
ในการเลือกตั้งทั่วไปของไทยซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ปัญหา “ปากท้อง” ถูกจัดวางเป็นโจทย์เร่งด่วนอันดับต้น ๆ ที่ประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไข ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่อง เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักชะลอตัวแทบทุกด้าน หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนรายเล็ก โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ขาย แรงงานอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อย ต้องเผชิญแรงกดดันด้านรายได้และค่าครองชีพ จนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่สะท้อนลงมาถึงระดับฐานราก
เพื่อเสนอแนวทางรับมือกับปัญหาเหล่านี้ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก 7 พรรคการเมืองใหญ่ เข้าร่วมรายการพิเศษ เวทีดีเบต “ชักธงรบ” ซึ่งอมรินทร์ทีวีจัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 เพื่อประชันวิสัยทัศน์และวัดพลังนโยบาย ภายใต้คำถามหลักว่า ในช่วง 3 เดือนแรกหลังการจัดตั้งรัฐบาล จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วที่สุด และทำให้ประชาชนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น
ตลอดการดีเบต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใน “90 วันแรก” ถูกนำเสนอในหลากหลายมุม ตั้งแต่มาตรการกระตุ้นกำลังซื้ออย่างโครงการคนละครึ่งที่ถูกปรับเพิ่มเงื่อนไขสร้างรายได้ การลดค่าครองชีพผ่านการควบคุมราคาพลังงานและสาธารณูปโภค การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนทั้งการพักหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ ไปจนถึงการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจจากสินค้าผิดกฎหมายและทุนสีเทา ควบคู่กับการวางฐานเศรษฐกิจใหม่และการฟื้นความเชื่อมั่นในระบบ
เวทีนี้จึงไม่เพียงสะท้อนภาพการแข่งขันเชิงนโยบายระยะสั้น หากยังเปิดให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า แต่ละพรรคมองการฟื้นเศรษฐกิจใน 90 วันแรกเป็นเพียงการประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า หรือเป็นจุดตั้งต้นของการเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“เรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เราทำให้ปากท้องของชาวบ้านดีขึ้นในระยะ 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา ที่เห็นได้ชัดเลยคือ คนละครึ่งพลัส ทำให้เห็นจริงว่าเงินในกระเป๋าของประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะทำเลยอย่างแรกเลย คือโครงการคนละครึ่งพลัส”
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย หนักแน่นชูนโยบายสานต่อ “คนละครึ่งพลัส” โดยตอบคำถามหลักจากเวทีดีเบตที่ว่า “ใน 3 เดือนนี้ ท่านจะทำอย่างไร? ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วที่สุด” แต่พลัสในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเติมเงินใส่ระบบ เพื่อหารค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งกับประชาชนแบบที่เคยทำมาก่อนหน้า เพราะครั้งนี้ นอกจากจะช่วยลดภาระแล้ว โครงการฯ จะมุ่งเพิ่มรายรับให้ประชาชนอย่างจริงจัง
ดร. เอกนิติเปิดเผยว่า “พลัสที่เราเพิ่มขึ้น คือพลัสในทักษะในการขายของ ที่ผ่านมามันพิสูจน์เลยว่าผู้ที่เข้าโครงการร้านค้า มีทั้งหมด 100,000 ราย เขาตั้งใจร่วมโครงการเพิ่มทักษะ เขาขายของออนไลน์ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 600% จากเดิมที่ขายอยู่แต่ในตลาดอย่างเดียว ก็มาขายช่องทางออนไลน์เพิ่มเติม พี่วิน ไรเดอร์ก็ได้รายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 30% ”
ทั้งนี้ โครงการถูกออกแบบมาให้เป็น "รางวัล" สำหรับร้านค้าที่ไม่อยู่เฉย พรรคภูมิใจไทยผลักดันผ่านกระทรวงการคลัง ในช่วงเป็นรัฐบาลระยะสั้น ๆ ก่อนจะประกาศยุบสภา เพื่อเปลี่ยนการแจกเงินแบบเดิมให้เป็นการสร้างความยั่งยืน โดยตั้งเงื่อนไขให้ร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัสที่มีอยู่เกือบ 1,000,000 ราย จะต้องเข้าสู่การอบรมพัฒนาทักษะตามที่กำหนด แลกกับเงินท็อปอัพเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินโครงการเพิ่มทักษะรอบล่าสุด ซึ่งตั้งเป้าไว้ 400,000 รายนั้น มีร้านค่าเข้าร่วมประมาณ 100,000 ราย แต่ ดร.เอกนิติ ชูข้อดีของโครงการดังกล่าวว่า เปรียบเสมือนรัฐบาลให้เบ็ดประชาชนไปตกปลา และทำให้ตลาดการค้าของประชาชนกว้างขึ้น นับเป็นการสร้างความยั่งยืนทางการเงิน รัฐบาลไม่ต้องคอยช่วยอัดฉีดเงินให้ความช่วยเหลือประชาชนไปตลอด
อีกหนึ่ง “พลัส” ที่ภูมิใจไทยเชื่อว่าจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ดี คือ “โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้พลัส” โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่ม "หนี้เสียรายย่อย" (NPL) ที่ติดอยู่ในระบบเครดิตบูโร จนไม่สามารถไปกู้เงินมาหมุนเวียนร้านค้าได้ ซึ่งกระทรวงการคลังจะเข้าไปเป็นตัวกลางเจรจากับเจ้าหนี้และเครดิตบูโร เพื่อสร้าง "ทางด่วนในการเคลียร์หนี้" เมื่อลูกหนี้เข้าโครงการและเริ่มชำระตามเงื่อนไขที่ตกลงกันใหม่ที่ปรับลดต้นและดอกเบี้ยลงแล้ว จะมีการบันทึกสถานะเพื่อให้จบหนี้ได้เร็วกว่ากระบวนการปกติ เพื่อให้ชื่อของเขาหลุดจากบัญชีดำได้ทันทีหลังปิดยอด
หัวใจของนโยบายดังกล่าว คือการไม่ทิ้งให้คนมีหนี้ต้องอยู่ลำพัง แม้หลังจากเคลียร์หนี้จบแล้ว ก็ต้องเดินหน้าไปต่อได้ด้วย ปกติคนเคยติดบูโรจะต้องรอ 3-5 ปีกว่าจะกู้ใหม่ได้ แต่โครงการนี้มีข้อตกลงพิเศษว่า หากผ่านเกณฑ์ "ไปต่อได้" จะสามารถเข้าถึงสินเชื่อหมุนเวียน (Micro Finance) จากธนาคารรัฐได้ทันที เพื่อนำเงินไปซื้อของมาขายหรือขยายร้าน
สำหรับพลัสที่เพิ่มเติมมาจากโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ในรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นไม่กี่เดือนข้างหน้า ดร.เอกนิติ เน้นมากบนเวทีว่าไม่ใช่แค่การแก้หนี้แบบแจกเงินฟรี แต่เป็นการ "แก้หนี้บนพื้นฐานวินัย" พลัสแรกคือพลัสความรู้ (Financial Literacy) โดยลูกหนี้ต้องเข้าคอร์สสอนทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีร้านค้า เพื่อให้รู้ว่ากำไรที่แท้จริงคืออะไร และทำไมถึงเป็นหนี้ในรอบแรก
รวมถึง พลัสรางวัล (Good Discipline Reward) ใครที่มีวินัยดี จ่ายตรงตามกำหนดในแผนใหม่ จะได้รับ "การลดดอกเบี้ยเพิ่ม" หรือได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษในการซื้อประกันหรือสวัสดิการรัฐที่สูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งดร. เอกนิติใช้คำว่า "คนดีมีวินัย ได้ลดดอกเบี้ยต่อ"
สิ่งสำคัญคือ โครงการนี้จะไม่ใช้งบประมาณรัฐแม้แต่บาทเดียว แต่ใช้กลไกบริหารสินทรัพย์ (AMC) และการเจรจาระหว่างสถาบันการเงินกับเครดิตบูโรเพื่อปลดล็อกหนี้เน่าให้กลับมาเป็นหนี้ดี วิธีนี้ช่วยชุบชีวิตพ่อค้าแม่ขายให้กลับมาเข้าถึงแหล่งทุนได้อีกครั้งโดยไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่ม ส่งผลให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกปรับมุมมองต่อฐานะการคลังของไทยจาก ‘ลบ’ กลับมาเป็น ‘บวก’ สะท้อนถึงการแก้ปัญหาปากท้องอย่างยั่งยืนบนทรัพยากรที่จำกัดได้อย่างมีเสถียรภาพ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน กล่าวบนเวทีดีเบต ว่า การทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าเศรษฐกิจปากท้องดีขึ้นภายในสามเดือน ต้องเริ่มจากการมองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญทั้ง "ปัญหาเงินในไหลออก เงินนอกไม่เข้า เงินเทาล้นทะลัก" เสียก่อน ซึ่งในช่วง 90-100 วันแรก พรรคประชาชนมีนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด 5 แนวทางด้วยกัน
นายณัฐพงษ์ระบุว่า ในกรอบนโยบาย 90 วัน หรือ 100 วันแรก พรรคประชาชนมุ่งเริ่มแก้ปัญหาด้วยการ “อุดรูรั่ว” ของระบบเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก เพราะหากยังปล่อยให้เงินรั่วไหลออกนอกระบบ และปล่อยให้เงินเทาแทรกซึมอยู่ในภาคการผลิตและการค้า การกระตุ้นเศรษฐกิจในขั้นถัดไปย่อมไม่เกิดผลอย่างยั่งยืน หลังจากนั้นจึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคในระยะสั้น ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่รัดกุม ไม่ใช่การอัดฉีดแบบไร้ขอบเขต ต่อเนื่องด้วยการแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สิน และปิดท้ายด้วยการยกระดับแรงงาน เกษตรกร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยอย่างเป็นระบบ
ในขั้นของการอุดรูรั่ว นายณัฐพงษ์เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปราบปรามสินค้านำเข้าผิดกฎหมายและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันไหลทะลักเข้ามาจากต่างประเทศในปริมาณมาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ ทำให้โรงงานไทยจำนวนมากต้องปิดตัวลง และผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้ พร้อมกันนี้ยังชี้ว่าโรงงานสีเทาและทุนสีเทาที่ดำเนินธุรกิจนอกระบบกฎหมายต้องถูกจัดการอย่างจริงจัง เพราะเป็นต้นตอสำคัญของการบิดเบือนการแข่งขันและการดูดทรัพยากรออกจากระบบเศรษฐกิจปกติ
