
ขณะที่ความขัดแย้งและการโจมตีในอิหร่านและตะวันออกกลากำลังดุเดือด และยังไม่เห็นแนวโน้มที่จะจบลงในเร็ววัน ‘ราคาน้ำมันโลก’ เป็นหนึ่งในข้อกังวลหลักทางเศรษฐกิจของทั่วโลก สำหรับไทย ความท้าทายอาจจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับเมื่อเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้ขีดความสามารถทางการคลังในการรับมือสถานการณ์มีจำกัด
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) ได้ออกบทวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงระดับสูงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานในช่วงที่กลไกการบริหารประเทศติดล็อกทางงบประมาณ
เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ดร.อมรเทพจำลองสถานการณ์ไว้ 3 ฉากทัศน์ ไล่ตั้งแต่ความตึงเครียดจำกัดวง ไปจนถึงสงครามเต็มรูปแบบที่อาจเขย่าเศรษฐกิจโลก
ฉากทัศน์ที่ 1 ตึงเครียดจำกัดวง : มีการตอบโต้ประปรายแต่ไม่กระทบการขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นไปที่ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสงบลงใน 1 เดือน ตลาดทุนผันผวนระยะสั้น
ฉากทัศน์ที่ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุซ : กระทบการส่งออกน้ำมันและ LNG 1 ใน 5 ของโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนขนส่งในเอเชียพุ่งสูงทันที
ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อ : สหรัฐฯ-อิสราเอลปะทะอิหร่านโดยมีรัสเซียสนับสนุน สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ risk-off
ในจังหวะเวลาที่วิกฤตเกิดขึ้นนี้ ดร.อมรเทพมองว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ภาวะสุญญากาศทางการคลังของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งทำให้การรับมือวิกฤตทำได้ยากกว่าปกติ
ข้อจำกัดด้านงบประมาณ : ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนจะหยุดชะงัก รัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือออกมาตรการเยียวยาฉุกเฉินขนาดใหญ่ได้
กันชนพลังงานพังทลาย : กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกหนี้เกินเพดาน ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้เต็มกรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเข้าอุดหนุนราคาหน้าปั๊มได้เหมือนอดีต ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามจริงทันที
ความเชื่อมั่นสั่นคลอน : หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (technical recession) ในช่วงที่การเมืองไม่นิ่ง อาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ credit rating ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้เงิน (bond yield) พุ่งสูงขึ้น
ผลกระทบจากสงครามจะเกิดขึ้นกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง ซึ่ง ดร.อมรเทพวิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ ดังนี้
ตลาดทุน : ทองคำพุ่ง น้ำมันพุ่ง แต่สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขาย ค่าเงินบาทอ่อนค่ารุนแรงจากการนำเข้าน้ำมันราคาแพง (trade deficit)
เงินเฟ้อและดอกเบี้ย : เกิดเงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน (cost-push inflation) ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เผชิญภาวะลำบากในการปรับดอกเบี้ยเพื่อสกัดค่าเงินบาทอ่อน เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอเกินไป
ภาคธุรกิจและท่องเที่ยว : ต้นทุนการเดินทางและวัตถุดิบพุ่งสูง นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางหายไป กระทบธุรกิจโรงแรม ขนส่ง และค้าปลีกอย่างรุนแรง
จากความท้าทายและคาดการณ์ผลกระทบต่าง ๆ ที่ว่ามา ดร.อมรเทพแนะแนวทางการรับมือว่า ในภาวะที่รัฐบาลยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้ ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว ดังนี้
บริหารสภาพคล่อง : สำรองเงินสดรับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจพุ่งขึ้น 20-30%
ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน : ผู้นำเข้าควรทำ hedging ป้องกันบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์
ชะลอการก่อหนี้ : ภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องระมัดระวังการสร้างหนี้ใหม่เพื่อรักษาสถานะทางการเงินในภาวะเศรษฐกิจซบเซา
“เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและการปลดล็อกงบประมาณ คือตัวแปรเดียวที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางไม่ให้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับชาติ” ดร.อมรเทพระบุในบทวิเคราะห์