
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกเดินทางจากกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน มุ่งหน้าสู่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ฃอย่างเร่งด่วน โดยมีกำหนดการเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย เพื่อหารือถึงทางออกสำหรับวิกฤตความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์
กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียยืนยันว่าอารักชีจะเดินทางเยือนกรุงมอสโก แต่ไม่ได้ระบุว่าจะได้พบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน หรือไม่
การเยือนมอสโกครั้งนี้ นับเป็นการท้าชนทรัมป์โดยตรงในช่วงเวลาที่เขาเปราะบางที่สุด เพราะในขณะที่สหรัฐฯ พยายามใช้การปิดล้อมทางทะเลเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงินของอิหร่าน ทรัมป์เองก็กำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่บีบคั้นไม่แพ้กันภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมายภายในประเทศ โดยกรอบเวลาที่เขาจะสามารถดำเนินการปิดล้อมและปฏิบัติการทางทหารโดยปราศจากการอนุมัติจากรัฐสภาจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้
การที่อิหร่านดึงรัสเซียเข้ามาอยู่ในหมากกระดานนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า เตหะรานยังคงมีแต้มต่อทางการเงินจากพันธมิตร และพร้อมจะใช้ "กลยุทธ์ยืดเยื้อทางเศรษฐกิจ" เพื่อบีบให้ทรัมป์ต้องตัดสินใจเลือก
เหตุใดอิหร่านถึงยังมั่นใจว่าตนจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้? และท่ามกลางการปิดล้อมท่าเรือที่เข้มงวด รายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 40% ในเดือนที่ผ่านมาได้อย่างไร? Spotlight ชวนเจาะลึกกลยุทธ์ "ด่านเก็บเงิน" และการแก้เกมทางเศรษฐกิจของเตหะราน
ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ สหรัฐฯ กลับพบความจริงที่น่าตกใจว่ามาตรการกดดันทางเศรษฐกิจของตนไม่ได้ทำให้รายได้ของอิหร่านลดลงอย่างที่คาด แต่กลับกลายเป็นว่าสงครามครั้งนี้ทำให้อิหร่าน "โกยรายได้" มากขึ้นกว่าเดิม เพราะการที่อิหร่านครองช่องแคบฮอร์มุซเพียงฝ่ายเดียวในช่วงที่เส้นทางเดินเรืออื่น ๆ หยุดชะงัก ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และอิหร่านก็ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากส่วนต่างราคานี้
หากเปรียบเทียบตัวเลขรายได้จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ก่อนเกิดสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อิหร่านมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคมและเมษายนที่สงครามปะทุขึ้น รายได้เฉลี่ยรายวันพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 139 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเมื่อคำนวณรวมทั้งเดือน อิหร่านทำรายได้สูงกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 40% หรือคิดเป็นเม็ดเงินมหาศาลกว่า 4,900 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน
ตัวเลขมหาศาลนี้เองคือ เหตุผลหลักที่บีบให้สหรัฐฯ ต้องตัดสินใจลงมือหนัก ด้วยการประกาศปิดล้อมท่าเรือหลักของอิหร่านเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา เพราะวอชิงตันตระหนักดีว่า หากปล่อยให้เตหะรานยังคงส่งออกน้ำมันได้ในระดับราคานี้ต่อไป มาตรการคว่ำบาตรใด ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย การปิดล้อมทางทะเลจึงไม่ใช่แค่ยุทธศาสตร์ทางทหาร แต่เป็นความพยายาม "ตัดตอน" ท่อน้ำเลี้ยงที่กำลังไหลเข้าสู่อิหร่านอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อบีบให้รัฐบาลเตหะรานต้องยอมถอยในที่สุด
ในยามที่ท่าเรือหลักถูกสหรัฐฯ ปิดล้อมจนการส่งออกน้ำมันทำได้ยากลำบาก อิหร่านไม่ได้นั่งรอความตายทางเศรษฐกิจ แต่กลับพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการสร้าง "ระบบด่านเก็บค่าผ่านทาง" (Toll Booth System) ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศท่ามกลางสงคราม กลยุทธ์การหาเงินของอิหร่านในปัจจุบันสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้
ยุทธศาสตร์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเติมกระแสเงินสดเข้าสู่คลังของธนาคารกลางอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดง "อำนาจต่อรอง" ที่ทำให้โลกต้องหันมามองว่า ช่องแคบฮอร์มุซในเวลานี้ ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางน้ำสากลอีกต่อไป แต่เป็นสมรภูมิเศรษฐกิจที่อิหร่านถือไพ่เหนือกว่าในเชิงยุทธศาสตร์การควบคุมการไหลเวียนของทรัพยากรโลก
ในวันที่ท่าเรือถูกปิดล้อมจนการส่งออกติดขัด คลังจัดเก็บน้ำมันบนบกของอิหร่านก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัว หากเตหะรานยังเดินหน้าผลิตต่อไปโดยระบายออกไม่ได้ พื้นที่จัดเก็บที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดอาจหมดลงในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งจะบีบให้อิหร่านต้อง "ลดกำลังการผลิต" อันหมายถึงการสูญเสียรายได้มหาศาลและผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันในระยะยาว เพื่อซื้อเวลาและรักษาระบบการผลิตไว้ อิหร่านจึงต้องหันไปพึ่งพายุทธศาสตร์ "เรือซอมบี้" อย่างเต็มรูปแบบ
อิหร่านได้นำเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่ถูกปลดระวางหรือเลิกใช้งานไปนานแล้ว กลับมาดัดแปลงเป็น "คลังน้ำมันลอยน้ำ" เพื่อกักเก็บผลผลิตส่วนเกินไว้กลางทะเล เรือเหล่านี้มักใช้วิธีปิดสัญญาณการระบุตำแหน่งหรือสวมรอยชื่อเรืออื่นเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจตราของกองทัพเรือสหรัฐฯ ทำให้การเคลื่อนย้ายน้ำมันทำได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ท่ามกลางเกมแมวไล่จับในช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์นี้อาจเป็นดาบสองคม เพราะแม้เรือซอมบี้จะเป็นกันชนที่ทำให้อิหร่านยังคงกล้ามเนื้อทางการผลิตไว้ได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงทั้งในด้านปฏิบัติการและการถูกตรวจพบ ซึ่งหากสหรัฐฯ สามารถสกัดกั้นหรือยึดเรือเหล่านี้ได้สำเร็จ อิหร่านจะไม่เพียงแต่สูญเสียน้ำมันและเรือไปเปล่า ๆ แต่ยังถือเป็นการเสียหน้าและสูญเสียทรัพยากรไปอย่างน่าเสียดาย การทุ่มเททุกอย่างลงในกองเรือเก่าเหล่านี้จึงเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ที่อิหร่านต้องลุ้นว่า จะเป็นการยื้อเวลาสู่ชัยชนะ หรือจะเป็นเพียงการเพิ่มความเสี่ยงที่ "ได้ไม่คุ้มเสีย" ในวันที่แรงกดดันจากการปิดล้อมบีบให้เตหะรานเข้าใกล้ทางตันมากขึ้นทุกที