หลังจากการอุดรูรั่ว มาตรการต่อไปคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า มาตรการที่เคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผล พรรคประชาชนไม่คิดจะล้มเลิก เช่น โครงการคนละครึ่งยังสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยมีข้อเสนอการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทให้กับประชาชน 12 ล้านคน อย่างไรก็ตาม คนละครึ่งถูกมองว่าเป็นเพียงมาตรการที่ช่วยให้เกิดความชุ่มฉ่ำชั่วคราว เปรียบเสมือนฝนที่ตกลงมาในช่วงสั้น เมื่อเงินถูกใช้หมด เศรษฐกิจก็กลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง จากการลงพื้นที่พบว่าพ่อค้าแม่ค้าในตลาดจำนวนมากสะท้อนว่าโครงการช่วยให้ขายดีขึ้นจริง แต่ผลกระทบอยู่ได้ไม่นาน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้การใช้จ่ายหมุนเวียนต่อเนื่องในระยะยาว
จากโจทย์ดังกล่าว พรรคประชาชนจึงเสนอแนวคิด “หวยใบเสร็จ” ควบคู่กับคนละครึ่ง โดยออกแบบให้ประชาชนทุกคนที่ไปจับจ่ายกับร้านค้ารายย่อย ตลาดสด และแผงลอย สามารถนำใบเสร็จทุกยอดซื้อ 500 บาท มาแลกรับสลากได้หนึ่งใบ และกำหนดการออกรางวัลเดือนละสองครั้งในวันที่ 1 และวันที่ 16 ของทุกเดือน มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคจากการกระจุกตัวอยู่ในร้านค้าขนาดใหญ่ ไปสู่ร้านค้าชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้เม็ดเงินกระจายตัวและหมุนเวียนในระบบได้นานขึ้น
ในมิติของการแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประชากรวัยแรงงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และคนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าการมีลูกในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นเรื่องยาก พรรคประชาชนจึงเสนอการยกระดับสวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อเพิ่มรายได้สุทธิในกระเป๋าของประชากรวัยทำงาน พร้อมทั้งตอบโจทย์ทั้งเรื่องสังคมสูงวัยและการสร้างแรงจูงใจให้เกิดประชากรรุ่นใหม่มากขึ้น ภายใต้แนวคิดที่ทำให้คนไทยรู้สึกว่าเกิดมามีคุณภาพชีวิตที่ดี เติบโตอย่างมีหลักประกัน และจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี
นายณัฐพงษ์ระบุว่า ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เบี้ยเด็กเล็ก 600 บาท ซึ่งเดิมยังไม่ถ้วนหน้า จะถูกปรับให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าทันที และภายในปี 2573 จะยกระดับเป็น 1,200 บาท ขณะที่เบี้ยผู้สูงอายุจะถูกปรับจากระบบขั้นบันไดเป็น 1,000 บาทถ้วนหน้าในปีงบประมาณแรก และเพิ่มเป็น 1,500 บาทภายในปี 2573 ส่วนเบี้ยคนพิการจะยกระดับเป็น 1,200 บาท และในกรณีร้ายแรงจะเพิ่มเป็น 2,000 บาทในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพอื่น ๆ เช่น การลดค่าไฟฟ้า 25 สตางค์ต่อหน่วย และการช่วยเหลือค่าเช่าที่อยู่อาศัย 1,000 บาทต่อเดือนให้กับ 1.5 ล้านครัวเรือน โดยมาตรการระยะสั้นหลายรายการสามารถดำเนินการได้ทันทีผ่านงบกลางหรือภายใต้มาตรา 28 และสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ปีงบประมาณแรก
ในประเด็นการแก้ปัญหาหนี้ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เกษตรกรไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะเกษตรกรสูงวัย กำลังติดอยู่ในวงจรหนี้ซ้ำซาก พรรคประชาชนจึงเสนอการแก้หนี้แบบตรงจุด โดยกำหนดให้เกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไปที่ชำระดอกเบี้ยครบเทียบเท่าเงินต้นแล้ว ได้รับการยกหนี้ทันที ส่วนเกษตรกรที่ยังชำระดอกเบี้ยไม่ครบ จะเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ลงครึ่งหนึ่ง
สำหรับความยั่งยืนในระยะยาว นายณัฐพงษ์กล่าวถึงการยกระดับศักยภาพแรงงานและภาคการผลิต โดยเสนอการปรับสูตรการคำนวณค่าแรงขั้นต่ำให้ปรับเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติทุกปีตามค่าครองชีพ ควบคู่กับการยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านสินเชื่อ “Transformation Loan” เพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีนำเงินไปลงทุนปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ดิจิทัล เอไอ ออโตเมชัน และหุ่นยนต์ เข้ามาเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
ด้านภาคเกษตร นายณัฐพงษ์กล่าวถึงการยกระดับเกษตรกรไปสู่เกษตรสมัยใหม่และเกษตรก้าวหน้า โดยมุ่งผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เช่น ข้าวรักษ์โลกและการเกษตรที่ไม่ใช้การเผา มีการใช้ปุ๋ยให้สอดคล้องกับคุณภาพดินและความต้องการของพืช สนับสนุนคูปองเพื่อลดการเผาในภาคเกษตร ปรับปรุงคุณภาพดิน ปรับเปลี่ยนชนิดพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ และส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของไทยในระยะยาว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบนเวทีดีเบตว่า ประเด็นการดำเนินนโยบายในช่วง 90 วันแรกหลังการเลือกตั้ง จำเป็นต้องอธิบายต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกติกา เพราะในทางปฏิบัติ หากรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้รวดเร็ว ช่วง 90 วันแรกยังคงต้องดำเนินการภายใต้กรอบพระราชบัญญัติงบประมาณที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจัดทำไว้ก่อนหน้า การใช้งบประมาณใหม่จึงทำได้จำกัด และส่วนใหญ่ต้องอาศัยงบกลางในลักษณะงบฉุกเฉินเป็นหลัก
นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ภายใต้กรอบดังกล่าว มาตรการในช่วงต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องย้ำว่าการกระตุ้นลักษณะนี้ไม่สามารถทำต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ พร้อมยกตัวอย่างโครงการ “คนละครึ่ง” ในอดีตที่ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบดีขึ้นในช่วงดำเนินโครงการ แต่เมื่อสิ้นสุดโครงการ กำลังซื้อในตลาดกลับอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นคำตอบในตัวเองว่ามาตรการดังกล่าวไม่ยั่งยืน แม้ทุกฝ่ายบนเวทีจะเห็นตรงกันว่าเงินหมุนเวียนช่วงโครงการดำเนินการนั้นดีขึ้นจริง
ดังนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่า รัฐบาลใหม่สามารถนำบทเรียนจากมาตรการในอดีตมาปรับใช้ได้ แต่ต้องยึดหลักสำคัญสองประการ คือ “เร็ว” และ “ง่าย” เพราะหากออกแบบเงื่อนไขให้ซับซ้อนเกินไป เช่น การผูกกับเอกสารหรือใบเสร็จ จะเพิ่มปัญหาในทางปฏิบัติ และทำให้มาตรการไหลไปสู่กลุ่มที่มีความพร้อมมากกว่ากลุ่มเป้าหมาย พร้อมย้ำว่าประเทศไทยไม่อาจพึ่งพาการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ให้ผลเพียงชั่วคราวได้ และจำเป็นต้องวางแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวควบคู่กันไป
ในช่วง 90 วันแรก พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอให้เริ่มมาตรการที่ไม่ต้องพึ่งงบประมาณโดยตรง เช่น การพักหนี้เกษตรกร และการเริ่มโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งสามารถใช้กลไกและเงินทุนของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไปก่อนได้ทันที ส่วนการประกันรายได้แรงงาน จำเป็นต้องพิจารณาความเป็นไปได้ในการดึงสถาบันการเงินเข้ามาดูแล ขณะที่หากมีงบประมาณรองรับ ก็ยังมีนโยบายแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินของคนไทยอีกจำนวนมากที่สามารถเดินหน้าได้
ในมิติของสวัสดิการสังคม นายอภิสิทธิ์ย้ำจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ในการผลักดันเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้าเดือนละ 1,000 บาท โดยระบุว่าเป็นตัวเลขที่คำนวณความเป็นไปได้ทางการคลังมาอย่างรอบคอบตั้งแต่เริ่มต้นนโยบาย พร้อมกับการเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็นสองเท่า และการลงทุนเชิงโครงสร้างด้านแม่และเด็ก ในปีแรก แม่ที่มีบุตรเกิดใหม่จะได้รับเงินสนับสนุนเดือนละ 5,000 บาท พร้อมเงินแรกเกิดอีก 5,000 บาท รวมเป็น 65,000 บาทในปีแรก เพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ในช่วงเลี้ยงดูเด็กเล็ก และเป็นค่าใช้จ่ายด้านโภชนาการและพัฒนาสมองเด็ก นอกจากนี้ ยังมีการออมเงินระยะยาวให้เด็ก ด้วยการเติมเงิน 500 บาทต่อเดือนเข้าบัญชีที่ถอนไม่ได้ เพื่อให้เมื่ออายุครบ 18 ปี เด็กจะมีเงินก้อนประมาณ 100,000 บาทสำหรับตั้งต้นชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การประกอบอาชีพ หรือการเพิ่มพูนทักษะ พร้อมกันนี้ พรรคยังเสนอแนวคิด “คูปองเพิ่มทักษะ” เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานและสร้างรายได้ที่แท้จริงในระยะยาว
ต่อคำถามว่าประเทศไทยมีศักยภาพทางการคลังเพียงพอหรือไม่สำหรับนโยบายเหล่านี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกโครงการที่นำเสนอผ่านการคำนวณงบประมาณอย่างละเอียดแล้ว และพรรคมั่นใจว่าสามารถดำเนินการได้ภายใต้สภาวะการคลังปัจจุบัน โดยย้ำว่านี่ยังไม่รวมถึงนโยบายระยะยาว ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ประกาศอย่างชัดเจนว่า หากได้เป็นแกนนำรัฐบาล ภายในระยะเวลา 4 ปี อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ GDP จะต้องกลับมาเติบโตอย่างน้อย 5% ต่อปี
