Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
10 ปีค่าแรงไทยโตแค่1.7% เงินเฟ้อไล่ทัน เก็บออมลำบาก กำลังซื้อรากหญ้าหด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

10 ปีค่าแรงไทยโตแค่1.7% เงินเฟ้อไล่ทัน เก็บออมลำบาก กำลังซื้อรากหญ้าหด

1 พ.ค. 69
16:12 น.
แชร์

ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย ทั้งในฐานะเครื่องมือคุ้มครองแรงงาน กลไกพยุงกำลังซื้อของประชาชนฐานล่าง และนโยบายที่มีน้ำหนักทางการเมืองสูง เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับรายได้ของแรงงานจำนวนมากทั่วประเทศ

แม้ในเชิงตัวเลข ค่าจ้างขั้นต่ำไทยจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดสิบปีที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาพที่ปรากฏกลับสะท้อนว่าแรงงานไทยกลับไม่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานในช่วงปี 2558-2568 ระบุว่า ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 1.70% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.04% ต่อปี ทำให้ส่วนต่างของรายได้จริงที่แรงงานได้รับเพิ่มขึ้นมีค่อนข้างจำกัด ยิ่งเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่อยู่อาศัย รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รายได้แท้จริงของแรงงานจำนวนมากในระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาจึงแทบไม่ได้ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ฺBnomics แพลตฟอร์มให้ความรู้และวิเคราะห์ประเด็นเศรษฐกิจและสังคมจากธนาคารกรุงเทพมองว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหลายช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงการ “ไล่ตาม” กำลังซื้อที่หายไปจากค่าครองชีพ มากกว่าจะเป็นการสร้างฐานรายได้ใหม่ที่ช่วยยกระดับชีวิตแรงงานอย่างแท้จริง แรงงานจำนวนมากยังมีรายได้เพียงพอสำหรับประคองชีวิตในแต่ละเดือน แต่ไม่มากพอสำหรับการออม การลงทุนในทักษะ หรือการสร้างความมั่นคงระยะยาวให้ครอบครัว

นี่จึงเป็นภาพสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจรากหญ้าของไทยที่ยังเปราะบาง ภายใต้ภาวะที่แรงงานจำนวนมากยังอยู่ในสภาพ “พออยู่ได้ แต่ไปต่อยาก” และทำให้โจทย์เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้หยุดอยู่แค่การปรับตัวเลขรายวันเท่านั้น แต่เชื่อมโยงไปถึงคำถามใหญ่กว่า คือ เศรษฐกิจไทยจะสร้างโอกาสในการยกระดับรายได้ทั้งระบบได้อย่างไรในระยะยาว

300 บาทที่หยุดนิ่ง กับกำลังซื้อที่ค่อย ๆ ถูกกัดกร่อน

จุดเปลี่ยนสำคัญของค่าจ้างขั้นต่ำไทยเกิดขึ้นในปี 2555 เมื่อมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นมาตรการสำคัญในการยกระดับรายได้ขั้นต่ำของแรงงาน และสร้างหลักประกันพื้นฐานให้กับผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ นโยบายดังกล่าวช่วยยกระดับรายได้เชิงตัวเลขของแรงงานจำนวนมาก และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการถกเถียงเรื่องค่าแรงของไทยนับจากนั้นเป็นต้นมา

แต่ปัญหาเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อค่าจ้างระดับ 300 บาทต่อวันถูกตรึงไว้ต่อเนื่องหลายปี ขณะที่ค่าครองชีพไม่ได้หยุดนิ่งตามไปด้วย ค่าอาหารที่เพิ่มขึ้นครั้งละไม่กี่บาท ค่าเดินทางที่แพงขึ้น ค่าเช่าห้องที่ไม่เคยลดลง และภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นในครัวเรือน ล้วนค่อย ๆ กัดกร่อนกำลังซื้อของแรงงานแบบเงียบ ๆ

