Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ศึกอิหร่านป่วนการบินโลก สนามบิน/สายการบินไหนเจ็บสุด? ไทยกระทบไหม?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ศึกอิหร่านป่วนการบินโลก สนามบิน/สายการบินไหนเจ็บสุด? ไทยกระทบไหม?

2 มี.ค. 69
17:56 น.
แชร์

ความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะสนามรบในตะวันออกกลาง แต่ได้ลุกลามไปสู่ระบบการบินพาณิชย์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เมื่อหลายประเทศในภูมิภาคต้องประกาศปิดน่านฟ้าและระงับการดำเนินงานของสนามบินสำคัญ ส่งผลให้เครือข่ายการบินระหว่างยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลางซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของโลกเกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก

ผลกระทบที่ตามมาคือเที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิก เปลี่ยนเส้นทาง หรือเลื่อนออกไปอย่างกะทันหัน ผู้โดยสารหลายหมื่นคนติดค้างอยู่ตามสนามบินทั่วโลก ขณะที่ศูนย์กลางการบินสำคัญอย่างดูไบ อาบูดาบี และโดฮาต้องหยุดชะงักพร้อมกัน ทำให้สายการบินขนาดใหญ่ของภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวเริ่มลุกลามไปถึงประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย

ล่าสุดในวันนี้ (2 มีนาคม 2569) เที่ยวบินอีกหลายร้อยเที่ยวถูกยกเลิกเพิ่มเติม ทำให้ภาคการบินพาณิชย์ของตะวันออกกลางยังคงหยุดชะงักเป็นวันที่สามติดต่อกัน 

ในบทความนี้ SPOTLIGHT จะพาไปสำรวจภาพรวมของวิกฤติการบินที่เกิดขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ว่าสนามบินและสายการบินใดบ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าและการระงับเที่ยวบินครั้งใหญ่ครั้งนี้ ใครคือผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตลอดจนผลสะเทือนที่เริ่มส่งมาถึงการเดินทางทางอากาศของประเทศไทย

เกิดเหตุโจมตี ศูนย์กลางการบินตะวันออกกลางหยุดชะงัก

สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการบินพาณิชย์ทั่วโลก หลังจากหลายประเทศในตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้าอย่างน้อยบางส่วนเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทำให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องถูกระงับ ยกเลิก หรือเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายหมื่นคนติดค้างอยู่ตามสนามบินสำคัญทั่วโลก

ณ วันที่ 2 มีนาคม ประเทศในตะวันออกกลางที่ประกาศปิดน่านฟ้าอย่างน้อยบางส่วน ได้แก่ บาห์เรน อิหร่าน อิรัก อิสราเอล จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่งผลให้เกิดการระงับเที่ยวบิน การยกเลิกเที่ยวบิน และการเปลี่ยนเส้นทางบินในวงกว้าง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 ซึ่งเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ปัจจุบันมีเที่ยวบินมากกว่า 2,000 เที่ยวที่เดินทางเข้าและออกจากสนามบินสำคัญ 7 แห่งในภูมิภาคอ่าวอาหรับถูกยกเลิก ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ (Dubai International Airport) ท่าอากาศยานนานาชาติฮาหมัดในกรุงโดฮา (Hamad International Airport) ท่าอากาศยานนานาชาติซาเยดในกรุงอาบูดาบี (Zayed International Airport) ท่าอากาศยานนานาชาติชาร์จาห์ ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต ท่าอากาศยานนานาชาติบาห์เรน และสนามบินดูไบเวิลด์เซ็นทรัล-อัลมักตูม (Dubai World Central - Al Maktoum International)

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่อมีรายงานเหตุโจมตีเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค โดยในวันนี้และวันก่อนหน้า สนามบินสองแห่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานเหตุโจมตี ขณะที่รัฐบาลยูเออีประณามว่าเป็น “การโจมตีอย่างโจ่งแจ้งด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน”

เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ซึ่งเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของยูเออีและเป็นหนึ่งในสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดของโลก ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คนจากเหตุโจมตี ขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติซาเยดในกรุงอาบูดาบีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 7 คนจากการโจมตีด้วยโดรน นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีเกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติคูเวตด้วย

