
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ‘การดูแลสุขภาพ’ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกกิจกรรมที่ได้ขยับร่างกาย การเข้าร่วมคอมมูนิตี้กีฬา ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อติดตามสมรรถภาพของตัวเอง และเทรนด์การใช้ชีวิตแบบแอ็กทีฟ (Active Lifestyle) นั้นก็เชื่อมโยงกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรง
The 1 ลอยัลตี้แพลตฟอร์มของกลุ่มเซ็นทรัลระบุว่า Active Lifestyle หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อสุขภาพ เป็นเทรนด์หลักของปี 2026 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (big shift) ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลก สะท้อนผ่านการเติบโตของสินค้าและบริการด้านสุขภาพ กีฬา และการดูแลร่างกายในระยะยาว
The 1 Insight พบว่า ไลฟ์สไตล์การเคลื่อนไหวร่างกายของผู้บริโภคไทยมีพัฒนาการอย่างชัดเจน จากเดิมที่ดูแลร่างกายเพื่อความสวยงาม สู่การให้ความสำคัญกับสมรรถภาพร่างกายและสุขภาพในระยะยาว มุมมองที่จริงจังขึ้นนี้ ส่งผลให้ผู้บริโภคจัดสรรงบประมาณด้านการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางตลาดสินค้ากีฬาทั่วโลกที่เติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี
เทรนด์ Active Lifestyle นี้สะท้อนผ่านการขยายตัวของกิจกรรมกีฬาและสุขภาพ (sport & wellness event) ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายแบบกลุ่ม (group exercise) ประเภทต่าง ๆ ตลอดจนงานแข่งขันเชิง performance ที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี และส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย เช่น ในหมวด Performance Footwear ซึ่งมียอดขายก่อนช่วงงาน HYROX Bangkok 2025 การแข่งขันฟิตเนสระดับโลกที่จัดช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 สูงกว่าช่วงหลังงานถึง 1.5 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน จากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิก The 1 พบความแตกต่างของมุมมองและความคาดหวังที่ผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยมีต่อ Active Lifestyle ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการจับจ่ายที่ต่างกันด้วย
The 1 พบว่า Gen Z มอง Active Lifestyle เป็นพื้นที่ของการแสดงตัวตนและการอยู่ในกระแส (Identity & Trend) การออกกำลังกายไม่ได้ถูกมองเพียงเพื่อสุขภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่สามารถสื่อสารและแชร์ได้ในโลกโซเชียล
ในมิติของสินค้า Gen Z ตอบรับสินค้าที่เชื่อมโยงกับกระแสอย่างโดดเด่น เช่น สินค้ากีฬาเทนนิสที่ได้รับความนิยมในปีที่ผ่านมา มียอดขายในกลุ่ม Gen Z เติบโตสูงถึง 5 เท่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงสุด ขณะเดียวกัน เทรนด์โภชนาการอย่าง โปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein) ก็เติบโตกว่า 1.5 เท่า สะท้อนว่า Active Lifestyle สำหรับ Gen Z เชื่อมโยงกับกระแสสังคมและการทดลองสิ่งใหม่ มากกว่าจะยึดติดกับรูปแบบการดูแลสุขภาพแบบเดิม
นอกจากนี้ Gen Z ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของหมวดเสื้อผ้าสำหรับวิ่ง (Running Apparel) ซึ่งเติบโตกว่า 2 เท่า แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากชุดวิ่งที่สวมใส่แบบลำลอง (athleisure) ในเชิงไลฟ์สไตล์ ไปสู่สินค้าที่มีฟังก์ชันและสมรรถนะเฉพาะด้านมากขึ้น สอดคล้องกับกระแส run club ที่ได้รับความนิยมในสังคมเมือง และถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในโลกโซเชียล โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
Gen Y ถือเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของ Active Lifestyle ในประเทศไทย โดยเป็นกลุ่มที่เปลี่ยนการออกกำลังกายจาก “ทางเลือก” ให้กลายเป็น “ระบบชีวิต” อย่างจริงจัง Gen Y มอง Active Lifestyle เป็นทั้งเครื่องมือพัฒนาสมรรถนะร่างกายและพื้นที่สร้างสังคมกับผู้ที่มีเป้าหมายและไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน
ข้อมูลจาก The 1 Insight ชี้ให้เห็นว่า การใช้จ่ายสำหรับสมาชิกฟิตเนสเติบโตกว่า 2 เท่า โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากกลุ่ม Gen Y ซึ่งมองฟิตเนสเป็นมากกว่าสถานที่ออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่ในการสร้าง community และไลฟ์สไตล์ร่วมกัน ปัจจุบันฟิตเนสในกรุงเทพฯ มีราคาตั้งแต่ประมาณ 1,000-20,000 บาทต่อเดือน ครอบคลุมตั้งแต่ตลาดแมสไปจนถึงระดับพรีเมียม สะท้อนถึงความพร้อมของผู้บริโภคในการลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ในมิติของเทคโนโลยี Gen Y ยังเป็นกลุ่มผู้ใช้จ่ายหลักของอุปกรณ์ Data Tracking เชิง performance ที่เน้นการวัดผลด้านการนอน การฟื้นตัว และระดับความเครียด มากกว่าฟังก์ชันอเนกประสงค์ของสมาร์ทวอทช์ทั่วไป สะท้อนผ่านยอดใช้จ่ายของแบรนด์สายรัดสุขภาพชื่อดังที่ได้รับความนิยมในโลกโซเชียล โดยเฉพาะด้านการวัดผลเชิงลึก ซึ่งมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความจริงจังและการใช้ข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ
สำหรับ Gen X ไลฟ์สไตล์แบบแอ็กทีฟ (Active Lifestyle) คือการดูแลร่างกายให้ยังคงแข็งแรง คล่องตัว และพร้อมรองรับทุกบทบาทของชีวิต กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความสามารถในการเคลื่อนไหวในระยะยาว (Quality of Life & Mobility)
มุมมองและความคาดหวังดังกล่าวสะท้อนผ่านการใช้จ่ายอย่างชัดเจน โดย Gen X มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคู่ในหมวดรองเท้าวิ่งสูง 1.3 เท่า ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกช่วงวัย ควบคู่กับการใช้บริการศูนย์ดูแลสุขภาพ (wellness center) ซึ่ง Gen X มีการใช้จ่ายสูงที่สุดเช่นกัน แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพื่อรักษาศักยภาพของร่างกายและคงความสามารถในการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
ขณะที่ Baby Boomers ให้ความสำคัญกับ Active Lifestyle ในมิติของการดูแลสุขภาพเพื่อช่วงชีวิตที่ยืนยาวและมั่นคง (longevity & stability) เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ประเด็นเรื่องอายุขัยและความแข็งแรงจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น การดูแลสุขภาพของ Baby Boomers จึงต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
พฤติกรรมการบริโภคของกลุ่ม Baby Boomers สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยหมวดรองเท้าฟื้นฟู (recovery shoes) เติบโตกว่า 3 เท่า ขณะเดียวกัน สมาร์ทวอทช์ มีการเติบโตกว่า 2 เท่า โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด ช่วยสร้างความมั่นใจให้ทั้งตัวผู้ใช้และครอบครัว ลดความเสี่ยง และช่วยรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว