
ราคาทองคำอ่อนตัวลงต่อเนื่อง หลังแรงหนุนในช่วงต้นปีเริ่มแผ่วลง โดยราคาทองคำร่วงหลุดระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ Citi Research ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำระยะสั้นลงมาอยู่ที่ 4,000 จากเดิม 4,300 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาวะตลาด
สำหรับราคาทองคำในประเทศ ณ เวลา 13:17 น. มีการปรับราคาแล้ว 26 ครั้ง รวมลดลง 1,300 บาทเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โดยราคาทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 63,550.00 บาท และขายออกบาทละ 63,750.00 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้ออยู่ที่บาทละ 62,277.28 บาท และขายออกบาทละ 64,550.00 บาท ขณะที่ราคาทองคำสปอตเคลื่อนไหวอยู่ที่ 4,085.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องมากกว่า 20% นับตั้งแต่ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ราว 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม การปรับตัวลงต่อเนื่องของราคาบ่งชี้ว่าแรงส่งระยะสั้นของทองคำอาจเผชิญภาวะชะงักงันที่ยืดเยื้อออกไปอีกหลายเดือน
Citi Research มองว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญต่อตลาดทองคำในระยะใกล้ โดยระบุว่าภาวะตลาดซบเซาในระยะสั้นยังมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากความตึงเครียดที่ยังดำเนินอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลต่อการประเมินทิศทางราคาทองคำ เพราะตลาดต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ
Kenny Hu จาก Citi ระบุว่า ความอ่อนแอของราคาทองคำในปัจจุบันเป็นผลจากแรงกดดันที่ซับซ้อน ซึ่งมีที่มาจากสงครามในอิหร่าน ความขัดแย้งดังกล่าวได้เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อในวงกว้าง และส่งผลให้ตลาดเพิ่มความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด
ความคาดหวังต่อดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยลบต่อทองคำในเชิงกลไกตลาด เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยหรือเงินปันผล เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง นักลงทุนจึงอาจให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า ขณะที่ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยังช่วยกระตุ้นความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลก ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อผู้ซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ในต่างประเทศ เมื่อเงินดอลลาร์แข็งแกร่งขึ้น ต้นทุนของผู้ซื้อระหว่างประเทศอาจเพิ่มขึ้น และทำให้แรงซื้อสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงทองคำถูกจำกัดมากขึ้น
ในบริบทนี้ Kenny Hu ระบุว่า “การเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวในจุดนี้จะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อมีมุมมองที่หนักแน่นว่าสงครามจะไม่ปะทุรุนแรงขึ้นอีก และการไหลเวียนผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติ” ข้อความดังกล่าวสะท้อนว่า การซื้อทองคำในช่วงอ่อนตัวไม่ใช่กลยุทธ์ที่ปราศจากความเสี่ยง แต่ขึ้นอยู่กับสมมติฐานสำคัญว่าความขัดแย้งจะไม่กลับมารุนแรงขึ้น และการไหลเวียนผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติ
ทั้งนี้ แม้ Kenny Hu จะปรับลดประมาณการราคาทองคำระยะ 3 เดือนลง 300 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่เขายังคงเป้าหมายราคาในช่วง 6-12 เดือนไว้ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ การคงเป้าหมายระยะถัดไปสะท้อนว่ามุมมองของ Citi ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่ทองคำจะฟื้นตัวในกรอบเวลาที่ยาวขึ้น แม้จะมองว่าระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันชัดเจน
YLG Bullion and Futures ระบุในรายงานว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงพักฐานต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 1 ครั้งในช่วงสิ้นปี 2026
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่าน CME FedWatch Tool ซึ่งบ่งชี้ความเป็นไปได้มากกว่า 40% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่เร่งขึ้นแตะ 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
นอกจากนี้ ตลาดยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ หลัง CENTCOM หรือกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน ตามคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้อิหร่านที่สหรัฐฯ ระบุว่ามีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างต่อเนื่องและไม่มีเหตุผลอันควร
ด้านคำแนะนำการลงทุน YLG ประเมินว่า แม้ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงพักฐาน แต่เริ่มเข้าสู่ภาวะ Oversold ในกรอบเวลาขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันเกิดสัญญาณ Bullish Divergence ใน RSI และปริมาณการซื้อขาย ทำให้ Downside เริ่มจำกัด และมีโอกาสเกิดแรงดีดตัวสลับได้เป็นระยะ
อย่างไรก็ดี YLG ยังคงมองว่าการฟื้นตัวของราคาทองคำในระยะนี้เป็นเพียงการดีดตัวเพื่อลงต่อ ตราบใดที่ราคายังไม่สามารถผ่านระดับ 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำรอจังหวะราคาดีดตัวขึ้นแล้วเปิดสถานะขายอีกครั้ง หากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 4,240-4,308 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยให้ตัดขาดทุนหากราคาผ่านระดับ 4,308 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนการซื้อคืนสถานะขาย แนะนำพิจารณาหากราคาไม่หลุดระดับ 4,022 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดระดับดังกล่าว ให้ชะลอการซื้อคืนออกไปยังแนวรับถัดไป
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดทองคำในระยะใกล้จะเผชิญความเสี่ยงจากโมเมนตัมที่ชะลอลงและความเป็นไปได้ของภาวะซบเซาหลายเดือน แต่นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มระยะยาว เพียงแต่เลื่อนความคาดหวังต่อการเติบโตของราคาออกไป โดยเห็นว่าปัจจัยหลักที่หนุนความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของทองคำยังคงอยู่ครบถ้วน
ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ถูกระบุ ได้แก่ กระแสการลงทุนจากความกังวลเรื่องการลดค่าของเงิน หรือ currency debasement trade ระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง และแนวโน้มการซื้อทองคำของธนาคารกลาง ปัจจัยเหล่านี้ยังถูกมองว่าเป็นแรงหนุนพื้นฐานของทองคำในระยะยาว แม้ราคาจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากดอกเบี้ยและเงินดอลลาร์
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs เขียนไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า “สภาพคล่องที่สูงของทองคำทำให้ทองคำกลายเป็นแหล่งเงินสดตามธรรมชาติ หากนักลงทุนเอกชนเผชิญความต้องการด้านสภาพคล่อง เช่น ในกรณีที่ตลาดหุ้นถูกเทขาย ท่ามกลางดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและความคาดหวังต่อการเติบโตที่อ่อนแอลงซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์”
มุมมองดังกล่าวสะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ซึ่งอาจถูกใช้เป็นแหล่งเงินสดในช่วงที่นักลงทุนต้องการสภาพคล่อง โดยเฉพาะหากตลาดหุ้นเผชิญแรงขายจากสภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น และความคาดหวังต่อการเติบโตอ่อนแอลงอันเนื่องมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
Goldman Sachs ยังคงมีคาดการณ์ที่เป็นบวกมากกว่าต่อทองคำ โดยตั้งเป้าหมายราคาไว้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป้าหมายดังกล่าวสูงกว่ามุมมองระยะ 6-12 เดือนของ Citi ที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และสะท้อนความแตกต่างของการประเมินระหว่างนักวิเคราะห์ในตลาด แม้ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าระยะใกล้ทองคำยังเผชิญแรงกดดัน
เมื่อพิจารณาภาพรวม ตลาดทองคำจึงอยู่ระหว่างแรงกดดันสองด้าน ด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากการสูญเสียผลตอบแทนทั้งหมดตั้งแต่ต้นปี ภาวะอุปสงค์กายภาพที่ซบเซา ความตึงเครียดรอบช่องแคบฮอร์มุซ และความคาดหวังต่อดอกเบี้ยเฟด อีกด้านหนึ่งคือปัจจัยระยะยาวที่นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่ายังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งกระแสป้องกันความเสี่ยงจากการลดค่าของเงิน ระดับหนี้ภาครัฐที่สูง และแรงซื้อจากธนาคารกลาง
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ตลาดต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงในฐานะโลหะมีค่าที่เคยปรับตัวขึ้นแรงในปี 2025 แต่ในฐานะสินทรัพย์ที่กำลังถูกทดสอบจากภาวะดอกเบี้ย เงินดอลลาร์ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และความคาดหวังของนักลงทุนต่อทิศทางเศรษฐกิจในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า
อ้างอิง: Morningstar, HarianBasis