
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเปิดฉากต่อสู้ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขยายผลสร้างความวุ่นวายไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และทำให้เกิดคำถามที่ว่า สงครามจะยืดเยื้อนานแค่ไหน จะขยายผลจนเป็นสงครามระดับภูมิภาคและระดับโลกหรือไม่ และจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านได้จริงหรือ
คำถามทั้ง 3 ข้อนี้ รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ ได้ให้คำตอบไว้ในรายการพิเศษของ Spotlight “ตามติดสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ - อิสราเอล กับอิหร่าน รอบนี้จะจบอย่างไร?” สรุปได้ดังนี้
รศ. ดร.สมชายตอบคำถามอย่างชัดเจนว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่น่านาน หรืออย่างน้อยสงครามยืดเยื้อก็ไม่ใช่แผนของสหรัฐฯ ที่ดูเตรียมการมาสร้างความขัดแย้งระยะสั้นเสียมากกว่า
เหตุผลก็คือ แม้สหรัฐอเมริกาจะเตรียมการกองทัพเรือและกองทัพอากาศมากมาย มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 เมื่อครั้งเปิดฉากสงครามกับอิรัก และมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหญ่อย่าง USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford แต่ครั้งนี้กลับไม่มีกองกำลังทางบก และหากวิเคราะห์การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า “รู้อยู่แล้วว่าจะมีทหารอเมริกันตาย” อีกส่วน จะพบว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ตั้งใจจะมาเล่นงานยาวจริงๆ
อาจารย์อ้างอิงถึงบทวิเคราะห์ต่างชาติว่า หากสหรัฐฯ ยืนยันที่จะไปต่อ สหรัฐฯ จะขาดยุทโธปกรณ์ที่ใช้ยิงสกัดขีปนาวุธ แม้ว่าขณะนี้สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังเร่งผลิตอุปกรณ์ดังกล่าว แต่ก็ยังเป็นความกังวลอยู่มาก
“มีการวิเคราะห์ว่า ถ้าสหรัฐฯ ไปต่อ จะไม่มีตัวยิงสกัดขีปนาวุธแล้ว สหรัฐฯ เตรียมตัวมาต่อสู้ยาวนาน 2-3 อาทิตย์ ไม่ใช่ 3-4 เดือน [ถ้าไปต่อ] สหรัฐฯ ต้องไปเอาขีปนาวุธจากเอเชียแปซิฟิก ส่วนนี้สหรัฐฯ และอิสราเอลเองก็กลัวเหมือนกันว่าตัวที่ป้องกันขีปนาวุธจะค่อย ๆ หายไป” รศ. ดร.สมชายกล่าว
แม้จะอยากจบสงครามให้ไวที่สุด แต่อิหร่านไม่ใช่เป้าหมายที่ง่ายเหมือนกับเวเนซุเอลา ที่สหรัฐฯ สามารถเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และควบคุมรัฐบาลชุดถัดไปได้ทันที
อาจารย์กล่าวว่า เป้าหมายครั้งนี้ของสหรัฐฯ มีอยู่ 4 ข้อคือ:
“พูดง่ายๆ คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง” อาจารย์สรุป อย่างไรก็ตาม อาจารย์สมชายและนักวิเคราะห์อีกหลายท่านมองว่า แผนการของทรัมป์ “ไม่ครอบคลุม”
“ตอนนี้ทำให้ผู้นำสูงสุดตายแล้วก็จริง แต่กองกำลังเขายังเข้มแข็งอยู่ อิหร่านไม่เหมือนเวเนซุเอลาที่เกลียดผู้นำ คนออกมา [สนับสนุนสหรัฐฯ] เยอะ แต่ประชาชนอิหร่านส่วนหนึ่งยังรักผู้นำ รักระบบเก่า กองกำลังแสนกว่าคนก็ยังอยู่กับรัฐบาล แบบนี้จะเปลี่ยนแปลงได้ยังไง” อาจารย์กล่าว
จุดอ่อนอีกข้อคือ การที่สหรัฐฯ ไม่ได้นำกองกำลังทางบกไปด้วย แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเรียกร้องให้ประชาชนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลออกมา “โค่นล้ม” รัฐบาลตน แต่เมื่อไม่มีกองกำลังทางบกสหรัฐฯ สนับสนุน ความฝันข้อนั้นของทรัมป์เกิดขึ้นได้ยาก
“สหรัฐฯ สามารถเล่นงานทำให้ขีปนาวุธของอิหร่านหร่อยหรอมาก แต่ชนะไม่ได้หมายความว่าอิหร่านจะเปลี่ยนระบอบได้ เพราะอิหร่านยังมีกลุ่มสนับสนุนสายเหยี่ยวอยู่มาก นี่เป็นตัวแปรที่ทำให้คนตำหนิสหรัฐฯ ว่า วางแผนไม่ครอบคลุม” อาจารย์อธิบาย
อาจารย์ขยายเพิ่มเติมว่า จุดจบอาจเป็นได้ 2 ทางคือ เกิดการปะทะกันระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่ อาจเกิดสงครามกลางเมืองเหมือนอย่างในอิรัก หรือระบอบเก่าเข้ามาปกครองอยู่ดี ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ
นอกจากนี้ ด้านอิหร่านก็มีการเตรียมตัวล่วงหน้ามาตั้งแต่สงคราม 12 วันกับอิสราเอลในปีก่อนแล้ว รศ. ดร.สมชายชี้ว่า วิธีการที่อิหร่านใช้เตรียมตัวคือ “Decentralization” หรือการกระจายออกจากศูนย์กลาง
แม้สองข้อนี้ทำให้อิหร่านมีความได้เปรียบกว่าในระยะยาว อย่างไรก็ตาม อาจารย์สมชายได้เล่าถึงยุทธวิธีของอิหร่านในการจบสงคราม ที่รู้ดีว่า “ความไม่สมมาตรของกองทัพ” ทำให้สู้กับสหรัฐฯ ตรง ๆ ไม่ได้แต่ต้องใช้วิธีการอื่น ดังนี้:
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจกลายเป็นสงครามโลกหรือไม่ อาจารย์สมชายยืนยันว่า “ไม่เกิดแน่” ไม่ใช่แค่เพราะสหรัฐฯ ต้องการจบสงครามโดยเร็ว แต่ยังเพราะสงครามครั้งนี้จะไม่มีจีนและรัสเซียเข้าร่วมวง
“สงครามโลกไม่ต้องพูดถึง ไม่มีครับ ไม่ต้องตกใจ ถ้าหากเกิดเป็นสงครามโลก จีนกับรัสเซียต้องมา แล้วรัสเซียจะมาทำไม?” อาจารย์ตั้งคำถาม
ด้านรัสเซีย รศ. ดร.สมชายอธิบายว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ใช่ Vital Interest หรือผล “ประโยชน์แห่งความเป็นความตาย” ของรัสเซีย ไม่มีความจำเป็นต้องใช้บุคลากร งบประมาณ และสรรพกำลังต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้
นอกจากนี้ ท่าทีของทรัมป์ที่ดูจะอ่อนข้อให้รัสเซียเรื่อย ๆ ในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน ชี้ว่ารัสเซียกำลังจะชนะในสงครามยูเครน ซึ่งเป็นความสนใจหลักมากกว่า อีกข้อหนึ่งคือ การทำสงครามรัสเซีย-ยูเครนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้รัสเซียมากแล้ว และรัสเซียอาจไม่พร้อมเอาเศรษฐกิจมาเสี่ยงในภูมิภาคไกลห่างอย่างนี้
“บอกได้เลยว่ารัสเซียไม่ได้มองตรงนี้ จีนเองก็เช่นกัน” อาจารย์ย้ำ
ในส่วนของจีน อาจารย์อธิบายว่า จีนไม่เคยมีนโยบายทำการรบนอกประเทศ และแม้ตะวันออกกลางจะมีผลประโยชน์ด้านการค้าต่อจีน รวมถึงการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน แต่ก็ไม่ถึงกับเป็น “เรื่องความเป็นความตาย” ที่จะต้องเข้ามารบ
และนอกเหนือจากไม่ใช่ความสนใจหลัก จีนเองก็ใช่ว่าจะพร้อมทำการรบในขณะนี้ เนื่องจากจีนกำลังพยายามทำให้เศรษฐกิจขยายตัวให้ได้ 5% รวมถึงปัญหาการทุจริตภายในกองทัพปลดแอกประชาชน (PLA) ที่สี จิ้นผิง กำจัดนายพลระดับสูงไปมาก จีนจึง “ไม่พร้อมรบเลย”
จากการวิเคราะห์ของ รศ. ดร.สมชาย ที่ว่าสงครามครั้งนี้จะไม่ยืดเยื้อ ไม่ขยายผลขนาดเป็นสงครามโลก อาจารย์จึงมองว่า ผลทางเศรษฐกิจจะไม่มากนัก และราคาน้ำมันจะขึ้นเพียงชั่วคราว ซึ่งเป็นเรื่อง “จิตวิทยา” ในช่วงความขัดแย้งเสียมากกว่า
เมื่อพิจารณาว่า ขณะนี้การผลิตน้ำมันต่อวันอยู่ที่ 108 ล้านบาร์เรล หากลบความต้องการการใช้งานรายวันแล้ว ยังมีน้ำมันเหลืออยู่ 2-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน บวกกับการที่กลุ่มประเทศ OPEC+ เห็นชอบที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้น อาจารย์คาดว่า โลกเราคงจะไม่มีวิกฤตการณ์น้ำมันขาดแคลน เว้นเสียแต่ว่าสงครามได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน
“กรณีเดียวที่น้ำมันจะขึ้นสูงและคงตัวยาวนานคือ อิหร่านประสบความสำเร็จในการเล่นงานถังน้ำมันในคูเวต เล่นงานถึงระดับโครงสร้างจน ‘แหลก’ นี่แหละจะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่อง” อาจารย์กล่าว
อาจารย์อธิบายเพิ่มเติมถึงจุดยืนนานาชาติต่อเหตุการณ์นี้ กลุ่มประเทศพันธมิตรของอิหร่านต่างออกมาประณามปฏิบัติการดังกล่าวโดยอ้างอิงตามหลักกฎหมายสากลและกฎบัตรระหว่างประเทศ
ในขณะที่กลุ่มความมั่นคงฝ่ายสนับสนุนสหรัฐฯ อย่างนาโต้ (NATO) ได้เรียกร้องให้อิหร่านยุติพฤติกรรมที่เป็นภัยคุกคาม แม้แต่แคนาดาก็ประกาศเห็นพ้องกับการตัดสินใจบุกของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากมองว่า อิหร่านเป็นภัยต่อความมั่นคงโลก
จะมีเพียงสเปนที่มีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์กับภูมิภาคตะวันออกกลางที่เลือกวางตัวเป็นกลางและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา
ทั้งนี้ หลายประเทศพร้อมที่จะเข้าร่วมเป็นแนวร่วมกับอเมริกา เนื่องจากความกังวลว่าความขัดแย้งที่บานปลายจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า เหตุใดกลุ่มประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางจึงไม่ได้ออกมาประณามสหรัฐฯ และอิสราเอลในแนวทางเดียวกับมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย นั่นเป็นเพราะประเทศเหล่านี้มองว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อภูมิภาคอยู่แล้ว
“ซาอุดีอาราเบียเอง ขนาดเคยทะเลาะกับ UAE รอบนี้ยังบอกว่าต้องเลิกทเลาะกันก่อน มาร่วมมือกัน เพาะเมื่อปี 2019 ฮูติซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากอิหร่านได้ทำลายถังน้ำมันซาอุฯ ไปถึง 1 ใน 3 ” อาจารย์ยกตัวอย่าง
ด้วยความหวาดกลัวต่ออิทธิพลของอิหร่านนี้เอง ทำให้หลายประเทศยินยอมให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในดินแดนของตน แม้จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการรบด้วยก็ตาม เนื่องจากทุกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ขยายตัวจนกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค
ต่างกับประเทศมุสลิมนอกภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ยังคงต้องออกมาประณามตามหลักการของกฎบัตรและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดตามจุดยืนเดิม