Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
บริษัทน้ำมันโกยลาภลอย 962ล้านบาท/ชม.จากสงคราม ทั้งปีคาดกำไร7.5ล้านล้าน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

บริษัทน้ำมันโกยลาภลอย 962ล้านบาท/ชม.จากสงคราม ทั้งปีคาดกำไร7.5ล้านล้าน

18 เม.ย. 69
14:14 น.
แชร์

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในตะวันออกกลางได้ผลักราคาน้ำมันโลกให้ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดช่องให้บริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่กอบโกย "ลาภลอยจากสงคราม" ในระดับมหาศาล ท่ามกลางตลาดที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างฉับพลัน ผู้ผลิตพลังงานกลายเป็นฝ่ายได้ประโยชน์เต็ม ๆ ขณะที่ต้นทุนถูกผลักไปตกอยู่กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก

รายงานจากหนังสือพิมพ์ The Guardian ระบุว่า เฉพาะในเดือนแรกของสงคราม บริษัทน้ำมันและก๊าซ 100 อันดับแรกของโลกสามารถทำกำไร "ที่ไม่ได้มาจากการดำเนินงานจริง" ได้มากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 962 ล้านบาทต่อชั่วโมง โดยผู้ได้ประโยชน์สูงสุดคือยักษ์ใหญ่อย่าง Saudi Aramco, Gazprom และ ExxonMobil

ภาพของกำไรระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ก่อตัวขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ค่าครองชีพของผู้บริโภคพุ่งสูง ได้กลายเป็นชนวนถกเถียงเชิงนโยบายอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ใครควรเป็นผู้แบกรับภาระของวิกฤตพลังงานครั้งนี้ และรัฐควรเข้าแทรกแซงอย่างไร เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ให้สมดุลระหว่างทุนพลังงานกับประชาชน

ราคาน้ำมันพุ่ง ดันกำไรสะสมแตะ 2.34 แสนล้านดอลลาร์

ความขัดแย้งในอิหร่านได้ผลักราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในเดือนมีนาคมขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือราว 74 ปอนด์ จากระดับก่อนสงครามที่ประมาณ 70 ดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทพลังงานทั่วโลกสามารถกอบโกยกำไรลาภลอยได้มากถึง 23,000 ล้านดอลลาร์ ภายในเดือนเดียว

ตัวเลขดังกล่าวมาจากการประเมินโดย Global Witness ซึ่งอ้างอิงข้อมูลของ Rystad Energy หนึ่งในผู้ให้บริการข้อมูลด้านพลังงานชั้นนำของโลก ผ่านฐานข้อมูล UCube ที่รวบรวมข้อมูลระดับแหล่งผลิตจากทั่วทุกภูมิภาค ครอบคลุมทั้งด้านอุปสงค์ อุปทาน ข่าวสารในอุตสาหกรรม และข้อมูลเชิงลึก เพื่อประเมินศักยภาพการผลิตของแต่ละแหล่ง

วิธีการคำนวณใช้การเปรียบเทียบกระแสเงินสดอิสระจากการผลิตน้ำมันและก๊าซ ในช่วงที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กับช่วงก่อนสงครามที่ระดับ 70 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกำไรจากกิจการต้นน้ำหลังหักภาษี ค่าภาคหลวง รวมถึงต้นทุนการลงทุนและการดำเนินงานแล้ว

นักวิเคราะห์ประเมินว่า แนวโน้มกำไรของกลุ่มพลังงานยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากอุปทานในตลาดต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะกลับสู่ระดับก่อนสงคราม และหากราคาน้ำมันยังทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ บริษัทน้ำมันและก๊าซทั่วโลกอาจสามารถทำกำไรสะสมจากสงครามครั้งนี้ได้สูงถึง 234,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2569

ผู้ชนะตัวจริง อารัมโก-รัสเซีย-บิ๊กออยล์ตะวันตก

Saudi Aramco คือผู้ที่ได้รับประโยชน์รายใหญ่ที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้ โดยคาดว่าจะสามารถทำกำไรจากสงครามได้สูงถึง 25,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 หากราคาน้ำมันเฉลี่ยยังทรงตัวอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นส่วนเพิ่มจากกำไรปกติของบริษัทที่สูงอยู่แล้ว โดยยักษ์พลังงานที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แห่งนี้ ทำกำไรเฉลี่ยได้ถึง 250 ล้านดอลลาร์ต่อวันในช่วงปี 2559-2566 

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียยังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการชะลอและขัดขวางความพยายามแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวทีโลกมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

ฟากฝั่งรัสเซีย บริษัทพลังงานรายใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ Gazprom, Rosneft และ Lukoil มีแนวโน้มทำกำไรรวมจากสงครามอิหร่านได้ราว 23,900 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่รายได้จากการส่งออกน้ำมันของรัสเซียในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 840 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ตามข้อมูลของ Centre for Research on Energy and Clean Air ซึ่งสะท้อนว่า สงครามครั้งนี้กำลังเติมทรัพยากรทางการเงินก้อนใหญ่ให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในการเดินหน้าทำสงครามในยูเครน

