Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
SCG เผยแผนร่วมทุน PTTGC เสริมแกร่งธุรกิจ ลดเสี่ยงขาดแคลนเม็ดพลาสติก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

SCG เผยแผนร่วมทุน PTTGC เสริมแกร่งธุรกิจ ลดเสี่ยงขาดแคลนเม็ดพลาสติก

30 เม.ย. 69
18:20 น.
แชร์

เป็นความเคลื่อนไหวสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยที่สร้างความฮือฮาและถูกจับตามองอย่างมาก เมื่อเอสซีจีเปิดเผยแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในเครือ ปตท. ผนึกกำลังสองบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับต้นของประเทศ

ในการแถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ผู้บริหารเอสซีจีเปิดเผยว่า แผนดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผนระยะ 2 ปีของเอสซีจี โดยจะศึกษาการร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยของ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) กับ PTTGC เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย

เผยรายละเอียดแผนร่วมทุน SCGC - PTTGC

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า การเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) เป็นหนึ่งแผนงานสำคัญใน ‘แผนระยะ 2 ปี’ ของเอสซีจี โดยได้ประกาศการลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

ทั้งนี้ การศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก

ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ชี้แจงรายละเอียดว่า การศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC เพื่อเสริมความมั่นคงของซัพพลายเชน โดยแนวทางคือการนำสินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟินส์ของทั้งสองบริษัทในประเทศไทยมารวมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ โดยไม่กระทบโครงสร้างหลักของบริษัทเดิม

ศักดิ์ชัยกล่าวว่า แนวคิดการร่วมทุนดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่มีการพิจารณามาก่อนหน้านี้ จากมุมมองที่ว่า เศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมต้นน้ำที่แข็งแกร่ง ซึ่งโอเลฟินส์เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ขณะที่ด้านการแข่งขัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยปกติแล้วอยู่ในภาวะอุปทานล้นตลาด และเผชิญการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง มีผู้เล่นรายใหม่เพิ่มขึ้น วัฏจักรธุรกิจสั้นลง ประกอบกับการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศ แต่เป็นการแข่งขันกับผู้ผลิตจากต่างประเทศในตลาดโลก

ดังนั้น การรวมกันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ และสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุดที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตเม็ดพลาสติก เป็นปัจจัยที่ทำให้เร่งการศึกษาการร่วมทุนนี้

สำหรับคำถามว่า มีปัจจัยอะไรบ่งชี้ว่าการร่วมทุนนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่ง ศักดิ์ชัยอธิบายว่า PTTGC เป็นบริษัทในเครือ ปตท. มีความแข็งแกร่งด้านต้นน้ำ ทั้งมีโรงกลั่นน้ำมัน ห่วงโซ่การผลิตที่ต่อเนื่อง และความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรจากทั่วโลก ขณะที่เอสซีจี เคมิคอลส์ มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายทาง มีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) และตลาดที่หลากหลาย

การผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ซึ่งฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบต้นน้ำ และอีกฝ่ายเด่นด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาด จะเสริมความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพของธุรกิจโอเลฟินส์ และจะมีส่วนเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์คับขันอย่างสถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับผลิตเม็ดพลาสติก หากธุรกิจผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกแข็งแกร่งมีเสถียรภาพ สามารถผลิตเม็ดพลาสติกได้โดยไม่ขาดแคลน อุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดพลาสติกก็จะแข็งแรงมั่นคงตามไปด้วย และจะส่งผ่านความแข็งแกร่งไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จนถึงผู้ใช้ปลายทางที่จะไม่ต้องรับผลกระทบจากการขาดแคลนพลาสติก

ทั้งนี้ ผลการศึกษาการร่วมทุนจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยระหว่างนี้ ทั้งสองบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างเป็นอิสระต่อกัน

สำหรับระยะเวลา คาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จในอีก 5 เดือนข้างหน้า (ปลายไตรมาส 3 ปี 2569) แล้วหากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้าการร่วมทุน จะต้องใช้เวลาสำหรับเตรียมการ ขออนุญาต และจัดตั้งบริษัทใหม่ อีกไม่ต่ำกว่า 1 ปี อาจจะประมาณ 12-13 เดือน รวมกระบวนการคาดว่าไม่ต่ำกว่า 17 เดือน

ด้านสัดส่วนการถือหุ้น เป็นไปตามอัตราส่วนมูลค่าทรัพย์สินของแต่ละฝั่ง ทั้งนี้ มูลค่าทรัพย์สินไม่ได้พิจารณาจากมูลค่าตามบัญชี (book value) แต่จะประเมินตามความสามารถในการทำกำไรของสินทรัพย์

