได้ระบุเงื่อนไขสำคัญไว้ด้วยว่า หากมีการทยอยยกเลิกการลดอัตรา VAT จะต้องมีมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ภาระภาษีกลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

ในเชิงประเมินผลกระทบ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) มองว่าการขึ้น VAT มีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องระวัง โดยจากการประมาณการผ่าน Macro Model ของ INVX พบว่า การปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% ตามแผน MTFF จะช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้ราว 300,000 ล้านบาท นับเป็นแหล่งรายได้ที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจก็มีนัยสำคัญเช่นกัน โดยแบบจำลองประเมินว่าจะกด GDP ลง 0.9 percentage point จากกรณีฐาน ทำให้การบริโภคหดตัว 1.5% การลงทุนลดลง 1.8% และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกราว 1.0%

ด้วยเหตุนี้ จังหวะเวลาในการปรับขึ้นภาษี และการออกมาตรการเยียวยาควบคู่กัน จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาด สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็อาจสูงกว่าที่ประเมินไว้ได้ ซึ่งจะลดทอนประสิทธิผลของมาตรการเพิ่มรายได้ในท้ายที่สุด

อีกด้านหนึ่ง ข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการการเงินการคลังของวุฒิสภาที่สนับสนุนการขึ้น VAT เป็น 10% เช่นกัน พร้อมมาตรการเพิ่มรายได้อื่นเพิ่มเติม ทั้งการจัดเก็บภาษีจากอีคอมเมิร์ซ หุ้น และทองคำ รวมถึงการนำ AI มาอุดช่องโหว่การหลีกเลี่ยงภาษี สะท้อนให้เห็นว่าทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติกำลังเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก และอาจช่วยเสริมความน่าเชื่อถือต่อสถาบันจัดอันดับเครดิตได้ในระดับหนึ่ง แม้โจทย์สำคัญเรื่องกรอบเวลาที่เหมาะสม และการดูแลผู้มีรายได้น้อยอย่างเป็นรูปธรรม ยังต้องการคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้

INVX จึงมองว่า หากรัฐบาลเดินหน้าตามแผนอย่างจริงจัง รักษาคำมั่นในการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ สื่อสารอย่างโปร่งใส และเดินหน้าปฏิรูปภาษีฐานรายได้เพิ่มเติม ควบคู่กับการใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การปฏิรูปภาษีครั้งนี้ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานความยั่งยืนทางการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยไม่สร้างแรงกระแทกรุนแรงเกินไปต่อเศรษฐกิจและประชาชน

VAT อาจทยอยขึ้น รัฐต้องมีแผนชัด-พยุงกลุ่มเปราะบาง

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ (Head of Economic Research) บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ในมุมมองของอินโนเวสท์ เอกซ์ เชื่อว่าแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของรัฐบาลคงจะยังไม่เกิดขึ้นในทันที แต่มีแนวโน้มจะเป็นการทยอยปรับขึ้นมากกว่า สอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลางที่ประกาศออกมาเมื่อปลายปีก่อน ซึ่งวางกรอบการปรับขึ้นไว้ในช่วงปี 2570 และปี 2572 ดังนั้น การปรับขึ้นภาษีจึงน่าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ดร.ปิยศักดิ์มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายมองเห็นทิศทางล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในระยะต่อไปคือเร่งให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวให้ได้อย่างน้อย 3-4% เพื่อให้รายได้ของภาครัฐเพิ่มขึ้นและช่วยรองรับภาระทางการคลังที่สูงขึ้น เพราะหากเศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ปรับขึ้น VAT เพิ่มเติม ก็จะยิ่งทำให้ผลกระทบต่อประชาชนรุนแรงมากขึ้น และทำให้โจทย์การจัดเก็บรายได้ของรัฐยิ่งยากขึ้นไปอีก

สำหรับมาตรการรองรับผลกระทบต่อประชาชน หากรัฐบาลเดินหน้าตามแผนขึ้น VAT ที่ระบุไว้ว่าต้องมีมาตรการช่วยเหลือควบคู่กันนั้น ดร.ปิยศักดิ์กล่าวว่า หากอิงจากประสบการณ์ของญี่ปุ่นในช่วงที่มีการปรับขึ้นภาษี ก็อาจต้องออกแบบโครงสร้าง VAT แบบแบ่งเป็นขั้น ๆ โดยสินค้าจำเป็นอาจไม่ถูกปรับขึ้นภาษี หรือได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ไม่จำเป็นอาจถูกปรับขึ้นในอัตราที่สูงกว่า แนวทางเช่นนี้จะช่วยลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้างได้ระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ดร.ปิยศักดิ์มองว่า ระหว่างทางรัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางควบคู่กันไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้ว ขณะเดียวกัน หากรัฐส่งเสริมการใช้ระบบโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์หรือการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ก็อาจช่วยลดต้นทุนทางการเงินในระบบลงได้ และอาจนำไปสู่การออกมาตรการลดหย่อนภาษี VAT หรือสิทธิประโยชน์บางรูปแบบผ่านช่องทางดังกล่าวได้ในระยะต่อไป

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นดร.ปิยศักดิ์มองว่า ภาพที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนอาจยังไม่ใช่มาตรการภาษีเต็มรูปแบบ แต่เป็นการที่รัฐบาลหันไปใช้การกู้เงินก่อน โดยเฉพาะวงเงิน 5 แสนล้านบาท ตามที่รองนายกรัฐมนตรีปกรณ์ นิลประพันธ์ยืนยันอย่างเป็นทางการในวันนี้ ซึ่งอาจเป็นมาตรการแรกที่รัฐเลือกใช้เพื่อประคองสถานการณ์ในเบื้องต้น

แนะรัฐเดิน 3 เกมพร้อมกัน หนี้สาธารณะ-VAT-ลงทุนยกระดับเศรษฐกิจ

ดร.ปิยศักดิ์กล่าวด้วยว่า เมื่อพิจารณาจากภาระทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น จากเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย รวมถึงวิกฤตน้ำมันและวิกฤตพลังงานในรอบนี้ สิ่งที่ภาครัฐจำเป็นต้องทำพร้อมกันมีอยู่ 3 เรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ของ GDP ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการเปิดทางให้รัฐบาลสามารถกู้เงินเพิ่มได้ โดยเฉพาะการกู้เงินวงเงิน 5 แสนล้านบาทตามที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้

เรื่องที่สองคือการวางแผนปรับขึ้นภาษี VAT แม้จะยังไม่ทำในทันที แต่จำเป็นต้องมีการประกาศแผนที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะและส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่น่าเชื่อถือ ขณะที่เรื่องที่สามคือการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่ใช่เพียงการลงทุนเชิงกายภาพทั่วไปเท่านั้น แต่รวมถึงมาตรการที่ช่วยให้ประเทศประหยัดพลังงานมากขึ้น และสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนหรือ Renewable Energy มากขึ้นด้วย

ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวยังครอบคลุมถึงโครงการอื่น ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีความสามารถในการเติบโตมากขึ้น และมีรายได้เพียงพอที่จะรองรับภาระหนี้สาธารณะในอนาคต ดังนั้น ทั้ง 3 เรื่องนี้จำเป็นต้องทำควบคู่กัน ไม่สามารถเลือกทำเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้

ทั้งนี้ หากเรียงลำดับความเร่งด่วน ดร.ปิยศักดิ์มองว่าสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนคือการผลักดันพระราชกำหนดหรือเครื่องมือทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกู้เงิน ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการพูดถึงกันแล้ว ส่วนประเด็นการขึ้นภาษี VAT นั้น ดร.ปิยศักดิ์มองว่าอาจยังอยู่ในลักษณะการ “โยนหินถามทาง” จากฝั่งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อเปิดให้สังคมเริ่มถกเถียงกันก่อน และมีความเป็นไปได้ว่าจะค่อย ๆ ขยับเป็นรายเฟสในระยะต่อไป

ขณะที่ประเด็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้น ดร.ปิยศักดิ์มองว่ากระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมจำเป็นต้องเร่งสร้างความชัดเจนในเชิงโครงการให้มากขึ้น เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ เห็นภาพว่ารัฐจะลงทุนอะไร ที่ไหน และอย่างไรบ้าง เพราะหากทั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ การเพิ่มเพดานหนี้ การวางแผนขึ้น VAT และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้ ก็จะช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ลดการพึ่งพาน้ำมันหรือพลังงานรูปแบบเดิม หันไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น และท้ายที่สุดจะช่วยลดความเสี่ยงที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะปรับลดอันดับเครดิตของไทยลงได้ โดยทั้งหมดนี้จำเป็นต้องดำเนินการไปพร้อมกัน



แชร์
VAT10% จ่อกดดันเศรษฐกิจ-0.9% กูรูชี้ทำได้แต่รัฐควรทำ GDP โตด้วย3-4%