ผลที่เกิดขึ้นคือ แรงงานยังสามารถดำรงชีวิตได้ แต่ความยืดหยุ่นทางการเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง รายได้ที่เคยพอใช้เริ่มตึงมือมากขึ้น ความสามารถในการออมลดลง และความมั่นคงในชีวิตถดถอยลงโดยไม่เกิดวิกฤตเฉียบพลันให้เห็นชัดในทันที นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจฐานล่างที่สะสมมานานก่อนจะถูกเร่งให้รุนแรงขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพสูง

ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น คือการชดเชยกำลังซื้อที่เสียไปในอดีตมากกว่าสร้างอนาคต

รายงานจาก Bnomics ระบุว่า เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำเริ่มถูกปรับเพิ่มขึ้นในระยะหลัง ภาพรวมอาจดูเหมือนเป็นทิศทางเชิงบวก เพราะตัวเลขรายได้ขั้นต่ำขยับสูงขึ้นจากเดิม แต่เมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน จะเห็นว่าการปรับขึ้นค่าแรงหลายครั้งเป็นเพียงการ “ไล่ตาม” กำลังซื้อที่สูญเสียไปแล้ว มากกว่าจะเป็นการสร้างฐานรายได้ใหม่ที่ช่วยให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างแท้จริง

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้แรงงานจำนวนมากรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่เพียงช่วยไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงเร็วเกินไป รายได้ที่เพิ่มขึ้นถูกกลืนไปกับค่าใช้จ่ายประจำวันที่สูงขึ้น จึงทำให้แรงงานจำนวนมากยังรู้สึกว่าชีวิตตึงมือ แม้ตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำจะสูงกว่าสิบปีก่อนก็ตาม

สถานการณ์ยิ่งชัดเจนในช่วงการระบาดของ COVID-19 และช่วงที่ค่าครองชีพปรับตัวรุนแรง แรงงานระดับค่าจ้างขั้นต่ำแทบไม่มี “กันชน” ทางเศรษฐกิจมากพอรองรับแรงกระแทกจากรายได้ที่ลดลง งานที่ไม่มั่นคง หรือราคาสินค้าและบริการจำเป็นที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ปัญหาปากท้องจึงไม่หยุดอยู่ที่รายจ่ายรายวัน แต่เชื่อมโยงไปถึงภาระหนี้ครัวเรือน ความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย และข้อจำกัดในการยกระดับชีวิตในระยะยาว

ค่าแรงไทยโตไม่เท่ากัน เมืองใหญ่ขึ้นไว ค่าแรงชายแดนใต้ยังรั้งท้าย

นอกจากนี้ ผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน เพราะแรงงานในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพ รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกัน

เมื่อพิจารณารายภาคในช่วงเฉลี่ย 11 ปี พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นพื้นที่ที่ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด โดยค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.30% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.11% ต่อปี สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพและความเข้มข้นของกิจกรรมเศรษฐกิจในเขตเมืองใหญ่ รองลงมาคือภาคกลาง ซึ่งค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.93% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.03% ต่อปี

ภาคใต้มีค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.71% ต่อปี ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยประเทศ ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.02% ต่อปี ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นสองภูมิภาคที่ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นช้าที่สุด โดยภาคเหนือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.56% ต่อปี และเงินเฟ้อ 1.00% ต่อปี ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 1.57% ต่อปี และเงินเฟ้อ 0.98% ต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ของตลาดแรงงานไทย ซึ่งพื้นที่เศรษฐกิจหลักและเมืองอุตสาหกรรมมีแรงส่งต่อค่าจ้างสูงกว่าพื้นที่ชนบทและจังหวัดชายแดน

สำหรับค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัดปี 2568 กลุ่มจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน ได้แก่ กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ภูเก็ต ระยอง และสุราษฎร์ธานีเฉพาะอำเภอเกาะสมุย ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งศูนย์กลางธุรกิจ เมืองอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก และเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ ขณะที่เชียงใหม่เฉพาะอำเภอเมือง และสงขลาเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ อยู่ที่ 380 บาทต่อวัน สะท้อนบทบาทของเมืองหลักภูมิภาคที่มีต้นทุนชีวิตและกิจกรรมเศรษฐกิจสูงกว่าจังหวัดโดยรอบ

ในทางกลับกัน กลุ่มจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำสุดในปี 2568 อยู่ที่ 337 บาทต่อวัน ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ซึ่งเป็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามด้วยกลุ่มจังหวัดที่อยู่ที่ 345 บาทต่อวัน ได้แก่ ตรัง น่าน พะเยา และแพร่ ความต่างระหว่างระดับสูงสุด 400 บาทกับต่ำสุด 337 บาท คิดเป็นช่องว่าง 63 บาทต่อวัน หรือราว 18.7% เมื่อเทียบกับฐานค่าจ้างต่ำสุด แสดงให้เห็นว่าแรงงานไทยในแต่ละพื้นที่ยังเผชิญฐานรายได้ไม่เท่ากัน

หากคำนวณในเชิงรายเดือนแบบคร่าว ๆ โดยสมมติทำงาน 26 วันต่อเดือน แรงงานในพื้นที่ค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุด 400 บาทต่อวัน จะมีรายได้ขั้นต่ำประมาณ 10,400 บาทต่อเดือน ขณะที่แรงงานในพื้นที่ค่าจ้างต่ำสุด 337 บาทต่อวัน จะมีรายได้ประมาณ 8,762 บาทต่อเดือน ส่วนต่างอยู่ที่ราว 1,638 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มีนัยสำคัญต่อครัวเรือนรายได้น้อย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่พัก และภาระหนี้ครัวเรือน

โจทย์ใหญ่กว่าค่าแรง คือการยกระดับรายได้ทั้งระบบ

ฺืBnomics ระบุว่า ข้อมูลค่าจ้างขั้นต่ำตลอดสิบปีสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของแรงงานไทยไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงต่ำเพียงด้านเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบรายได้ทั้งระบบ รายได้ในรูปตัวเงินเพิ่มขึ้นช้า เฉลี่ยเพียงราว 1.7% ต่อปี ขณะที่รายได้แท้จริงเมื่อหักผลของค่าครองชีพแล้วเพิ่มขึ้นต่ำมาก หรือในหลายช่วงแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย

แรงงานจำนวนมากจึงติดอยู่ในสภาวะที่สามารถประคองชีวิตปัจจุบันได้ แต่ขยับไปสู่อนาคตที่มั่นคงได้ยาก ค่าแรงขั้นต่ำทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับขั้นต่ำทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สามารถเป็นบันไดสำหรับการยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิต และโอกาสทางเศรษฐกิจของแรงงานได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ควรขึ้นค่าแรงหรือไม่” แต่คือควรขึ้นอย่างไร เพื่ออะไร และจะเชื่อมโยงกับการยกระดับผลิตภาพแรงงาน การพัฒนาทักษะ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และความแตกต่างของค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่อย่างไร 

หากนโยบายค่าจ้างยังเป็นเพียงการปรับตัวเลขเพื่อตอบแรงกดดันเฉพาะหน้า โดยไม่เชื่อมกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กว้างกว่า ไทยก็อาจติดอยู่กับวงจรเดิม คือขึ้นค่าแรงเพื่อชดเชยกำลังซื้อที่หายไป แต่ไม่สามารถสร้างอนาคตใหม่ให้แรงงานได้จริง

สิบปีของค่าจ้างขั้นต่ำไทยจึงบอกเราว่า การขยับตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาปากท้องของแรงงานในระยะยาว ค่าจ้างขั้นต่ำควรถูกมองมากกว่าอัตราทางกฎหมาย แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ตอบคำถามใหญ่กว่า นั่นคือประเทศไทยจะสร้างเศรษฐกิจรากหญ้าที่มั่นคง เป็นธรรม และเปิดทางให้แรงงานเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงพออยู่รอดในแต่ละวันเท่านั้น


แชร์
10 ปีค่าแรงไทยโตแค่1.7% เงินเฟ้อไล่ทัน เก็บออมลำบาก กำลังซื้อรากหญ้าหด