Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
คนงานอาเซียนทนอยู่ตะวันออกกลางต่อแม้มีสงคราม กลัวอดมากกว่ากลัวระเบิด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

คนงานอาเซียนทนอยู่ตะวันออกกลางต่อแม้มีสงคราม กลัวอดมากกว่ากลัวระเบิด

24 เม.ย. 69
11:47 น.
แชร์

สงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบไปไกลเกินกว่าแนวรบ การปะทะระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะด้านความมั่นคงในภูมิภาคเท่านั้น หากยังค่อย ๆ ลุกลามเข้าสู่ชีวิตของแรงงานข้ามชาติจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกจำนวนมาก ซึ่งฝากความหวังทางเศรษฐกิจไว้กับตลาดแรงงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น แรงงานหลายพันคนต้องรีบเดินทางกลับประเทศ ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องชะลอแผนการเดินทางออกไปทำงาน ท่ามกลางคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป รายได้ของครัวเรือนในภูมิภาคนี้จะได้รับผลกระทบหนักเพียงใด

สำหรับหลายครอบครัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การออกไปทำงานในตะวันออกกลางไม่ใช่เพียงทางเลือกหนึ่งในชีวิต แต่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจครัวเรือน ในเมื่อโอกาสการจ้างงานในประเทศต้นทางยังมีจำกัด รายได้ที่ส่งกลับมาจากต่างแดนจึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อการดำรงชีพของคนที่อยู่ข้างหลัง

สงครามครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของแรงงานเท่านั้น หากยังเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่อาจย้อนกลับมากดดันประเทศผู้ส่งออกแรงงาน ผ่านยอดเงินโอนกลับประเทศที่ชะลอตัวลง อัตราการว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และกำลังซื้อในประเทศที่อาจอ่อนแรงลงตามมาในระยะถัดไป

ฟิลิปปินส์เสี่ยงรับแรงกระแทกหนักสุดจากเงินโอนที่อาจสะดุด

ในบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์ถูกประเมินว่าเป็นประเทศที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นแหล่งส่งออกแรงงานรายใหญ่ของภูมิภาค โดยมีสัดส่วนแรงงานที่เดินทางไปทำงานในตะวันออกกลางอยู่ในระดับสูง

ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานข้ามชาติฟิลิปปินส์ระบุว่า ณ เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีแรงงานฟิลิปปินส์ทำงานอยู่ในตะวันออกกลางราว 1.1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศทั้งหมดที่เดินทางโดยทางบก หากไม่นับรวมลูกเรือเดินสมุทร

นับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ทยอยอพยพแรงงานกลับประเทศแล้วอย่างน้อย 4,200 คน และยังคงต้องติดตามสถานการณ์ของลูกเรือชาวฟิลิปปินส์อีกราว 5,600 คนที่ยังติดค้างอยู่ในบริเวณอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน

ความเปราะบางของฟิลิปปินส์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนแรงงานที่มีอยู่ในภูมิภาคนี้เท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่บทบาทของเงินโอนกลับประเทศซึ่งมีน้ำหนักสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลกระบุว่า เงินโอนจากแรงงานในต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 8.7% ของจีดีพีฟิลิปปินส์ในปี 2567 นับเป็นอันดับสองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากติมอร์-เลสเต

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รายได้จากแรงงานในต่างแดนไม่ได้เป็นเพียงรายได้ที่หล่อเลี้ยงระดับครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในเสาค้ำสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศด้วย แม้ล่าสุดรัฐบาลฟิลิปปินส์จะรายงานว่า ยอดเงินโอนจากชาวฟิลิปปินส์ในต่างประเทศยังทรงตัวอยู่ที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ตัวเลขของเดือนมีนาคมยังไม่ได้รับการเปิดเผย ท่ามกลางการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่า รายได้ส่วนนี้มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในระยะต่อไป

หากเงินโอนกลับประเทศปรับลดลงจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงครัวเรือนของแรงงานข้ามชาติเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฟิลิปปินส์มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนออกมาเตือนว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอยู่แล้ว การชะลอตัวของเงินโอนกลับประเทศอาจยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และส่งผลให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งจากต้นทุนการครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น และรายได้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มลดลงในเวลาเดียวกัน

แรงงานส่วนใหญ่ยังเลือกอยู่ต่อ แม้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มสูง

แม้แรงงานบางส่วนจะตัดสินใจอพยพกลับประเทศ แต่แรงงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังคงเลือกอยู่ต่อ เพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจบีบให้พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก 

ในกรณีของไทย กระทรวงแรงงานระบุเมื่อปลายเดือนมีนาคมว่า มีแรงงานไทย 67 คนที่ถูกส่งกลับประเทศ และอีก 941 คนแสดงความประสงค์จะเดินทางกลับ แต่เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานไทยทั้งหมด 67,043 คนในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว คนส่วนใหญ่ยังตัดสินใจอยู่ทำงานต่อ

สถานการณ์ของอินโดนีเซียก็สะท้อนภาพคล้ายกัน รัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า มีชาวอินโดนีเซียราว 2,300 คนได้อพยพกลับจากจำนวนผู้ลงทะเบียนกับรัฐบาลทั้งหมด 32,000 คน ขณะเดียวกันยังเชื่อว่ามีแรงงานอีกจำนวนไม่น้อยที่ทำงานอยู่โดยไม่มีเอกสารถูกต้อง รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังพิจารณาระงับการส่งแรงงานไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง แต่ในระดับปัจเจก แรงงานจำนวนมากยังไม่พร้อมกลับบ้าน 

นามิตา ปุตรี ชาวอินโดนีเซียวัย 32 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในดูไบมา 6 ปี และทำงานเป็นนักบัญชีในบริษัทน้ำมัน ยอมรับว่ารู้สึกกังวล โดยเฉพาะหลังเหตุโจมตีด้วยโดรนในดูไบเมื่อเดือนก่อน แต่ก็ยังไม่มีแผนจะกลับจาการ์ตาในเร็ววัน เพราะมองว่าหากต้องย้ายออกจากดูไบ เธอก็ยังอยากทำงานในต่างประเทศต่อมากกว่ากลับไปทำงานที่อินโดนีเซีย

แรงงานจำนวนมากจึงอยู่ในภาวะที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยกับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายถิ่นจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศชี้ว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้แรงงานยังตัดสินใจอยู่ตะวันออกกล่งต่อ คือความจำเป็นในการส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัวที่บ้านเกิด 

เมื่อประเทศต้นทางยังไม่สามารถสร้างโอกาสงานที่เพียงพอ การทำงานในพื้นที่เสี่ยงจึงกลายเป็นต้นทุนที่หลายคนยอมรับ แม้ต้องแลกมาด้วยความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน

เศรษฐกิจอ่าวอาหรับเริ่มชะลอ ซ้ำเติมตลาดแรงงานและประเทศต้นทาง

นอกเหนือจากปัญหาความปลอดภัยแล้ว สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศอ่าวอาหรับเอง ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการจ้างงานโดยตรง ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภาคบริการและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบชัดเจนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวลงอย่างฉับพลัน รวมถึงการชะลอการจัดประชุมและอีเวนต์ต่าง ๆ 

ขณะเดียวกัน โครงการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานก็เดินหน้าช้าลง เพราะการระดมทุนจากภาครัฐและเอกชนสะดุดจากภาวะสงคราม สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียในอาบูดาบียังเปิดเผยว่า แรงงานอินโดนีเซียบางส่วนในภาคโรงแรมและบริการถูกเลิกจ้างแล้ว หลังอัตราการเข้าพักโรงแรมลดลง

สิ่งนี้หมายความว่า ต่อให้แรงงานยังตัดสินใจอยู่ต่อ รายได้ของพวกเขาก็อาจไม่มั่นคงเหมือนเดิม อีกทั้งเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่สงครามเริ่มต้นยังจะยิ่งกัดกร่อนมูลค่าของรายได้ที่ส่งกลับบ้าน ผู้เชี่ยวชาญในฟิลิปปินส์เตือนว่า แม้สงครามจะยุติลง การฟื้นตัวของภูมิภาคในระยะสั้นถึงกลางก็ยังต้องใช้เวลา นั่นทำให้ผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติและครอบครัวในประเทศต้นทางอาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่มีแนวโน้มยืดเยื้อออกไป ขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจตะวันออกกลางจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน

รัฐบาลฟิลิปปินส์พยายามเปิดทางเลือกใหม่ให้กับแรงงานของตน ด้วยการมองหาตำแหน่งงานกว่า 200,000 อัตราในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และทวีปอเมริกา เพื่อรองรับแรงงานกลุ่มที่อาจยังไม่สามารถเดินทางกลับไปยังตะวันออกกลางได้ในระยะเวลาอันใกล้ 

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนตลาดแรงงานปลายทางไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาทั้งในแง่ของภาษา วัฒนธรรม และระยะทาง ตลอดจนความเต็มใจของแรงงานเองที่จะเดินทางไปยังตลาดใหม่ซึ่งยังไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเอเชียกลาง ยุโรปตะวันออก แอฟริกา หรือภูมิภาคละตินอเมริกา

ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤติครั้งนี้กำลังตอกย้ำให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น แนบแน่นและเปราะบางมากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา 

ในเมื่อแรงงานข้ามชาติยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการสร้างรายได้ให้กับหลายประเทศ แรงสั่นสะเทือนทุกระลอกที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงในภูมิภาคนั้น หากยังส่งคลื่นย้อนกลับมายังฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย และประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านรายได้ที่ผันผวน ตลาดแรงงานที่เปราะบาง และเศรษฐกิจภายในประเทศที่ต้องแบกรับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา: Nikkei Asia



แชร์
คนงานอาเซียนทนอยู่ตะวันออกกลางต่อแม้มีสงคราม กลัวอดมากกว่ากลัวระเบิด