
ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อความสัมพันธ์ทางสายเลือดซ้อนทับกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ หากหาทางออกกันได้ก็ดีไป แต่หากหาทางออกไม่ได้ ธุรกิจที่สร้างกันมาอาจพังทลายลงไปในที่สุด
มีผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ว่า มีเพียงประมาณ 30% ของธุรกิจครอบครัวที่รักษาไว้ได้จนผ่านรุ่นที่ 2 และส่งต่อธุรกิจสู่รุ่น 3 สำเร็จ และมีเพียง 13% ที่ผ่านรุ่น 3 ส่งต่อธุรกิจให้รุ่น 4 สำเร็จ เป็นที่มาของ ‘คำสาป 3 รุ่น’ ในการทำธุรกิจครอบครัวที่ว่า “รุ่นแรกสร้าง รุ่นสองใช้ รุ่นสามทำลาย”
แน่นอนว่าเป้าหมายของการทำธุรกิจ คือ บริหารธุรกิจให้เติบโตและอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน แต่การที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ต้องผ่านโจทย์ใหญ่ไปให้ได้ นั่นคือ จะทำอย่างไรให้ในครอบครัวไม่มีความขัดแย้งรุนแรงจนบั่นทอนธุรกิจ หรือทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้
หนังสือ ‘สูตรสำเร็จและความล้มเหลวของธุรกิจครอบครัวไทย: ถอดบทเรียนจากธุรกิจครอบครัวระดับโลก’ เขียนโดยศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นหนึ่งในหนังสือที่เจ้าของธุรกิจครอบครัวไทยควรอ่านเพื่อหาคำตอบ
ในหนังสือเล่มนี้ ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ถอดบทเรียนจากธุรกิจครอบครัวระดับโลก และระบุ 6C สูตรความสำเร็จที่ควรทำ กับ 6C สูตรความล้มเหลวที่ไม่ควรทำ เป็นแนวทางให้เจ้าของธุรกิจครอบครัวนำไปปรับใช้ในการดูแลรักษาธุรกิจครอบครัวให้อยู่รอดจากรุ่นสู่รุ่น
C1: Corporate Governance Structure – โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการถือหุ้น
หลักการ คือ การวางโครงสร้างธุรกิจและการถือหุ้นให้ชัดเจน คือจุดตั้งต้นของการลดปัญหาในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งในรูปแบบโฮลดิงหรือกงสี สิ่งสำคัญคือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการแยก ‘เรื่องธุรกิจ’ ออกจาก ‘เรื่องครอบครัว’ ให้ชัด
กลไกและวิธีการที่จะทำให้หลักการนี้เกิดขึ้นจริง ต้องอาศัยเครื่องมือทางกฎหมายและข้อตกลงร่วม เช่น ธรรมนูญครอบครัว ข้อบังคับบริษัท สัญญาผู้ถือหุ้น พินัยกรรม และสัญญาก่อนสมรส เครื่องมือเหล่านี้ช่วยกำหนดกติกาให้ชัดตั้งแต่ต้น ลดพื้นที่ของความคลุมเครือที่มักกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง
C2: Compensation and Benefit – ค่าตอบแทนและผลประโยชน์
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวแตกมากที่สุด คือเรื่องเงิน หลักสำคัญคือการกำหนดระบบค่าตอบแทนที่ ‘ยุติธรรม’ (fair) ซึ่งไม่จำเป็นต้อง ‘เท่าเทียม’ (equal) โดยพิจารณาจากบทบาท ความรับผิดชอบ และผลงาน
กลไกและวิธีการ คือ ควรกำหนดนโยบายที่ชัด เช่น นโยบายเงินปันผล การจ่ายผลตอบแทนตามผลงาน รวมถึงมีคณะกรรมการหรือกลไกกลางดูแลเรื่องสวัสดิการ เพื่อให้การตัดสินใจไม่ขึ้นอยู่กับอารมณ์หรืออำนาจของใครคนใดคนหนึ่ง
C3: Communication – การสื่อสาร
การสื่อสารในธุรกิจครอบครัวไม่ควรเป็นเพียง ‘การสั่งการ’ แต่ต้องเป็นการสื่อสารสองทาง (reflective listening) ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
กลไกและวิธีการที่จะทำให้เกิดการสื่อสารสองทาง คือ การประชุมอย่างสม่ำเสมอ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแม้แต่การใช้ ‘กรรมการอิสระ’ เป็นคนกลาง ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดการปะทะโดยตรง และทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น
C4: Conflict Resolution and Conflict Management – การระงับข้อพิพาทและการบริหารความขัดแย้ง
ต้องมองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องมีกลไกบริหารจัดการความขัดแย้งที่ดี
กลไกและวิธีการ คือ การเปิดใจรับฟัง การเจรจาอย่างประนีประนอมโดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ และการกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทไว้ล่วงหน้าในธรรมนูญครอบครัว จะช่วยให้เมื่อเกิดปัญหา ทุกฝ่ายมี ‘กรอบ’ ในการหาทางออกร่วมกัน
C5: Care and Compassion – ความเอื้ออาทรและความกรุณา
เป็น C ที่สำคัญที่สุด เพราะความเอื้ออาทรและความกรุณาต่อกันของสมาชิกในครอบครัว ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในครอบครัว ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำให้ครอบครัวรักสามัคคีไม่ขัดแย้งกันและธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน การทำธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ไม่ใช่มุ่งแต่กำไรสูงสุด
กลไกและวิธีการ คือ เริ่มจากการเลี้ยงดูของครอบครัว การปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงกันและกัน การทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการยึดหลักธรรม เช่น พรหมวิหาร 4 หรือสังคหวัตถุ 4 เป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อกัน
C6: Change – การปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง
โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และต้องเจอกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น โรคระบาด สงคราม การเกิดขึ้นมาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ธุรกิจครอบครัวที่อยู่รอดได้ต้องไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม ต้องมีการ transform แปลงโฉม ปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และมีความยึดหยุ่นต่อผลกระทบได้อย่างดี
กลไกและวิธีการ คือ ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ถอดบทเรียนจาความล้มเหลวของผู้อื่น และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
ส่วน 6C สูตรความล้มเหลวที่ไม่ควรทำ ประกอบด้วย
C1: Corporate Governance Confusion (CG Confusion) – ความคลุมเครือและความสับสนในการกำกับดูแลกิจการ
ความคลุมเครือและความสับสนในโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการและการถือหุ้นของครอบครัว บทบาทหน้าที่ไม่ชัด เงินธุรกิจกับเงินครอบครัวปะปนกัน เสี่ยงผิดพลาดด้านบัญชี-ภาษี และอาจกลายเป็นจุดเริ่มของความล้มเหลวในธุรกิจครอบครัวได้
ดังนั้น ต้องอย่าสับสนระหว่างธุรกิจกับครอบครัว ต้องมีการกำหนดโครงสร้างที่ชัดเจน เช่น จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง หรือการจัดหาเอกสารทางกฎหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น ธรรมนูญครอบครัว พินัยกรรม สัญญาก่อนสมรส เพื่อสร้างกฎกติกาการกำกับดูแลกิจการที่ดี
C2: Compensation and Benefit Unfairness – ความไม่ยุติธรรมในการจัดสรรผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์
การขาดกติกาที่ชัดเจนในการแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ ทำให้สมาชิกครอบครัวรู้สึกไม่เป็นธรรม อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ความเคลือบแคลง และอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งในอนาคต
ทางออกคือกำหนดหลักเกณฑ์ โปร่งใส มีเอกสารรองรับ และสื่อสารร่วมกันในครอบครัว หากวางระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดข้อพิพาทและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว
C3: Conflict of Interest and Power – ความขัดแย้งทางผลประโยชน์และอำนาจการบริหารจัดการ
การที่สมาชิกในครอบครัวบริหารจัดการธุรกิจโดยไม่มีกฎกติกาเรื่องการบริหารจัดการเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือความขัดแย้งในการบริหารจัดการตามแนวนโยบายในการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัว จะนำไปสู่ความขัดแย้งต่าง ๆ ได้
ดังนั้น ทางออกคือ ต้องกำหนดกฎกติกา วิธีการทำงาน และบทบาทให้ชัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของสมาชิกในครอบครัว
C4: Communication Gap – ช่องว่างการสื่อสาร
ช่องว่างของการสื่อสารเกิดจากไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดใจ ต่างคนไม่คุย ต่างคนต่างไม่ฟัง และยังไม่มีการจัดทำเป็นเอกสาร ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นของสมาชิกในครอบครัวด้วยกันเอง
ดังนั้น ต้องอย่าปล่อยให้สมาชิกในบ้านขาดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต่อกัน ต้องเปิดใจพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย ต้องมีการบันทึกข้อตกลงต่าง ๆ เป็นเอกสาร หรือทำธรรมนูญครอบครัว และนำคนกลางหรือมืออาชีพเข้ามาช่วยประสานงานในเรื่องที่ตกลงกันยาก
C5: Complacency – ความประมาทและขาดความระมัดระวัง
ความประมาทและการขาดความระวังและการเมินเฉยของผู้ส่งมอบธุรกิจครอบครัวที่อาจประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป จึงไม่สนใจและไม่ระมัดระวัง หรือละเลยในการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกิจ ไม่สร้างระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี การสืบทอดธุรกิจ การวางแผนกลยุทธ์ รวมถึงการสร้างสมประสบการณ์ของสมาชิกในครอบครัวให้พร้อมเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงตนเองและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ เพื่อพัฒนาให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงไม่สามารถรับมือได้ทัน
ดังนั้น ผู้บริหารธุรกิจครอบครัวต้องอย่าหลงชื่นชมความสำเร็จในอดีตจนไม่ยอมรับวิธีการใหม่ ๆ ต้องสร้างระบบการกำกับดูแลที่ทันสมัยให้เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องวางแผนการสืบทอดธุรกิจ และเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยง
C6: Change Blindness – การไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง
ธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกในครอบครัวปิดหูปิดตาไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำธุรกิจ เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เคยทำมาในอดีตนั้นถูกต้องเสมอและจะใช้ได้ตลอดไป ปฏิเสธเทคโนโลยี ไม่ยอมปรับตัวตามสภาพตลาดและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป และผู้ส่งมอบหรือรุ่นใหญ่ไม่ยอมปล่อยมือ ไม่ยอมให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารจัดการ จะส่งผลเสียต่อธุรกิจครอบครัว
ดังนั้น ผู้บริหารธุรกิจต้องลดอัตตา ปล่อยวาง ส่งมอบธุรกิจให้ผู้รับมอบธุรกิจรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยผู้ส่งมอบเพียงแนะนำและกำกับอยู่ห่าง ๆ