แม้อิหร่านยังไม่ได้ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้โจมตีสนามบินดังกล่าว แต่หลายประเทศในอ่าวอาหรับระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการตอบโต้จากอิหร่าน ภายหลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันขอบเขตของปฏิบัติการดูเหมือนจะขยายวงกว้างเกินกว่าฐานทัพสหรัฐฯ ซึ่งอิหร่านเคยประกาศว่าจะเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีครั้งนี้

สนามบินตะวันออกกลางเจ็บหนัก ต้องระงับไฟลท์ และเปลี่ยนเส้นทาง

ผลจากการโจมตีและความตึงเครียดทางทหารที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลาง ทำให้สนามบินหลายแห่งในภูมิภาคยังคงปิดให้บริการต่อเนื่องในวันจันทร์ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งเข้าสู่วันที่สาม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกต้องปรับแผนการบินอย่างเร่งด่วน พร้อมแนะนำผู้โดยสารให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินทางออนไลน์ก่อนเดินทางไปยังสนามบิน

ในเหตุการณ์นี้ สนามบินที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการหลักของสายการบิน Emirates และเป็นสนามบินนานาชาติที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก โดยมีเที่ยวบินขาออกถูกยกเลิกแล้วมากกว่า 600 เที่ยวบิน ขณะที่สนามบินนานาชาติฮาหมัดในโดฮา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินของ Qatar Airways ก็ประกาศระงับการให้บริการเที่ยวบินทั้งหมดเช่นกัน

นอกจากนี้ สนามบินสำคัญอื่น ๆ ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบยังรวมถึงสนามบินนานาชาติเบนกูเรียน (Ben Gurion International Airport) ในกรุงเทลอาวีฟ และสนามบินนานาชาติคิงอับดุลอาซิซ (King Abdulaziz International Airport) ในเมืองเจดดาห์

Dubai Airports ยืนยันว่าการดำเนินงานเที่ยวบินทั้งหมดที่ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ (Dubai International Airport) และสนามบินดูไบเวิลด์เซ็นทรัล-อัลมักตูม (Dubai World Central - Al Maktoum) ถูกระงับชั่วคราวจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม ขณะที่สายการบิน Emirates ประกาศระงับเที่ยวบินเข้าและออกจากนครดูไบทั้งหมดเป็นการชั่วคราวจนถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 3 มีนาคม

ด้านสนามบิน Hamad International Airport ในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ได้ระงับการเคลื่อนย้ายเครื่องบินทั้งหมดภายในสนามบิน หลังจากกาตาร์ประกาศปิดน่านฟ้า โดยสายการบิน Qatar Airways ระบุว่าจะกลับมาให้บริการอีกครั้งเมื่อหน่วยงานการบินพลเรือนของกาตาร์ประกาศเปิดน่านฟ้าอย่างปลอดภัย ขณะที่สายการบิน Etihad Airways ระบุว่าเที่ยวบินทั้งหมดเข้าและออกจากสนามบินนานาชาติซาเยด (Zayed International Airport) ในกรุงอาบูดาบี ถูกระงับจนถึงเวลา 14.00 น. ของวันที่ 2 มีนาคม

ข้อมูลจาก FlightAware ระบุว่า สายการบิน Emirates และ Qatar Airways เป็นสองสายการบินที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากวิกฤติครั้งนี้ โดย ณ เวลา 22.00 น. ตามเวลานครนิวยอร์กของวันอาทิตย์ ทั้งสองสายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 400 เที่ยวบินต่อสายการบิน

ขณะเดียวกัน สายการบิน IndiGo ของอินเดีย ซึ่งมีเครือข่ายเส้นทางบินจำนวนมากไปยังจุดหมายสำคัญในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ เจดดาห์ และโดฮา กลายเป็นสายการบินนอกภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการหยุดชะงักของน่านฟ้าในภูมิภาค

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก FlightAware ยังระบุว่าอย่างน้อย 145 เที่ยวบินที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองสำคัญ เช่น เทลอาวีฟและดูไบ ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่เมืองอื่น เช่น เอเธนส์ อิสตันบูล หรือโรม ขณะที่บางเที่ยวบินต้องบินกลับไปยังสนามบินต้นทาง โดยมีรายงานว่าเที่ยวบินหนึ่งที่ออกจากเมืองฟิลาเดลเฟียของสหรัฐต้องบินอยู่นานเกือบ 15 ชั่วโมง หลังเดินทางไปถึงน่านฟ้าสเปนก่อนจะต้องหันกลับไปยังจุดเริ่มต้น

ขณะเดียวกัน หน่วยงานการบินพลเรือนของอินเดียได้ประกาศให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของตะวันออกกลาง รวมถึงน่านฟ้าเหนือจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย และเลบานอน เป็นเขตความเสี่ยงด้านความปลอดภัยระดับสูงในทุกระดับความสูง

แผนที่การบินสดของ Flightradar24 เมื่อวันอาทิตย์ยังแสดงให้เห็นว่าเส้นทางบินเหนืออิรัก ซึ่งปกติเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักที่เชื่อมเอเชียกับยุโรปและมีเที่ยวบินหนาแน่นที่สุดในโลก แทบไม่มีเครื่องบินบินผ่านเลย

ฮานหมิง หลี่ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอิสระจากฮ่องกง ระบุว่า การปิดศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศขนาดใหญ่หลายแห่งพร้อมกันกำลังสร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อเครือข่ายการบินทั่วโลก โดยผู้โดยสารจำนวนมากต้องเผชิญกับการยกเลิกเที่ยวบิน การเปลี่ยนเส้นทาง และความล่าช้าในวงกว้าง

“ผลกระทบมันมหาศาลมาก เมื่อศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของโลกต้องปิดตัวลง ผู้โดยสารหลายล้านคนได้รับผลกระทบภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว นี่ถือเป็นการหยุดชะงักครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินโลก” เขากล่าว

สายการบินทั่วโลกยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

การปิดน่านฟ้าและความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยทำให้สายการบินทั่วโลกต้องประกาศยกเลิกหรือระงับเที่ยวบินไปยังตะวันออกกลางในช่วงหลายวันข้างหน้า

Oman Air ระบุว่าเที่ยวบินไปและกลับจาก อัมมาน ดูไบ บาห์เรน โดฮา ดัมมาม และคูเวต ถูกยกเลิกในวันที่ 2 มีนาคม ขณะที่ Saudia ยกเลิกเที่ยวบินไปและกลับจาก อัมมาน คูเวต ดูไบ อาบูดาบี โดฮา บาห์เรน มอสโก และเปชาวาร์ จนถึงเวลา 23.59 น. ของวันที่ 2 มีนาคม

สายการบินต้นทุนต่ำ Wizz Air ระงับเที่ยวบินทั้งหมดไปและกลับจาก อิสราเอล ดูไบ อาบูดาบี อัมมาน และซาอุดีอาระเบีย จนถึงวันที่ 7 มีนาคม ขณะที่ Turkish Airlines ยกเลิกเที่ยวบินไปและกลับจาก บาห์เรน ดัมมาม ริยาด อิหร่าน อิรัก จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน กาตาร์ ซีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สายการบินยุโรปหลายแห่งได้รับผลกระทบเช่นกัน โดย Air France ยกเลิกเที่ยวบินไปและกลับจาก เทลอาวีฟ เบรุต ดูไบ และริยาด จนถึงวันที่ 3 มีนาคม ส่วน KLM ระบุว่าจะไม่บินผ่านน่านฟ้าของ อิหร่าน อิรัก และอิสราเอล รวมถึงหลายประเทศในอ่าวอาหรับ โดยเที่ยวบินไป เทลอาวีฟ ถูกระงับตลอดฤดูกาลบินฤดูหนาว ขณะที่เที่ยวบินไป ดูไบ ดัมมาม และริยาด ถูกระงับจนถึงวันที่ 5 มีนาคม

British Airways งดบินไป เทลอาวีฟและบาห์เรนจนถึงวันที่ 4 มีนาคม และยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากไปยังตะวันออกกลาง พร้อมเปิดให้ผู้โดยสารที่เดินทางระหว่าง ลอนดอน-อาบูดาบี อัมมาน บาห์เรน โดฮา ดูไบ หรือเทลอาวีฟ สามารถเปลี่ยนเที่ยวบินโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจนถึงวันที่ 29 มีนาคม หรือขอคืนเงินได้

