
เคยไหม…โทรศัพท์มือถือที่ใช้อยู่ยังใช้งานได้ดีทุกอย่าง แต่แบตเตอรี่กลับเสื่อมสภาพไปซะก่อน ชาร์จวันละหลายรอบ เครื่องร้อนง่าย ใช้งานได้แป๊บเดียว สุดท้ายหลายคนตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ ทั้งที่จริงแล้วปัญหาอาจอยู่ที่แบตเตอรี่เพียงก้อนเดียว
นี่คือเหตุผลที่สหภาพยุโรป หรือ EU กำลังเปลี่ยนกติกาครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน ด้วยการออกข้อกำหนดใหม่ให้สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต เครื่องเล่นเกม ของเล่น อุปกรณ์สวมใส่ ไปจนถึง smart glasses ที่จำหน่ายในยุโรป ต้องออกแบบให้แบตเตอรี่ “ถอดเปลี่ยนได้ง่าย” มากขึ้น
กฎหมายนี้จะเริ่มมีผลในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2570 และเป็นส่วนหนึ่งของ Batteries Regulation ที่เชื่อมโยงกับแนวคิด Right to Repair หรือ สิทธิในการซ่อมของผู้บริโภค กฎหมายนี้เดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหามลพิษจากแบตเตอรี่ โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและ micro-mobility เช่น e-bike และ e-scooter
เป้าหมายไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือการลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ลดการผูกขาดการซ่อม และทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ทุกครั้งที่แบตเสื่อม
หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผู้ใช้โทรศัพท์สามารถเปิดฝาหลังแล้วถอดแบตเตอรี่ออกมาเปลี่ยนเองได้ทันที หากแบตเสื่อมก็เพียงซื้อก้อนใหม่มาใส่ ใช้เวลาไม่กี่นาที ค่าใช้จ่ายไม่สูง และไม่จำเป็นต้องพึ่งศูนย์บริการมากนัก
แต่เมื่อสมาร์ตโฟนพัฒนาไปสู่ยุคของดีไซน์ที่บางลง ตัวเครื่องเรียบเนียนขึ้น กันน้ำได้ดีขึ้น และภาพลักษณ์ความพรีเมียมกลายเป็นจุดขายสำคัญ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการซีลตัวเครื่องด้วยกาวและโครงสร้างแบบปิดสนิท แม้จะช่วยให้โทรศัพท์ดูแข็งแรงขึ้นและมีพื้นที่ภายในมากขึ้นสำหรับแบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนอื่น ๆ แต่สิ่งที่ยากขึ้นคือ “การซ่อม”
โดยเฉพาะการเปลี่ยนแบตเตอรี่ จากเดิมที่ผู้ใช้สามารถจัดการเองได้ กลายเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ ใช้ความร้อนในการละลายกาว และต้องนำเครื่องเข้าศูนย์บริการ ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เวลารอนานขึ้น และสำหรับหลายคน การซื้อเครื่องใหม่กลับกลายเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าการซ่อม
ผลที่ตามมาคือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” หรือ e-waste ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในประเภทขยะมูลฝอยที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ในปี 2565 ทั่วโลกมีการสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงถึงประมาณ 62 ล้านตัน และตัวเลขนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2573 ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกจะพุ่งสูงถึง 82 ล้านตัน ขณะที่สัดส่วนการเก็บรวบรวมและรีไซเคิลอย่างถูกต้องอาจยังไม่ถึง 25% ด้วยซ้ำ
แม้กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เฉพาะในสหภาพยุโรป แต่ผู้บริโภคในประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทย อาจกลายเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์เช่นกัน
ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ของโลกอย่าง Samsung, Apple หรือ Google มักไม่เลือกผลิตสินค้าแยกหลายเวอร์ชันตามแต่ละภูมิภาค เพราะนั่นหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งในด้านการออกแบบ การผลิต และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อสหภาพยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลกกำหนดมาตรฐานใหม่ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงมักเลือกปรับสินค้าในระดับสากลให้สอดคล้องกันทั้งหมด มากกว่าการทำรุ่นพิเศษเฉพาะสำหรับยุโรปเพียงแห่งเดียว
เราเคยเห็นปรากฏการณ์นี้มาแล้วจากกรณีของ USB-C ที่เริ่มต้นจากข้อกำหนดของยุโรป แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสมาร์ตโฟนทั่วโลก รวมถึง iPhone ที่ต้องปรับตาม
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ แล้วบริษัทอย่าง Apple จะต้องรื้อดีไซน์ครั้งใหญ่หรือไม่ คำตอบคืออาจไม่ถึงขั้นนั้น เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มองเพียงว่า “ถอดแบตได้ง่ายหรือไม่” แต่ยังพิจารณาถึง “อายุการใช้งานจริง” ของแบตเตอรี่ด้วย โดยมีข้อยกเว้นว่า หากแบตเตอรี่สามารถรักษาความจุได้อย่างน้อย 80% หลังผ่านการชาร์จครบ 1,000 รอบ อุปกรณ์นั้นอาจได้รับการยกเว้นจากข้อบังคับเรื่องการถอดเปลี่ยนแบต
