
ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่กำลังเดือดในตะวันออกกลาง หลายคนมีคำถามที่มาพร้อมกับความกังวลว่า สงครามนี้จะยืดเยื้อลากยาวขนาดไหน มีโอกาสจะลุกลามขยายวงเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือไปถึงขั้นสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และกระทบการลงทุนรุนแรงแค่ไหน ควรปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร
SPOTLIGHT จึงได้ชวนนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการลงทุน มาร่วมประเมินฉากทัศน์ความเป็นไปได้ของสงครามนี้ ว่าจะยืดเยื้อและขยายวงมากเพียงใด พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโลก และตอบคำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้ว่า ในภาวะที่ความเสี่ยงยังปกคลุมอยู่แบบนี้ ควรลงทุนอย่างไร ทองคำที่เป็นหลุมหลบภัยในยามสงครามซึ่งราคาพุ่งขึ้นมาแล้ว จะยังมีโอกาสพุ่งไปต่อได้อีกมากน้อยแค่ไหน ช้าเกินไปแล้วหรือยังที่จะเข้าซื้อในตอนนี้
ผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมตอบคำถามกับเรา ได้แก่ รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX และ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold)
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้หลายคนกังวลว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อและลุกลามกลายเป็นสงครามโลก แต่ รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ประเมินว่า สงครามนี้จะไม่นำไปสู่สงครามโลก เพราะการจะเป็นสงครามโลกได้ต้องมีประเทศขนาดใหญ่ทั้งรัสเซียและจีนเข้าร่วมด้วย แต่สงครามนี้ไม่มีเงื่อนไขหรือเหตุจูงใจให้รัสเซียและจีนเข้าร่วม
รศ. ดร.สมชายอธิบายว่า รัสเซียไม่ได้มองพื้นที่นี้เป็นผลประโยชน์หลัก อีกทั้งยังติดพันสงครามยูเครนซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนัก จึงไม่มีเหตุผลเปิดแนวรบใหม่ ส่วนจีนก็ไม่เคยมีนโยบายทำสงครามนอกประเทศ แม้ตะวันออกกลางสำคัญต่อการค้า การนำเข้าน้ำมันและก๊าซ แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นความมั่นคงที่สำคัญระดับเดียวกับเรื่องไต้หวัน อีกทั้งเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอ และยังเผชิญปัญหาภายในเรื่องกองทัพ จึงไม่มีความพร้อมในการเข้าสู่สงคราม ดังนั้น โอกาสที่จีนหรือรัสเซียจะเข้าร่วมจนกลายเป็นสงครามโลกจึงไม่มี
อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.สมชายเตือนว่า ความเสี่ยงที่จะขยายเป็นสงครามระดับภูมิภาคยังต้องจับตา เพราะอิหร่านพยายามกดดันประเทศกลุ่มอ่าวทั้งหก (บาห์เรน จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ไปจนถึงอิรักและจอร์แดน เพื่อให้ประชาชนในประเทศเหล่านั้นรู้สึกถึงผลกระทบและกดดันรัฐบาลของตน แต่จุดนี้เองที่อันตราย เพราะแทนที่ประเทศเหล่านี้จะเรียกร้องให้สหรัฐฯยุติสงคราม อาจกลับมองว่าถูกอิหร่านบีบให้ต้องเข้าร่วมสงคราม ทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้น
รศ. ดร.สมชาย ประเมินว่า สงครามนี้จะกินระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยจะไม่ยืดเยื้อนานเกิน 1 เดือน แม้สหรัฐฯ เตรียมการมาอย่างดี แต่ระบบสกัดขีปนาวุธของสหรัฐฯ ที่เตรียมไว้มีเพียงพอสำหรับรับมือได้เพียง 2-3 สัปดาห์ หากยืดเยื้อกว่านั้น อาจต้องดึงทรัพยากรจากเอเชียแปซิฟิกที่ใช้ป้องกันเกาหลีเหนือไปเสริม จึงมีแรงจูงใจให้เร่งเผด็จศึกภายในไม่กี่สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม การจัดการอิหร่านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลังถูกโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อิหร่านได้เร่งเตรียมความพร้อมด้านขีปนาวุธ และกระจายศูนย์การตัดสินใจ (decentralize) รวมถึงกระจายศูนย์ระบบขีปนาวุธ เพื่อให้แม้ผู้นำสูงสุดถูกโจมตีเสียชีวิตแล้ว แต่โครงสร้างการสั่งการโดยผู้นำด้านต่าง ๆ ยังดำเนินต่อได้ และหากคลังขีปนาวุธถูกทำลายก็จะไม่เสียหายทั้งหมด