เป้าหมายดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่านการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหรือ Wellness เศรษฐกิจดิจิทัล และภาคธุรกิจใหม่อื่น ๆ โดยหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทของรัฐ จากรัฐที่ลงทุนทุกอย่าง มาเป็นรัฐที่ทำหน้าที่ผลักดัน อำนวยความสะดวก และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน พร้อมกับการฟื้นฟูการเมืองสุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายอภิสิทธิ์ยังเสนอให้ปฏิรูประบบข้อมูลของรัฐให้เป็นระบบเปิด เพื่อให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในการสร้างธุรกิจใหม่ของภาคเอกชน และในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ผ่านการให้บริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ซ้ำซ้อน พร้อมเพิ่มความโปร่งใส โดยเฉพาะข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง การแสดงบัญชีทรัพย์สินนักการเมือง และความเป็นเจ้าของกิจการ เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ควบคู่กับการปรับรื้อกฎระเบียบด้านการส่งเสริมการลงทุน โดยไม่มองเพียงเม็ดเงินที่ไหลเข้า แต่พิจารณาว่าการลงทุนสร้างประโยชน์และความเป็นธรรมให้กับแรงงานไทยอย่างไร รวมถึงแรงงานแพลตฟอร์มและฟรีแลนซ์ ซึ่งควรได้รับสัญญาที่เป็นธรรมและอยู่ในระบบการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสวงหาโอกาสและยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจใหม่
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวบนเวทีดีเบตว่า ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย พรรคเพื่อไทยต้องการเริ่มต้นจากการ “ตั้งเข็มทิศประเทศ” โดยยืนยันเป้าหมายชัดเจนว่าจะนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ผ่านการขยายตัวของ GDP การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และการเพิ่มรายได้ต่อหัวของประชาชน และเมื่อมีโจทย์และทิศทางที่ชัดเจนแล้ว นโยบายต่าง ๆ จึงจะถูกนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพรวมของการพัฒนาประเทศ
ในแง่การดำเนินนโยบาย นายจุลพันธ์ระบุว่า พรรคเพื่อไทยแยกการทำงานออกเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยในระยะสั้นมีหลายมาตรการที่สามารถทำได้ทันทีภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน เช่น นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งสามารถดำเนินการให้เห็นผลได้ภายในสามเดือน นโยบายหวยเกษียณที่ใช้เวลาในระดับใกล้เคียงกัน และการพักหนี้เกษตรกรที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วภายในสองถึงสามสัปดาห์ โดยเสนอการพักหนี้เกษตรกรวงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อช่วยลดภาระและประคองรายได้ของเกษตรกรในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น นายจุลพันธ์ชี้ว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขหรือมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่คือเรื่อง “ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ” ทั้งความมั่นใจในการบริโภค ความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย และความมั่นใจต่อบทบาทของรัฐ นายจุลพันธ์ระบุว่า สิ่งที่ทุกฝ่ายควรช่วยกันคือการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจ หากยังอยู่ในสภาพการเมืองที่เต็มไปด้วยการสาดโคลนและการโจมตีกัน แม้จะได้คะแนนเสียงทางการเมือง แต่จะไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง และจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจ
ในมิติระยะยาว นายจุลพันธ์ย้ำว่า การพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจต้องอาศัยการผสานนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้ากับอุตสาหกรรมที่มีอยู่ เพื่อยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมเสนอแนวคิด “ได้งบ จบ ได้งาน” ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการอัปสกิลและรีสกิลแรงงานอย่างจริงจัง โดยชี้ว่า แม้การพูดเรื่องอัปสกิล-รีสกิลจะฟังดูง่าย แต่ในทางปฏิบัติหมายถึงต้นทุนและโอกาสที่แรงงานและภาคเอกชนต้องเสียไป รัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การพัฒนาทักษะแรงงานเกิดผลจริง และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว
“จริง ๆ คนไทยทำงานเยอะมาก ทำงานหนักแต่ยังจน เกษตรกรกลุ่มใหญ่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ทำไปทั้งปีไม่มีตังค์เหลือ SMEs ลงทุนแต่ไม่มีผลกำไรเหมือนเจ้าสัว”
คือสิ่งที่ นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ และตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมได้ลงพื้นที่ไปในหลายจังหวัดของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดด้านเกษตรกรรม และได้ใช้หัวใจสัมผัสกับความน่าเจ็บปวดของพี่น้องประชาชนกลุ่มคนรากหญ้า ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้องและการถูกเอาเปรียบจากนายทุน
ปัญหาแรกที่พรรคกล้าธรรมจะแก้ไขใน 90 วัน คือเรื่องหนี้สินของคนรากหญ้า เพราะคนส่วนใหญ่ในประเทศมีหนี้ หากได้เป็นรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะจัดวงประชุมเร่งด้วยเพื่อลดภาระหนี้ - พักหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม ตั้งแต่หนี้ของเกษตรกรไปจนถึงหนี้นักศึกษาที่กู้ กยศ.
นอกจากนี้ นายอนุดิษฐ์กล่าวว่า “วันนี้ไปดูเถอะครับ ผลผลิตทางการเกษตร คนที่ผลิตต้นน้ำอย่างเกษตรกร ทำผลผลิตขายในราคาต่ำ แต่ปลายทางไปอยู่บนเชลฟ์สินค้า แปรรูปเรียบร้อย จนทำให้ราคาสูงทั้งสิ้น เจ้าสัวอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ มีไม่ต่ำกว่า 5 เจ้าที่ขายของกิน แต่เกษตรกรในประเทศกลับยากจน เพราะฉะนั้น ค่าครองชีพจะต้องมีกระบวนการในการจัดการ เพื่อให้ต้นทุนชีวิตของทุกคนมันต่ำลง”
พรรคกล้าธรรมชูเรื่องการลดค่าครองชีพเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจใน 90 วันแล้ว โดยให้คำมั่นว่าจะลดค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าพลังงานเชื้อเพลิง ค่าโลจิสติก สิ่งเหล่านี้ ทางพรรคกล้าธรรมเชื่อว่าทำได้เลยและจะทำทันที ด้วยฐานความคิดที่ว่า หากค่าครองชีพเหล่านี้ลดลง ต้นทุนการใช้ชีวิตจะมีราคาที่เหมาะสมขึ้น และอยากให้กำไรที่เหลือไหลเข้ากระเป๋าพี่น้องประชาชน
เมื่อลดหนี้และค่าครองชีพให้เกิดความคล่องตัวแล้ว ก็จะดำเนินนโยบายที่ผลักดันให้คนรากหญ้าแข็งแรงขึ้น โดยการปรับค่าแรง นายอนุดิษฐ์กล่าวว่า วันนี้พี่น้องประชาชน คนฐานราก คนมีรายได้น้อย คนใช้แรงงานล้วนถูกเอาเปรียบด้านค่าแรง ดังนั้น พรรคกล้าธรรมจะเน้นเพิ่มค่าแรงที่ยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนดูแลตัวเองและครอบครัวได้
และสุดท้ายก็คือเรื่องสวัสดิการ ที่จะเน้นดูและตั้งแต่เกิดจนแก่ ซึ่งพรรคกล้าธรรมถือเป็นเสาหลักเศรษฐกิจที่เขาใช้ควบคู่ไปกับการพักหนี้ ซึ่งนโยบายชุดนี้มีชื่อว่า "สวัสดิการถ้วนหน้า กล้าสวัสดิการ" เริ่มต้นตั้งแต่ "เงินขวัญถุงสร้างชาติ" รัฐบาลจะมอบเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี แบบถ้วนหน้า ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับเด็กวัยเรียนก็จะเน้นการเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี พร้อม"คูปองเสริมทักษะอาชีพ" เพื่อให้เด็กที่จบมามีงานทำทันที ไม่เป็นภาระครอบครัว และดูแลจนแก่ด้วยการปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น "บำนาญประชาชน" จำนวน 3,000 บาทต่อเดือน เท่ากันทุกคน พรรคกล้าธรรมเชื่อว่าหากผู้สูงอายุมีเงินกินเงินใช้ที่แน่นอน ลูกหลานซึ่งเป็นคนวัยทำงาน จะลดความกังวลและกล้าออกไปลงทุน หรือกล้าใช้จ่ายเงินมากขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ "ยิงปืนนัด เดียวได้นกสองตัว"
“วันนี้ปัญหาใหญ่ก็คือเรื่องของความไม่สมดุลระหว่างรายรับและรายจ่าย ระยะสั้นต้อง “พักหนี้เติมทุน” เป็นนโยบายที่เราหาเสียงตั้งแต่ครั้งที่แล้ว เพราะเรามองเห็นแล้วว่าหนี้ครัวเรือนแตะ 90% มันอันตรายมาก ถ้าจะปล่อยให้พี่น้องสู้ตามลำพัง มันไปต่อยากมากค่ะ”
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย ยังคงยึดมั่นในนโยบาย ‘พักหนี้-เติมทุน’ ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมจากการเลือกตั้งครั้งก่อน โดยคุณหญิงสุดารัตน์มองว่า วิกฤตหนี้ครัวเรือนที่แตะระดับ 90% คือระเบิดเวลาที่ต้องรีบถอดชนวน มาตรการเร่งด่วนที่นำเสนอคือการ ‘ชำระสิบ ปลดร้อย’ มุ่งเป้าไปที่คนตัวเล็กที่มีหนี้ NPL ไม่เกิน 100,000 บาท โดยรัฐจะใช้กลไกพิเศษในการช่วยเจรจา หากลูกหนี้แสดงเจตจำนงในการชำระคืนเพียง 10,000 บาทภายในหนึ่งปี หนี้ที่เหลือจะถูกปลดล็อกทันที
นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสงเคราะห์ แต่เป็นการลดภาระที่รัดตัวประชาชน เพื่อเปลี่ยนสถานะจาก ‘ลูกหนี้ที่เป็นภาระ’ ให้กลายเป็น ‘กำลังซื้อ’ ที่จะกลับมาหมุนเวียนเศรษฐกิจในระยะสั้น 3 เดือนแรก
สำหรับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs คุณหญิงสุดารัตน์เสนอมาตรการ ‘พักหนี้แบบหยุดดอกเบี้ย’ เป็นเวลา 3 ปีเต็ม โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นการพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กที่มีวงเงินหนี้รวมไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เหตุผลที่ออกมาตรการนี้ พรรคไทยสร้างไทยมองว่า คนที่เป็นหนี้เเหมือนอยู่ในวิกฤต ICU คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า “ให้น้ำเกลือเขาสักนิดหนึ่ง ให้เขาลุกขึ้นมาเดินได้ ให้เขามีกำลังหารายได้กลับมาคืนประเทศชาติได้”