ในเรื่องนี้ John Ternus ว่าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ Apple ก็เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่า เขาสนับสนุนแนวคิด Right to Repair หรือสิทธิในการซ่อม แต่ก็เชื่อว่าการมองเรื่อง “ซ่อมง่าย” เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบเสมอ เพราะในบางครั้ง การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานยาวนานตั้งแต่ต้น อาจสำคัญกว่าการทำให้มันซ่อมได้ง่ายภายหลัง
ในกรณีของ iPhone 15 เป็นต้นไป Apple ระบุว่าแบตเตอรี่สามารถทำได้ตามเกณฑ์ที่ EU ตั้งไว้ นั่นหมายความว่า iPhone รุ่นใหม่อาจไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปสู่การออกแบบแบบเปิดฝาหลังหรือปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เหมือนโทรศัพท์ยุคก่อน
แนวทางนี้สะท้อนชัดว่า EU ไม่ได้ต้องการบังคับให้ทุกแบรนด์เดินตามแบบเดียวกัน หากแต่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่า หากแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานเพียงพอ ช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนเครื่องใหม่ และลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้จริง ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายของกฎหมายแล้ว
Right to Repair หรือ “สิทธิในการซ่อม” คือแนวคิดที่เชื่อว่า เมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือรถยนต์ พวกเขาควรมีสิทธิที่จะซ่อมแซมสิ่งนั้นได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่ถูกบังคับให้ต้องกลับไปพึ่งผู้ผลิตเพียงรายเดียว
ที่ผ่านมา ผู้ผลิตหลายรายมักออกแบบอุปกรณ์ให้การซ่อมเป็นเรื่องซับซ้อน เช่น ใช้กาวซีลแน่น ถอดแบตเตอรี่ยาก จำกัดการเข้าถึงอะไหล่ หรือใช้ซอฟต์แวร์ล็อกระบบจนร้านซ่อมทั่วไปไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากจากการเปลี่ยนเครื่องทั้งที่เสียเพียงชิ้นส่วนเล็ก ๆ
Right to Repair จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่เป็นทั้งเรื่องของสิทธิผู้บริโภค ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพราะหากสินค้าซ่อมได้ง่ายขึ้น อายุการใช้งานก็ยาวนานขึ้น ลดการซื้อใหม่โดยไม่จำเป็น และลดปริมาณขยะที่โลกต้องรับภาระ
ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญคือผู้ผลิตหลายรายสร้างข้อจำกัดทั้งทางกายภาพ กฎหมาย และระบบดิจิทัล เช่น การใช้ระบบ “Parts Pairing” หรือการจับคู่ชิ้นส่วนอะไหล่กับตัวเครื่องผ่านซอฟต์แวร์ ทำให้แม้จะเปลี่ยนอะไหล่แท้ แต่หากไม่ได้ผ่านศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาต เครื่องก็อาจไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ค่าซ่อมสูงขึ้นมาก และผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง
จากรายงานของสถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และมหาวิทยาลัยรังสิต ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการผลักดันกฎหมายนี้ เพราะเป็นตลาดอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ โดยในปี 2566 มียอดจำหน่ายสมาร์ตโฟนถึง 14 ล้านเครื่อง และคาดว่าอัตราการใช้สมาร์ตโฟนจะสูงถึง 97% ภายในปี 2572 ทำให้ไทยเหมาะสมอย่างยิ่งกับการมีกฎหมาย R2R ที่ชัดเจนและก้าวหน้า
จากการสัมภาษณ์ร้านซ่อมกว่า 40 แห่งในกรุงเทพฯ พบว่า 54% ของร้านซ่อมอิสระไม่มีคู่มือการซ่อม และถึง 96% ไม่สามารถเข้าถึงอะไหล่จากศูนย์บริการหรือผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาต นี่สะท้อนว่าแม้จะมีความต้องการซ่อม แต่ระบบกลับไม่เอื้อต่อการซ่อมอย่างเป็นธรรม ทั้งสำหรับผู้บริโภคและช่างซ่อมอิสระ
ในด้านสิ่งแวดล้อม ขยะอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็น 65% ของขยะอันตรายจากชุมชนในไทย หรือประมาณ 450,000 ตันต่อปี ขณะที่ขยะจากโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตมีประมาณ 25,200 ตัน แต่มีเพียง 21% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ หลังจีนสั่งห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2560 ไทยยังเผชิญปัญหาการนำเข้าขยะประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นโจทย์สิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ของประเทศ
รายงานมองว่าไทยมีโอกาสเป็นผู้นำด้าน Right to Repair ในอาเซียน เพราะมีวัฒนธรรมการซ่อมที่เข้มแข็ง และมีกรอบนโยบายเดิมอย่างการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงการร่างกฎหมาย Lemon Law หรือกฎหมายความรับผิดกรณีสินค้าชำรุดบกพร่อง ซึ่งอาจเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่กฎหมาย R2R ในอนาคต
ข้อเสนอคือ รัฐควรบังคับให้ผู้ผลิตเปิดการเข้าถึงอะไหล่ คู่มือการซ่อม และเครื่องมือวินิจฉัย ห้ามการใช้แนวปฏิบัติที่กีดกัน เช่น Parts Pairing และต้องคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้สามารถซ่อมกับร้านอิสระได้โดยไม่ทำให้ประกันสิ้นสุด
อ้างอิง : Techradar, Bloomberg , WHO