ทั้งนี้ รศ. ดร.สมชายมองว่า ทางหนึ่งที่สงครามนี้จะจบลงได้ คือ สหรัฐฯ สามารถลดทอนศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่านลงจนร่อยหรอ ไม่เหลือขีดความสามารถพอที่จะต่อกร
ดร.สมชายวิเคราะห์ว่า เป้าหมายสูงสุดของสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่าน คือ ทำให้อิหร่านไม่สามารถผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ เป้าหมายที่สอง คือ หยุดการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอย่างฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส และฮูตี เป้าหมายที่สาม คือ ลดศักยภาพขีปนาวุธ และเป้าหมายที่สี่ คือ หลีกเลี่ยงการทำร้ายประชาชน หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมา คือ สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่าน
ฝั่งอิหร่านรู้ดีว่าศักยภาพทางทหารไม่สมส่วนกับสหรัฐฯ จึงเลือกยุทธศาสตร์ ‘สร้างต้นทุน’ ให้ฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชาวอเมริกัน เพื่อสร้างแรงกดดันภายในสหรัฐฯ การเพิ่มต้นทุนให้อิสราเอล รวมถึงโจมตีคลังน้ำมันและฐานทัพสหรับฯ ในประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงอิรัก และจอร์แดน เพื่อหวังให้ประเทศเหล่านี้กดดันรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ยุติการปฏิบัติการ ซึ่งนั่นคือความหมายของ ‘ชัยชนะ’ ในมุมของอิหร่าน
รศ. ดร.สมชายวิเคราะห์อีกว่า หากสหรัฐฯ ชนะในทางทหารแล้ว หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่ชัดเจนว่าจะกำหนดทิศทางการเมืองภายในอิหร่านได้หรือไม่ เพราะยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งสนับสนุนระบบเดิม หากเกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่ต้องการระบอบเดิมกับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ก็อาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง หรือหากมีการเลือกตั้งได้รัฐบาลที่ไม่ใช่สายเดิม ก็ยังไม่มีอะไรการันตีว่ารัฐบาลใหม่จะดำเนินตามแนวทางของสหรัฐฯ
“คำถามสำคัญ คือ จะเกิดอะไรต่อไปในอิหร่าน และสิ่งที่สหรัฐฯ อยากเห็นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะแม้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านถูกกำจัดแล้ว แต่กองทัพยังแข็งแกร่ง และประชาชนจำนวนไม่น้อยยังสนับสนุนระบอบการปกครองนี้ ต่างจากกรณีของเวเนซุเอลาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต่อต้านผู้นำ แล้วประชนฝั่งที่ต้านระบอบนี้จะกล้าออกมาต้านรัฐบาลได้อย่างไร ในเมื่อสหรัฐฯ ไม่ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไป จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร นี่เป็นคำถามที่ต้องติดตามกันต่อไป”
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX กล่าวว่า InnovestX ประเมินระดับสถานการณ์ไว้ 3 ซีนาริโอ ดังนี้
ซีนาริโอที่ 1 (ความเป็นไปได้ 30%) : สถานการณ์จำกัดวง ไม่ลุกลามไปประเทศอื่น และยุติได้ภายในสองสัปดาห์ ปัจจัยสำคัญคือ เมื่อผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตแล้ว ผู้นำระดับรองอาจชะลอท่าทีหรือยอมประนีประนอม ซึ่งเป็นภาพที่ทรัมป์ต้องการ และอาจลงเอยคล้ายกรณีเวเนซุเอลา
ในกรณีนี้ InnovestX คาดว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะสั้น ก่อนแนวโน้มเริ่มดีขึ้น หากมีคนกลางเข้ามาเจรจากับผู้นำใหม่ของอิหร่าน สถานการณ์จะคลี่คลายลง
เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจโตประมาณ 1.9% เงินเฟ้ออยู่ที่ราว 3% และมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดว่า GDP จะทรงตัวราว 1.7% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.3–0.5% อาจลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง และเงินบาทจะอ่อนเล็กน้อย เฉลี่ยราว 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ซีนาริโอที่ 2 (ความเป็นไปได้ 50%) : สงครามยืดเยื้อเกินสองสัปดาห์ แต่ไม่ลุกลามไปประเทศอื่น มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย แม้ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ส่งผลให้เรือไม่กล้าผ่าน
ภายใต้ซีนาริโอนี้ ราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้นไปอยู่ที่ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 2-3 เดือน เศรษฐกิจสหรัฐฯและไทยจะเริ่มชะลอ เงินเฟ้อสูงขึ้น และดอกเบี้ยที่เคยคาดว่าจะลดอาจลดไม่ได้ เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปที่ประมาณ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ การส่งออกอาจได้รับผลกระทบมากขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลง 3-4 ล้านคนจากประมาณการเดิม
ซีนาริโอที่ 3 (ความเป็นไปได้ 20%) : สถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นความเสี่ยงจากการที่อิหร่านยิงฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ เช่น อิสราเอล บาห์เรน ซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
หากประเทศในตะวันออกกลางส่งกำลังทหารและอาวุธเข้าร่วมรบ และกลุ่มติดอาวุธอย่างฮิซบอลเลาะห์และฮามาสเข้าร่วมรบในฝั่งอิหร่าน ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและคงอยู่ระดับนี้ในระยะยาว และสถานการณ์อาจยืดเยื้อเกิน 3 เดือน เงินเฟ้อสหรัฐอาจเกิน 4% ดอกเบี้ยที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะลดลงอาจกลับทิศต้องปรับขึ้น
เศรษฐกิจไทยที่เคยคาดว่าจะโต 1.7% อาจลดเหลือราว 1% หรือต่ำกว่านั้น อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย 0.25-0.5% เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปที่ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์ ภาคส่งออกอาจหดตัว -5% ถึง -6% และนักท่องเที่ยวอาจลดลงราว 10 ล้านคน จากเป้า 35 ล้านคน เหลือประมาณ 25 ล้านคน
สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ ดร.ปิยศักดิ์แนะนำแนวทางการลงทุนโดยอิงอยู่บน 3 ซีนาริโอที่ InnovestX ประเมิน ดังนี้
ซีนาริโอที่ 1 สงครามไม่ลุกลามและจบเร็ว : ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลงเร็วลงไปอยู่ที่ราว 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในภาพนี้ SET อาจตกใจระยะสั้น ดัชนีลดลง 15-50 จุด นักลงทุนต้องติดตามดูว่าจะมีจังหวะรีบาวนด์ขึ้นหรือไม่
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี มุมมองต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการเมืองดีขึ้น ทำให้ P/E ของ SET ขยับจาก 14-15 เท่าในปีก่อนหน้านี้ มาอยู่ที่ราว 16 เท่า ปัจจุบัน InnovestX ประเมินว่า หาก P/E อยู่ที่ 16 เท่า ดัชนีควรอยู่ที่ราว 1,530 จุด ขณะที่ตอนนี้ต่ำกว่า 1,500 จุดเล็กน้อย จึงมองว่า SET น่าจะแกว่งในกรอบประมาณ 1,500 จุด บวกลบ 30 จุด
กลยุทธ์การลงทุนภายใต้ซีนาริโอนี้ คือ เลือกหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันจำกัด เช่น ADVANC, TRUE, CPALL ส่วนผู้ที่ต้องการเก็งกำไรหุ้นพลังงานอาจเลือก PTTEP หรือ BCP แต่ต้องระวังแรงขายทำกำไรหากราคาน้ำมันปรับลงเร็ว
ซีนาริโอที่ 2 สงครามยืดเยื้อเกิน 2 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 3 เดือน และไม่ลุกลาม : ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจขึ้นไปแถว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดัชนี SET อาจปรับลง 50-75 จุด ในระยะสั้น P/E อาจลดมาอยู่ในช่วง 14-16 เท่า
กลยุทธ์การลงทุน ควรลดหุ้นที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน และเพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP, BCP, PTT รวมถึงหุ้นกลุ่มเดินเรืออย่าง TTA, PSL, PRM ซึ่งอาจได้ประโยชน์หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งจะทำให้ค่าระวางเรือสูงขึ้น
กรณีที่ 3 สงครามยืดเยื้อและลุกลาม : ตลาดอาจปรับลงแรง ดัชนี SET มีโอกาสลดลง 75-150 จุด แวลูเอชันอาจถูกปรับลดลงเหลือราว 12 เท่า โดยฟลอร์อยู่ที่ราว 1,100 จุด และอาจเกิดแรงเงินทุนไหลออก ในกรณีนี้ แนะนำให้ถือเงินสดและระมัดระวังความเสี่ยง
ฝั่งทองคำ ซึ่งเป็นหลุมหลบภัยในยามสงคราม ได้พุ่งขึ้นรับข่าวไปแล้ว ตอนนี้ช้าไปหรือไม่ที่จะเข้าซื้อ ราคายังจะขึ้นไปอีกมากน้อยแค่ไหน ?
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด (MTS Gold) มองว่า สงครามน่าจะยืดเยื้อ ไม่จบลงง่าย ๆ โดยพิจารณาจากการเจรจาสามครั้งที่ผ่านมายังไม่เป็นผล และยังมีการโจมตีสู้รบกันแม้ว่ามีการเจรจา ดังนั้น หากมีความพยายามเจรจาอีกก็ไม่ง่ายที่จะยุติสงคราม
นพ.กฤชรัตน์มองว่า ถ้าสงครามยืดเยื้อ ราคาทองคำจะไม่ปรับลงง่าย ๆ เช่นกัน หากดูประวัติศาสตร์ราคาทองในช่วงเริ่มสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อต้นปี 2022 ราคาทองคำมีการแม้ผันระหว่างทาง แต่โดยรวมสุทธิแล้วปรับขึ้นราว 10% จึงยังเชื่อว่า ระยะนี้ราคาทองมีแนวโน้มขึ้นต่อ เป้าหมายระยะสั้นอยู่ที่ราว 5,400 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และมีโอกาสทดสอบจุดสูงสุดเดิม 5,390 ดอลลาร์ ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
ส่วนราคาทองคำในประเทศไทย จุดสูงสุดเดิมอยู่ที่ประมาณ 83,000 บาท ปัจจุบันราคายังห่างจากระดับสูงสุดเดิม เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้น จาก 31.48 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อ 29 มกราคม มาอยู่ราว 31.25 บาท ทำให้ราคาทองไทยเคลื่อนไหวแถว 79,300 บาท
หลายคนกำลังลุ้นว่าจะเห็นราคาทองขึ้นไปถึง 6,000-6,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทองไทยแตะ 100,000 บาทหรือไม่
นพ.กฤชรัตน์แสดงมุมมองตอบคำถามนี้ว่า ก่อนเกิดสงคราม 1-2 สัปดาห์ หลายสำนัก เช่น Goldman Sachs ประเมินว่า ปีนี้ทองมีโอกาสขึ้นไปถึง 6,000-6,400 ดอลลาร์ โดยตอนนั้นยังไม่รวมปัจจัยสงคราม ซึ่งหากเงินบาทไม่แข็งมาก ราคาทองไทยอาจอยู่แถว 88,000 บาท
ดังนั้น หากสงครามยืดเยื้อ ราคาทองอาจไปไกลกว่า 6,400 ดอลลาร์ และมีโอกาสเห็น 7,000-8,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์
นพ.กฤชรัตน์ย้ำมุมมองว่า สงครมครั้งนี้เป็นการปฏิบัติการโดยสหรัฐฯ โดยตรง ไม่ใช่สงครามตัวแทน และที่ผ่านมาแม้มีการเจรจาก็ยังกลับมาโจมตีกันอีก จึงไม่ง่ายที่สงครามจะจบเร็ว และสภาวะเช่นนี้จะหนุนความโดดเด้นของทองคำต่อไป
“เชื่อเหลือเกินว่าทองคำจะโดดเด่นในฐานะ Safe Haven (หลุมหลบภัย) เพราะในสภาวะแบบนี้ บรรดากองทุนบรรดานักลงทุนทั้งหลายวิ่งเข้าหา Safe Haven เพราะการถือครองบอนด์ของสหรัฐฯ ก็จะเป็นความเสี่ยงในระดับหนึ่ง เทรนด์ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (dedollarization) ที่เกิดขึ้นในตลาดปัจจุบัน น่าจะยังคงอยู่ และเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นหมายความว่า บรรดาธนาคารกลางและกองทุนต่าง ๆ จะหันมาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำมากขึ้นเรื่อย ๆ” ประธานกรรมการ MTS Gold กล่าว