ขยับมาทางฝั่งตะวันตก ExxonMobil มีแนวโน้มทำกำไรจากสงครามได้ราว 11,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 หากราคาน้ำมันยังยืนอยู่ในระดับสูง ขณะที่ Shell จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 6,800 ล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าตลาดของทั้งสองบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่สงครามปะทุ ExxonMobil เพิ่มขึ้น 118,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน Shell เพิ่มขึ้น 34,000 ล้านดอลลาร์

ด้าน Chevron มีแนวโน้มทำกำไรลาภลอยจากสงครามอิหร่านได้ราว 9,200 ล้านดอลลาร์ โดยที่น่าจับตาคือ ไมค์ เวิร์ธ (Mike Wirth) ซีอีโอของบริษัท ได้เทขายหุ้น Chevron ที่ตนถืออยู่ มูลค่ารวม 104 ล้านดอลลาร์ ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้บริหารกำลังเดินหน้าไปพร้อม ๆ กับผลประกอบการของบริษัท

ภาระตกสู่ผู้บริโภค-รัฐสูญรายได้-เงินเฟ้อเร่งตัว

กำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงานเกิดขึ้นจากต้นทุนที่ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก ประชาชนต้องจ่ายราคาที่สูงขึ้นในการเติมเชื้อเพลิงและใช้ไฟฟ้า ขณะที่ธุรกิจต้องเผชิญค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นตาม

หลายสิบประเทศต้องลดภาษีน้ำมันเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ อิตาลี บราซิล และแซมเบีย แต่มาตรการดังกล่าวทำให้รัฐมีรายได้ลดลง ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณสำหรับบริการสาธารณะ

ในยุโรป ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นแล้ว 22,000 ล้านยูโรนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ส่งผลให้รัฐมนตรีคลังของเยอรมนี สเปน อิตาลี โปรตุเกส และออสเตรีย เรียกร้องให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอย พร้อมระบุในจดหมายวันที่ 4 เมษายนว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยจัดหาเงินเพื่อบรรเทาภาระให้กับผู้บริโภค และควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณรัฐ

ทางเลือกเชิงนโยบาย ภาษีลาภลอย-เร่งพลังงานหมุนเวียน

แรงกดดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอ เพื่อ "ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากสงครามจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม" ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า วิกฤตครั้งนี้คือภาพสะท้อนของต้นทุนเชิงโครงสร้างจากการที่โลกยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

ฟาตีห์ บิโรล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า สงครามอิหร่านครั้งนี้คือ "ช็อกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงานโลก" ด้านไซมอน สตีล (Simon Stiell) จากสหประชาชาติ เตือนว่า การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังบ่อนทำลายความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ พร้อมกับผลักต้นทุนให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พลังงานหมุนเวียนสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาได้ เพราะ "แสงอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเส้นทางขนส่งที่เปราะบาง"

ข้อมูลชี้ว่า ประเทศที่เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสามารถลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรสามารถหลีกเลี่ยงการนำเข้าก๊าซมูลค่าถึง 1,000 ล้านปอนด์ในเดือนมีนาคม ด้วยพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และในช่วงปี 2553-2568 พลังงานลมเพียงอย่างเดียวได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคไปแล้วราว 100,000 ล้านปอนด์

ในเชิงโครงสร้าง อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซยังคงทำกำไรเฉลี่ยปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา และยังได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากรัฐทั่วโลกสูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2565 ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเศรษฐกิจโลกยังคงผูกติดกับฟอสซิลต่อไป ระบบพลังงานของโลกก็จะยังคงเปราะบางต่อความขัดแย้งในทุกรูปแบบ

แพทริก กาเลย์ (Patrick Galey) จาก Global Witness ระบุว่า วิกฤตระดับโลกมักจะถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นกำไรมหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ขณะที่ประชาชนคือผู้แบกรับต้นทุนที่แท้จริง ด้านเจส ราลสตัน (Jess Ralston) ชี้ว่า การลงทุนในเทคโนโลยีที่มุ่งสู่เป้าหมาย net zero คือหนทางเดียวที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ขณะที่เบธ วอล์กเกอร์ (Beth Walker) เสนอให้ใช้ภาษีลาภลอยเป็นเครื่องมือเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ด้านมาเรีย ปัสตูโควา (Maria Pastukhova) จาก E3G เตือนว่า ตราบใดที่ภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ ประเทศผู้นำเข้าพลังงานก็จะยังคงเสี่ยงต่อช็อกราคาในตลาดโลกอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าน้ำมันและก๊าซเหล่านั้นจะมาจากแหล่งใดก็ตาม

ที่มา: The Guardian


แชร์
บริษัทน้ำมันโกยลาภลอย 962ล้านบาท/ชม.จากสงคราม ทั้งปีคาดกำไร7.5ล้านล้าน