
กรณี MOU 44 ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลใจของประชาชน ต่อประเด็นอธิปไตยไทยในพื้นที่เกาะกูด หลังรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีนโยบายชัดเจนที่จะยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว โดยข้อตกลงดังกล่าวนับว่าเกี่ยวข้องโดยตรงต่อเส้นเขตแดนและยุทธศาสตร์การต่อสู้ของไทยที่มีต่อกัมพูชาในเรื่องเขตแดน
MOU 44 คือข้อตกลงที่ว่าด้วยการสำรวจและพัฒนาเขตไหล่ทวีปในทะเล ซึ่งเป็นการหาทางร่วมมือในพื้นที่ทับซ้อนทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาความไม่ชัดเจนของเส้นเขตก็ยังเป็นชนวนให้เกิดเหตุปะทะ อยู่บ่อยครั้ง
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 เม.ย. 2569 ณ กระทรวงการต่างประเทศ นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที - อธ. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายอังกูร กุลวานิช - รอธ. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และนายรัชภูมิ บุญรอด - รอธ. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ร่วมกันชี้แจงถึงการเดินหน้ายกเลิก MOU 44 โดยย้ำชัดว่า การยกเลิกในครั้งนี้ เป็นการ “ยกเลิกเพื่อเริ่มใหม่” เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชาใหม่ ภายใต้กรอบกฎหมายสากลอย่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังข้อตกลงเดิมไม่สามารถคลี่คลายปัญหาพื้นที่ทับซ้อนได้ตลอดกว่า 25 ปี
นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และมติของที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบแนวทางปรับกรอบการเจรจา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว
กระทรวงการต่างประเทศชี้ว่า MOU 44 ซึ่งเป็นข้อตกลงเพื่อเปิดการเจรจาเรื่องเขตแดนและการพัฒนาร่วม กลับนำไปสู่ภาวะชะงักงันยาวนาน โดยมีการประชุมร่วมเพียงไม่กี่ครั้ง และไม่เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือการที่ฝ่ายกัมพูชาให้ความสำคัญกับการพัฒนาร่วมด้านพลังงาน มากกว่าการปักปันเขตแดน ขณะที่ปัจจัยการเมืองภายในของทั้งสองประเทศก็ทำให้การเจรจาผันผวนต่อเนื่อง
รัฐบาลไทยจึงเห็นว่า ถึงเวลา “รีเซ็ต” กระบวนการใหม่ โดยหันไปใช้กรอบ UNCLOS ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นภาคี และมีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนในการระงับข้อพิพาท
ส่วนข้อกังวลด้านผลกระทบที่อาจส่งผลต่อการทำสัญญากับประเทศอื่น ๆ ตอนนี้ทางกระทรวงต่างประเทศกำลังเตรียมแผนเพื่อเจรจาชี้แจง และเน้นย้ำว่า จะไม่ส่งผลกระทบอย่างที่ประชาชนกังวลแน่นอน
การยกเลิก MOU 44 ถือเป็นการดำเนินการภายใต้หลักกฎหมายสนธิสัญญา ซึ่งสะท้อนแนวทางของ Vienna Convention on the Law of Treaties (VCLT) แม้ไทยและกัมพูชาจะไม่ได้เป็นภาคีโดยตรง แต่ถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ใช้บังคับได้
แนวทางการยกเลิกสามารถดำเนินการได้หลายกรณี เช่น
ในทางปฏิบัติ รัฐบาลต้องเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา ก่อนแจ้งฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยไม่จำเป็นต้องระบุฐานทางกฎหมายเฉพาะในการบอกเลิก
หลังการยกเลิก MOU 44 ไทยจะใช้กรอบ UNCLOS เป็นหลักในการเจรจา โดยเน้นการปักปันเขตแดนทางทะเลให้ได้ “ผลที่เป็นธรรม” โดยใช้แนวทางสากล เช่น การลากเส้นมัธยะ ปรับตามสถานการณ์พิเศษ และตรวจสอบความได้สัดส่วน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมระหว่างทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม แม้การเปลี่ยนกรอบจะเปิดทางใหม่ แต่รัฐบาลยอมรับว่ายังมีความท้าทาย ทั้งการต่อรองทางกฎหมายจากกัมพูชา ความเป็นไปได้ของการสร้างสถานการณ์ รวมถึงความจำเป็นในการรักษาบรรยากาศการเจรจา
ขณะเดียวกัน การสื่อสารต่อสาธารณะก็เป็นอีกโจทย์สำคัญ โดยต้องสร้างความเข้าใจว่า “ผลที่เป็นธรรม” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแบ่งครึ่ง 50/50 เสมอไป แต่ต้องเป็นผลลัพธ์ที่มีหลักกฎหมายรองรับ
ดังนั้น รัฐบาลย้ำว่า การยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่การยุติการเจรจา แต่คือการ “เริ่มต้นใหม่” บนพื้นฐานกฎหมายสากล เพื่อคลี่คลายปัญหาที่ค้างคามานาน