
วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี วันแรงงาน วันหยุดของคนทำงานในฐานะผู้ใช้แรงงาน…ซึ่งต้องยอมรับว่าคนทำงานในยุคนี้เผชิญความท้าทายรอบด้าน มากกว่าการทำงานเมื่อ 10 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด “การตกงาน” อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราได้ง่ายกว่าในอดีตมาก เพราะธุรกิจและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา คำถามสำคัญวันนี้จึงอาจไม่ใช่ คุณยังมีงานทำอยู่หรือไม่ ? แต่เปลี่ยนเป็น คุณเตรียมพร้อมทางการเงินหรือยัง? ที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ “ไม่ว่าคุณจะมีงานทำหรือไม่มีงานทำก็ตาม”
SPOTLIGHT นำเสนอบทความการเงินที่เป็นประโยชน์ จากเคทีซี หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ทั้งแรงงานและนายจ้างต่างกำลังเผชิญอยู่ รวมทั้งคำแนะนำในการปรับตัว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมทางการเงินของแรงงานในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ
แม้ภาพรวมตลาดแรงงานไทยยังดูแข็งแรงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่อัตราว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำไม่ได้แปลว่าความกังวลของคนทำงานจะลดลงตามไปด้วย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าอัตราว่างงานไทยอยู่ที่ 1.0% ในไตรมาส 3 ปี 2567 และ 0.9% ในเดือนมีนาคม 2568 สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังมีงานทำอยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่และค่าครองชีพที่ยังกดดัน ทำให้ความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนไทยยังเป็นโจทย์สำคัญ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.5% ซึ่งชะลอลงจากปีก่อน และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.3%
โจทย์ของมนุษย์เงินเดือนในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ตกงาน” แต่คือการอยู่กับรายได้ประจำท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ภาระหนี้ครัวเรือน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่โตช้ากว่าที่หลายคนคาดหวัง ภาพนี้ทำให้คำว่า “ความเปราะบางทางการเงิน” กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น แม้ในกลุ่มคนที่ยังมีงานประจำและรายได้สม่ำเสมอก็ตาม
ในบริบทเช่นนี้ สิ่งที่คนทำงานต้องบริหารอาจไม่ใช่แค่รายรับรายจ่ายรายเดือน แต่รวมถึง “ความสามารถในการตั้งรับ” เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะในโลกการทำงานยุคใหม่ ความมั่นคงไม่ได้วัดจากการมีงานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าระบบการเงินส่วนบุคคลแข็งแรงพอหรือไม่เมื่อรายจ่ายมาเร็วกว่ารายได้ หรือเมื่อแผนชีวิตต้องเปลี่ยนกะทันหัน
สำหรับเคทีซี ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าคนทำงานยุคนี้ต้องการเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นมากกว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาวินัยเครดิต การจัดการกระแสเงินสดให้ดีขึ้น หรือการใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินเพื่อพัฒนาทักษะของตนเองในระยะยาว
วันแรงงานปี 2569 จึงอาจไม่ใช่เพียงวันแห่งการตระหนักถึงคุณค่าของแรงงานในระบบเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นจังหวะสำคัญให้คนทำงานกลับมาทบทวนว่า นอกจากความมั่นคงของงานแล้ว ตนเองได้สร้าง “ความมั่นคงทางการเงิน” ไว้มากพอแล้วหรือยัง เพราะในโลกที่ความเสี่ยงไม่ได้มาในรูปแบบเดิมเสมอไป คนที่พร้อมกว่าอาจไม่ใช่คนที่มีรายได้สูงที่สุด แต่คือคนที่จัดการเงินของตัวเองได้ยืดหยุ่นที่สุด
เมื่อพูดถึงวันแรงงาน เรามักนึกถึง “คนทำงาน” เป็นอันดับแรกเสมอ แต่ยังมีคนอีกกลุ่มที่กำลังทำงานไม่ต่างกันเพียงแค่ไม่ได้ถูกเรียกว่าลูกจ้าง พวกเขาคือคนที่ต้องคิดอยู่เสมอว่าธุรกิจที่ทำอยู่จะเดินต่อไปอย่างไร เพราะในโลกความเป็นจริงสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องรับมือไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือความต่อเนื่องของรายได้ที่ไม่มีสูตรตายตัว บางวันขายดี บางวันเงียบ บางช่วงคนเข้าร้านเยอะแต่การตัดสินใจซื้อกลับลังเล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ขายได้ไหมแต่คือรายได้จะเกิดขึ้นได้สม่ำเสมอแค่ไหน
ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเมื่อธุรกิจ SME กว่า 3.2 ล้านรายในไทย ซึ่งคิดเป็น 99.5% ของวิสาหกิจทั้งหมด กำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “ฟื้นแต่ยังเปราะบาง” โดยสร้างการจ้างงานประมาณ 70% ของแรงงานทั้งประเทศ และมีสัดส่วนต่อ GDP ราว 35% หรือคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งประเทศ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แค่บอกว่า SME มีจำนวนมากแค่ไหน แต่กำลังชี้ให้เห็นว่าความไม่แน่นอนนี้ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง หากเป็นสภาพจริงของทั้งระบบเศรษฐกิจ
เมื่อรายได้ไม่แน่นอน สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่ความกดดันแต่คือการตัดสินใจที่ไม่มีสูตรสำเร็จในทุกวันว่าจะเดินหน้าต่อหรือหยุดรอดูสถานการณ์ จะเพิ่มต้นทุนเพื่อรักษามาตรฐานหรือประคองให้ผ่านช่วงที่ยังไม่แน่ใจ ในขณะที่คนทำงานอาจกังวลว่าเงินเดือนจะพอใช้ถึงสิ้นเดือนหรือไม่ คนจ้างกลับต้องคิดไกลกว่านั้น เพราะสิ่งที่เขาดูแลไม่ใช่แค่รายได้ของตัวเองแต่คือทั้งระบบที่ต้องเดินต่อให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนพนักงาน ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกวัน การเป็นนายจ้างจึงไม่ใช่เรื่องของอำนาจ แต่เป็นความรับผิดชอบที่ไม่มีวันหยุด
ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเอาตัวรอดด้วยการเริ่มปรับวิธีคิด จากการมองแค่ยอดขายวันนี้ไปสู่การออกแบบว่ารายได้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องได้อย่างไร หลายธุรกิจกลับมามองเส้นทางการซื้อของลูกค้าทั้งหมด ตั้งแต่การเห็นสินค้าไปจนถึงการจ่ายเงินว่ามีจุดไหนที่ทำให้ลูกค้าลังเลหรือหยุดอยู่กลางทาง
เคทีซีมองว่าการมีหลายช่องทางการขาย เช่น การขายผ่านหน้าร้านควบคู่กับออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย จะสร้างการมองเห็นของร้านค้าไปยังหลากหลายกลุ่ม หรือการให้ความสำคัญกับลูกค้าเดิม เช่น การสะสมแต้มเพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำจะยิ่งทำให้รายได้มีความต่อเนื่องมากขึ้น
รวมถึงการให้ความสำคัญกับช่วงสุดท้ายของการขายโดยเฉพาะขั้นตอนการรับเงิน เพราะต่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อแล้ว หากการจ่ายเงินไม่สะดวกพอ รายได้ก็อาจหลุดไปทันที การมีเครื่องมือที่ช่วยให้การรับเงินเกิดขึ้นง่ายและทันที ไม่ว่าจะเป็นการรองรับบัตรเครดิตหรือดิจิทัลเพย์เมนต์ที่ลูกค้าคุ้นเคย เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ธุรกิจรักษาความต่อเนื่องของรายได้ไว้ได้ เพราะในโลกที่การตัดสินใจเกิดขึ้นเร็ว ความพร้อมของธุรกิจก็ต้องเร็วพอจะรับโอกาสนั้นไว้เช่นกัน
วันแรงงานปีนี้ อาจไม่ใช่แค่วันที่พูดถึงคนทำงาน แต่เป็นวันที่ทำให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งว่าการทำให้ “งาน” เกิดขึ้นได้จริง ไม่ได้มีแค่คนที่ลงแรงทำ แต่ยังมีคนที่ต้องทำให้ทุกอย่างเดินต่อได้อยู่เบื้องหลัง เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน ทุกคนต่างกำลังพยายามรักษาสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบให้ไปต่อได้ คนที่จ้างงานก็เป็นคนทำงานอีกแบบหนึ่งที่ต้องเอาตัวรอดไม่ต่างกัน เพียงแค่สนามที่เขาอยู่ไม่ได้มีเงินเดือนเป็นหลักประกันแต่ต้องสร้างความต่อเนื่องนั้นขึ้นมาใหม่ในทุกวัน
ที่มา: เคทีซี