ด้านกำลังการผลิตหลังการรวมกัน จะมีกำลังการผลิต PE และ PP รวม 6 ล้านตันต่อปี และจะมีส่วนแบ่งตลาด PP ในประเทศประมาณ 25% ส่วน PE จะครองส่วนแบ่งตลาดเกิน 60% อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะไม่มีอำนาจเหนือตลาด เพราะเป็นสินค้าที่กำหนดราคาขายเองไม่ได้ ต้องขายตามราคาตลาด ซึ่งถูกกำหนดโดยปริมาณการซื้อขายในภูมิภาค

ผลงาน Q1/69 Adjusted Cash EBITDA 14,929 ล้าน

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) มีกำไร 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขาย 123,327 ล้านบาท

แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันราคาพลังงานและวัตถุดิบให้ผันผวน และคาดว่าจะยืดเยื้อ แต่เอสซีจีเริ่มดำเนิน ‘กลยุทธ์เชิงรุก’ ตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถ ‘ตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน’ และ ‘คุมสถานการณ์ได้จริง’ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กลยุทธ์เชิงรุกของเอสซีจี ประกอบด้วย ‘แผนระยะสั้น’ บริหารความเสี่ยงโดยการตั้ง ‘Daily War Room’ และ ‘แผนระยะ 2 ปี (2569-2570)’ ที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง PTTGC และ SCGC

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม

สำหรับรายละเอียด ‘กลยุทธ์เชิงรุก’ ประกอบด้วย ‘แผนระยะสั้น’ ที่เน้นปรับตัว ‘เข้มข้น’ ทันท่วงที โดย

1. บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’ รวมศูนย์ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้าน นำข้อมูลรายวันมาหาโซลูชันที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการ ‘เร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น’ ทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชน ให้ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการเดินหน้าส่งมอบสินค้าที่ลูกค้าไม่สามารถซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นได้ เช่น สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

2. บริหารต้นทุนพลังงาน เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน โดย ‘เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและใช้พลังงานทางเลือก’ และ ‘เพิ่มการใช้รถ EV ขนส่งสินค้า’ ประกอบกับ ‘การมีโรงงานผลิตสินค้ากระจายทั่วประเทศ’ ช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ดี

3. รักษาวินัยทางการเงิน ‘เข้มข้น’ ซึ่งผลจากการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไรช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง แต่ยังควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ได้ที่ 5,482 ล้านบาท ทำให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.0 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า สถานะการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 67,137 ล้านบาท

สำหรับ ‘แผนระยะ 2 ปี’ (2569-2570) เน้น ‘สร้างกล้ามเนื้อ’ ยกระดับความสามารถการแข่งขัน เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรม ‘แข็งแกร่ง’ ในระยะยาว โดย

1. ใบริหารความได้เปรียบจาก ‘การมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน’ (Regional Optimization) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต ด้วยการ ‘รวมศูนย์การผลิต’ และ ‘ใช้ Robotics & Automation’ ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า รวมทั้งการ ‘บริหารต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ’ คาดว่าช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท ส่วน ‘โครงการ LSPE’ เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม เมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน คาดว่าช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท

2. ผลักดัน ‘สินค้ากรีน – สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า – สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง’ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า พร้อมเพิ่มอัตราส่วนของกำไรต่อรายได้ให้ธุรกิจ

3. เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC โดยได้ประกาศการลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก

4. ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ‘SCG Cleanergy’ ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานทางเลือกของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนและความผันผวนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

ผลงาน Q1/69 แยกรายธุรกิจ

ผลประกอบการและการดำเนินงานสำคัญในไตรมาส 1 ปี 2569 รายธุรกิจของเอสซีจี มีดังนี้

1. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้แรงหนุนจากตลาดในภูมิภาคอาเซียนและโครงการภาครัฐ

เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ กำไร 2,136 ล้านบาท

  • เร่งขยาย “ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ” เข้าถึงตลาดในประเทศกว่า 80% พร้อมส่งออกต่างประเทศต่อเนื่อง
  • มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ยกระดับคุณภาพงานก่อสร้าง ลดระยะเวลาการทำงาน เพิ่มความทนทาน เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้าระยะยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น กลุ่มสินค้า CPAC Super, Extras และ Advance Series
  • ใช้พลังงานทางเลือก ทั้งเชื้อเพลิงชีวมวล เชื้อเพลิงจากขยะ และพลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนได้กว่า 444 ล้านบาท
  • ใช้รถไฟฟ้า EV Mining Truck ในเหมืองปูนซีเมนต์เป็นรายแรกของไทย และทดลองขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จด้วยรถโม่พลังงานไฟฟ้า CPAC EV Mixer Truck ให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง

เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล กำไร 804 ล้านบาท

  • เร่งผลักดันสินค้า SVP ที่ตอบโจทย์กำลังซื้อผู้บริโภค สร้างรายได้กว่า 993 ล้านบาท จากกลุ่มสินค้าหลังคา บอร์ด ไม้สังเคราะห์ ฉนวนกันความร้อน และกระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น
  • มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น กระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น เอสซีจี รุ่นคอมฟอร์ท
  • เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตต่อเนื่อง ด้วย Lean Automation, AI และใช้วัตถุดิบทดแทนที่มีคุณภาพในการผลิต แต่ยังคงคุณภาพสินค้าได้ตามมาตรฐาน

เอสซีจี เดคคอร์ กำไร 247 ล้านบาท เน้นเดินหน้ากลยุทธ์ Regional optimization เพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาว ผ่าน ‘โครงการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน ในเวียดนาม’ เตรียมพร้อมเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักในภูมิภาค อีกทั้ง ‘โครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลน และเพิ่มสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ในไทย’ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำกำไร และแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น

2. ธุรกิจเคมิคอลส์ สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตในเอเชียและตะวันออกกลางลดกำลังการผลิตและอัตราการเดินเครื่องจักรราว 46 ล้านตัน หรือประมาณ 20% ของกำลังการผลิตเอทิลีน ทำให้อุปทานในตลาดลดลง ด้วยปัจจัยด้านต้นทุนและอุปทานดังกล่าว ส่งผลให้ราคาพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

เอสซีจีซี กำไร 1,078 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชี ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีสูงขึ้น และส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเอสซีจีซีเร่งเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่อเนื่องเพื่อรับมือความผันผวนของการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในตะวันออกกลาง การบริหารจัดการวัตถุดิบและแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งส่งมอบสินค้าโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อลดผลกระทบในห่วงโซ่อุปทานให้น้อยที่สุด ควบคู่การผลักดันสินค้า HVA สู่ตลาดเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดจะมีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงาน LSP ในเวียดนาม ชั่วคราวเพิ่มเติม หลังจากหยุดการเดินโรงงาน ROC ในไทย ชั่วคราวไปก่อนหน้านี้ จากการจัดหาวัตถุดิบที่มีข้อจำกัด เอสซีจีซีจะใช้เวลาดังกล่าวดำเนินการซ่อมบำรุงและเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ซึ่งล่าสุดคืบหน้า 54% ให้โรงงานและเครื่องจักรพร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน เพื่อสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวให้ธุรกิจต่อไป

ทั้งนี้ นอกจากการหยุดเดินโรงงานชั่วคราว 2 แห่ง (LSP และ ROC) การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่น ๆ ยังดำเนินการตามปกติ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC

3. ธุรกิจแพคเกจจิ้ง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง

เอสซีจีพี กำไร 1,566 ล้านบาท จากธุรกิจในอินโดนีเซียที่ฟื้นตัวจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน และจากแรงหนุนของการอุปโภคบริโภคในประเทศกลุ่มอาเซียน โดยเอสซีจีพีมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และเดินหน้าบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม

4. ธุรกิจพลังงานสะอาด

เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ มีกำลังการผลิตสะสมของโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 141 เมกะวัตต์ จากการบริหารจัดการเชิงรุก โดยปรับกระบวนการพัฒนาโครงการให้กระชับและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขนาดใหญ่ได้ตามแผน เช่น โครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐ (CMT1) รวมถึงโครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนอย่างบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

“แม้ความผันผวนทั้งในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง เอสซีจีจะยังเดินหน้ารักษาวินัยการเงินอย่าง ‘เข้มข้น’ และ เร่ง ‘เสริมแกร่ง’ ขีดความสามารถทางการแข่งขันของทุกธุรกิจให้ ‘เข้มแข็ง’ ตลอดจนติดตามสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวเชิงรุกทุกด้านให้พร้อมสู้ทุกความท้าทาย มั่นใจว่าสถานะทางการเงินบริษัทฯ ยัง ‘แข็งแกร่ง’ มีเงินสดในมือเพียงพอ และสามารถเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวปิดท้าย

แชร์
SCG เผยแผนร่วมทุน PTTGC เสริมแกร่งธุรกิจ ลดเสี่ยงขาดแคลนเม็ดพลาสติก