กลุ่มสายการบิน Lufthansa Group ซึ่งรวมถึง Lufthansa, SWISS, Austrian Airlines, Brussels Airlines, ITA Airways และ Eurowings ได้ระงับเที่ยวบินไป เทลอาวีฟ เบรุต อัมมาน เออร์บิล ดัมมาม และเตหะราน จนถึงวันที่ 8 มีนาคม และระงับเที่ยวบินไปและกลับจาก ดูไบ จนถึงวันที่ 4 มีนาคม

ขณะที่ Finnair ระงับเที่ยวบินประจำวันไป ดูไบและโดฮา จนถึงวันที่ 6 มีนาคม ส่วน Norwegian ระงับเที่ยวบินไปและกลับจาก ดูไบ จนถึงวันที่ 4 มีนาคม ด้าน Delta Air Lines ยกเลิกเที่ยวบิน นิวยอร์ก-เทลอาวีฟ จนถึงวันที่ 8 มีนาคม และ American Airlines ระงับเที่ยวบิน โดฮา-ฟิลาเดลเฟีย ชั่วคราว

Air Canada ยกเลิกเที่ยวบินจากแคนาดาไป อิสราเอลจนถึงวันที่ 8 มีนาคม และไป ดูไบจนถึงวันที่ 3 มีนาคม ขณะที่ Air India ขยายการระงับเที่ยวบินทั้งหมดไปและกลับจาก ยูเออี ซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล และกาตาร์ จนถึงเวลา 23.59 น. ของวันที่ 2 มีนาคม 2026 ส่วน Garuda Indonesia ระงับเที่ยวบินไปและกลับจาก โดฮา ชั่วคราวจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

สุวรรณภูมิสะเทือน ศึกตะวันออกกลางทำยกเลิกกว่า 100 เที่ยวบินใน 3 วัน

ด้านประเทศไทย สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศของไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศของประเทศ เมื่อสายการบินหลายแห่งที่มีเส้นทางเชื่อมโยงกับภูมิภาคดังกล่าวประกาศยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ส่งผลให้ตารางการบินต้องปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรายงานว่า มีสายการบินรวม 8 สายการบินที่แจ้งยกเลิกเที่ยวบิน อันประกอบด้วย EL AL Israel Airlines, Air Arabia, Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Gulf Air, Kuwait Airways และ World2Fly โดยการยกเลิกดังกล่าวมีสาเหตุจากสถานการณ์ด้านความปลอดภัยและข้อจำกัดด้านน่านฟ้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 2 มีนาคม ระบุว่า มีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบในวันเดียวกันรวม 47 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินขาออกจากไทย 24 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขาเข้า 23 เที่ยวบิน ขณะที่หากนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2569 พบว่า มีเที่ยวบินถูกยกเลิกสะสมแล้วทั้งสิ้น 108 เที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินขาออก 58 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขาเข้า 50 เที่ยวบิน

อย่างไรก็ตาม ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระบุว่ายังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับสายการบินที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดูแลผู้โดยสารเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้โดยสารขาออกตกค้างภายในสนามบิน เนื่องจากสายการบินมีการแจ้งข้อมูลให้ผู้โดยสารล่วงหน้าและสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันทางสนามบินได้จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร รวมถึงจัดเตรียมจุดบริการน้ำดื่มสำหรับผู้โดยสารที่ต้องรอติดต่อสายการบิน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังได้เน้นย้ำให้ผู้โดยสารที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงเวลาดังกล่าว ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน เคาน์เตอร์สายการบินภายในสนามบิน หรือช่องทางติดต่อโดยตรงของสายการบิน ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้บริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ผ่าน AOT Contact Center โทร. 1722 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง


อ้างอิง: Bloomberg, Euro News


แชร์
ศึกอิหร่านป่วนการบินโลก สนามบิน/สายการบินไหนเจ็บสุด? ไทยกระทบไหม?