
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน - สหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ในระหว่างการเดินทางเยือนครั้งนี้ ตนเองได้มีโอกาสหารือทวิภาคี ร่วมกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา เพื่อพูดถึงการความสัมพันธ์ และก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งไทยยังต้องการเห็นการหยุดยิงที่มีความยั่งยืน และหวังว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถเดินหน้าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
นายสีหศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องการให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเขตร่วม หรือ JBC ไทย-กัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องรอการเตรียมการก่อน ทั้งองค์ประกอบคณะกรรมาธิการ JBC การประชุมเตรียมการก่อนการประชุม JBC อย่างเป็นทางการ และที่ฝ่ายไทยต้องการเห็นในเริ่มแรกก่อนคือ การสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการพูดคุย เช่น การมีความร่วมมือชายแดนมากขึ้น การส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งหากสามารถดำเนินการความมั่นคงและความร่วมมือชายแดน รวมถึงความสงบและมาตรการชายแดน เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจก็สามารถทำให้การประชุม JBC ที่จะมีขึ้น มีความคืบหน้าได้ พร้อมทั้งมองว่า ควรหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ซึ่งฝ่ายไทย มีความกังวลต่อการออกแถลงถ้อยแถลงต่าง ๆ ของฝ่ายกัมพูชาบนเวทีระหว่างประเทศ ที่สวนทางกับเจตนารมณ์ และความพยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง
นายสีหศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า ตนเองได้แจ้งให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ได้รับทราบว่า ประเทศไทยอยู่ระหว่างการยกเลิก MOU44 และในไม่ช้า จะมีการนำขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไทย รวมถึงจะมีหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติ พร้อมย้ำว่า การยกเลิก MOU44 ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกการเจรจา และฝ่ายไทย ยั่งมุ่งการเจรจา เลยใช้อนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลของสหประชาชาติ หรือ UNCLOS-1982 โดยมุ่งการปักปันเขตแดนทางทะเลก่อน ซึ่งจะมีความชัดเจนว่า เขตทับซ้อนอยู่ที่ใด ที่จะช่วยให้การเจรจาเขตทับซ้อนง่ายขึ้นด้วย
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศมีความกังวลต่อการยกเลิก MOU44 หรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า การยกเลิก MOU44 นี้ เพราะได้มีผลบังคับใช้มากว่า 20 ปีแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า จึงต้องหาแนวทางการเจรจาใหม่ คือ อนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS-1982 อย่างกับประเทศมาเลเซีย ที่มีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย ก็ไม่ได้มี MOU กับฝ่ายไทย และยังคงใช้การเจรจา จึงขอให้ประชาชนได้เข้าใจ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้กระทบต่อผลประโยชน์ประเทศไทย และพยายามหากรอบการเจรจาที่รักษาผลประโยชน์ประเทศไทยได้มากที่สุด
นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหภาพยุโรปครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งระเบียบโลกเดิมที่นานาประเทศเคยยึดมั่น กำลังถูกบั่นทอนจากมหาอำนาจฝ่ายเดียว ซึ่งทั้งอาเซียนและสหภาพยุโรป หวังเช่นกันว่า สงครามจะยุติโดยเร็ว และอาเซียนยังได้เรียกร้องทุกฝ่าย แก้ไขความขัดแย้งด้วยการทูต เพื่อนำไปสู่การยุติสงครามที่ยั่งยืน และมหาอำนาจขนาดกลาง จะต้องร่วมมือกันให้มากขึ้น เพื่อรักษาระเบียบโลก จึงเป็นเสมือนการกระตุ้นให้อาเซียนและสหภาพยุโรปกระชับความร่วมมือที่เน้นกติกา ซึ่งอาเซียนขณะนี้มีความสำคัญ จึงต้องกระชับความร่วมมือระหว่างอาเซียนให้มากขึ้น หันมามองพลังภายในของอาเซียน ทำให้ภูมิภาคมีความมั่นคง เพื่อสามารถอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้
ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ ยังได้หารือทวิภาคีกับนางกายา กัลลัส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือเพื่อรับมือต่อวิกฤตการณ์โลกรวมถึงยังได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐลัตเวียด้วย
Advertisement