เมื่อรีเซ็ตเรื่องหนี้สินเป็นศูนย์แล้ว การ ‘เติมทุน’ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไทยสร้างไทยมีแนวทางเติมทุนแบบไม่ใช้งบประมาณภาครัฐแม้แต่บาทเดียว ผ่านการจัดตั้ง ‘กองทุนสร้างไทย’ เพื่อเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กได้ตั้งตัวหรือนำไปปลดหนี้นอกระบบ
ปัจจุบันผู้ที่กู้หนี้นอกระบบต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 20-30 ต่อเดือน ยกตัวอย่างเช่น หากกู้เงิน 50,000 บาท เพื่อเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างกำไรและการอยู่รอด แต่หากเปลี่ยนมาใช้บริการ ‘กองทุนสร้างไทย’ หรือกองทุนตั้งตัวได้ ภาระดอกเบี้ยจากเดือนละ 10,000 บาท จะลดลงเหลือเพียงเดือนละ 500 บาทเท่านั้น สิ่งนี้คือการหยิบยื่นโอกาสในชีวิตให้แก่ประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถลืมตาอ้าปากและเดินหน้าต่อไปได้
คุณหญิงสุดารัตน์เปิดเผยว่า SMEs 90% เข้าไม่ถึงแหล่งทุน ไทยสร้างไทยจึงจะตั้งกองทุนสร้างไทเพื่อ SMEs ด้วยงบประมาณ 300,000 ล้านบาท ให้ SMEs กู้ได้จริง ดอกเบี้ยถูก เหลือแค่ 4-5% พอ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้คือกำลังขับเคลื่อนประเทศ ที่จะเกิดการจ้างงานต่อไปราว 15 ล้านตำแหน่ง และกลุ่มผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบตั้งแต่การระบาดของโควิดเป็นต้นมา ขณะนี้ธุรกิจกำลังล้มหายตายจา ถ้าไม่ช่วยบรรดา SMEs ให้อยู่รอด เศรษฐกิจไทยเดินไม่ได้ ถ้ารวยแค่คนข้างบน
สำหรับวิธีการที่จะจัดหาแหล่งทุนหลายแสนล้านดังกล่าว ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทยชี้แจงถึง วิธีการวินทั้งหมดแบบ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว” โดยจะนำเงินฝากที่ลอยอยู่ในธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ยต่ำ ๆ ประมาณ 1% บวก-ลบ ของคนรวยซึ่งในระบบขณะนี้มีอยู่ราว 17 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะขอแบ่งออกมาแค่ 3-4 แสนล้านบาท ทำเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ดอกเบี้ย 3% ซึ่งคนรวยจะได้ดอกเบี้ยมากขึ้น
มาตรการนี้ถือเป็นการนำสภาพคล่องจากกลุ่มผู้มีกำลังทรัพย์มาแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสให้คนตัวเล็ก ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการสร้างอาชีพ กลุ่มเด็กจบใหม่ หรือ SMEs รายย่อย ให้สามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง ในเชิงบริหารจัดการ รัฐบาลจะมีต้นทุนจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเพียง 3% ต่อปี แต่เมื่อนำมาปล่อยกู้ให้คนตัวเล็กในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือคิดเป็น 12% ต่อปี จะส่งผลให้รัฐมีส่วนต่างถึง 9% เพื่อนำมาบริหารกองทุนให้ยั่งยืน
ขณะที่ฝั่งผู้กู้จะได้รับประโยชน์มหาศาล เพราะจากเดิมที่เคยต้องแบกรับภาระหนี้นอกระบบสูงถึงร้อยละ 20-30 ต่อเดือน จะเหลือเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือนเท่านั้น ทำให้มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับตั้งตัวและปลดหนี้ได้อย่างแท้จริง โดยกองทุนนี้จะสนับสนุนวงเงินกู้ตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ซึ่งเป็นกลไกที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริงเพื่อแก้ปัญหารากฐานของเศรษฐกิจไทย
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ มองว่าปัญหาเฉพาะหน้าทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งทำทันที ไม่ใช่เรื่องการแก้ตัวเลข GDP ไม่ใช่เรื่องการแก้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เป็นปัญหาเศรษฐกิจของคนรากหญ้า คนทำงาน คนหาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน ที่ขณะนี้กำลังเผชิญกับภาวะไม่มีจะกิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง
ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติชี้ว่า ความจริงโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการของรวมไทยสร้างชาติตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่ในสมัยที่พรรคภูมิใจไทยนำมาใช้ใหม่ รัฐบาลต้องคอยกระตุ้นให้คนมาใช้ เนื่องจากอีกครึ่งหนึ่งที่ประชาชนต้องจ่ายเอง เขาไม่มีกำลังมากพอที่จะจับจ่ายด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นต้นตอปัญหามาจากผู้คนขาดสภาพคล่องทางการจับจ่ายใช้สอย
“ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไขในทันที อันดับแรกไม่มีใครช่วยประชาชนกลุ่มรากหญ้ากลุ่มนี้ได้นอกจากรัฐบาล เพราะรัฐเป็นหน่วยงานเดียวที่มีเงินอยู่ตอนนี้ เป็นหน่วยงานที่เก็บภาษีประชาชน ประชาชนต้องอาบเหงื่อตากน้ำมาเสียภาษี ทุกวันนี้เงินภาษีที่ท่านจ่ายไป นโยบายรวมไทยสร้างชาติจะปรับรูปแบบงบประมาณใหม่”
นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่ารายได้จากภาษี 3.8 ล้านล้านบาทในปีล่าสุด เงินที่ประชาชนจ่ายไปอาจไม่ได้กลับคืนมาที่ประชาชนอย่างเต็มที่ สิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติต้องการทำคือเอาเงินมาคืนประชาชนก่อน นี่คือนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำก่อน แล้วที่เหลือค่อยไปปรับตามระบบ
รวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุที่ขาดรายได้ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุไม่มีคนดูแล เป็นปัญหาสังคม ไปจนถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่กู้กยศ. แต่จบมาแล้วยังไม่มีงานทำ ฉะนั้น นโยบายรวมไทยสร้างชาติจะมีการจ้างงานจากภาครัฐ 300,000 ตำแหน่ง เงินเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาท มีการจ้างผู้สูงอายุ มีการจ้างคนไปดูแลสังคม ที่สำคัญผู้ที่ผิดชำระหนี้ กยศ. ด้วยความสุจริต เช่น ไม่มีงานทำ หรือมีภาระต้องดูแลครอบครัว รัฐบาลจะยกเลิกการฟ้องบังคับคดี มาใช้หนี้ภาครัฐด้วยการทำงานแทนการจ่ายเงินคืน
นอกจากนี้ รัฐบาลรวมไทยสร้างชาติจะมีการตั้งกองทุนฉุกเฉินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท ให้กู้รายละ 50,000 บาทเพื่อแก้ปัญหาชีวิต ปัญหาการดำรงชีพ ปัญหาการประกอบกิจการ ไม่ต้องกู้หนี้นอกระบบ โดยปล่อยกู้รายละ 50,000 บาท ขั้นต่ำให้กู้ 1,000,000 คนทันที ซึ่งสามารถผ่อนชำระหนี้ในระยะ 10 ปี ชำระไม่มีดอกเบี้ย และชำระคืนไม่เกิน 500 บาทต่อเดือน
สำหรับการพักหนี้ ก็มีแผนเช่นกัน เนื่องจากนายพีระพันธุ์มองว่า สภาวะเศรษฐกิจแบบวันนี้ คนรากหญ้า คนทำมาหากิน คนหาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน ไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ ไม่ว่าจะเป็น หนี้มอเตอร์ไซค์ หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ ค่าเรียนลูก โดยรัฐบาลจะต้องเจรจากับเอกชน ให้ร่วมกันพักหนี้ รวมถึงเกษตรกรด้วย ว่าจะรัฐบาลและภาคเอกชนจะร่วมมืออย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้ร่วมกันได้
ในประเด็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยืนยันถึงผลงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ดำรงตำแหน่ง ตนเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่ยึดนโยบายไม่ปรับขึ้นค่าไฟฟ้า แต่กลับดำเนินการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการตรึงราคาแก๊สหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยการกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งราคาต้นทุน เพื่อควบคุมและป้องกันไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันมีความผันผวนรายวันเหมือนเช่นในอดีต
สำหรับมาตรการลดภาระประชาชนในระยะสั้น พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพให้เห็นผลทันที ประกอบด้วย:
โดยนายพีระพันธุ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างราคาในปัจจุบันว่า เมื่อครั้งตนดำรงตำแหน่ง ต้นทุนแก๊สหุงต้มอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัม แต่ยังสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกที่ 423 บาทได้ ปัจจุบันต้นทุนลดลงมาอยู่ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายจึงไม่ควรปรับสูงขึ้น หากบริหารจัดการหักลบค่าขนส่งอย่างเป็นธรรม พรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันว่าจะสามารถปรับลดราคาลงเหลือ 360 บาทต่อถัง เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน