Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รวมทุกเรื่องที่นักลงทุนควรรู้ SpaceX กับ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์โลก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รวมทุกเรื่องที่นักลงทุนควรรู้ SpaceX กับ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์โลก

10 มิ.ย. 69
19:10 น.
แชร์

บริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) กำลังเป็นบริษัทที่ถูกจับตามองมากที่สุดในโลก จากการเสนอขายหุ้นให้สาธารณะครั้งแรก (IPO) โดยจะเข้าเทรดในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ภายใต้ชื่อย่อ SPCX กำหนดราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าบริษัทราว 1.75-1.78 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งเป้าระดมทุนสูงถึง 75,000-86,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก

สิ่งที่ทำให้การเข้าตลาดของ SpaceX ได้รับความน่าสนใจอย่างมาก นอกจากความเป็นบริษัทของอีลอน มัสก์ และมูลค่าบริษัทแล้ว ก็ยังมีเรื่องโครงสร้าง IPO ที่ต่างจากการ IPO ทั่วไป ทั้งโครงสร้างการเสนอขายหุ้น การจัดสรรหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยมากถึง 30% และบทบาทของธุรกิจ AI ที่เริ่มเป็นตัวแปรสำคัญของบริษัท จนหลายฝ่ายมองว่า SpaceX อาจไม่ได้ถูกมองเป็น ‘หุ้นอวกาศ’ อีกต่อไป แต่อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มบริษัท AI ในอนาคต

SPOTLIGHT รวบรวมทุกเรื่องที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับ IPO ระดับประวัติศาสตร์ของ SpaceX ตั้งแต่โครงสร้างการเสนอขายหุ้น โมเดลธุรกิจ มุมมองของนักวิเคราะห์ ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ไปจนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดหุ้นโลก รวมถึงช่องทางที่นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนใน SpaceX ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ในชื่อย่อ SPCX และเสนอขายหุ้นสามัญ Class A จำนวน 555.6 ล้านหุ้น ตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 86,000 ล้านดอลลาร์ หากสถาบันการเงินผู้จัดจำหน่ายใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นส่วนเกิน (greenshoe option) ซึ่งจะทำให้การ IPO ของ SpaceX เป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก แซงหน้าสถิติเดิมของ Saudi Aramco ที่เคยระดมทุนได้ประมาณ 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2019

เมื่อคำนวณจากราคา IPO ดังกล่าว SpaceX จะมีมูลค่าบริษัทประมาณ 1.75-1.78 ล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (market cap) สูงที่สุดในโลกทันทีหลังเข้าตลาด

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด (free float) อยู่ที่ประมาณ 3%-4% ของหุ้นทั้งหมดเท่านั้น ทำให้นักลงทุนทั่วไปเข้าถึงได้จำกัด

IPO ของ SpaceX ต่างจาก IPO ทั่วไปอย่างไร

เจษฎา สุขทิศ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Finnomena Group ให้ข้อมูลผ่านรายการ Finnomena Live เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนว่า ความพิเศษของ SpaceX คือการออกแบบ IPO แตกต่างจากการ IPO ทั่วไปที่ทำกันมาก่อนหน้านี้

ความแตกต่างแรก คือ การกำหนดราคา IPO ซึ่งกรณีทั่วไปจะกำหนดเป็นกรอบราคา และมีการปรับราคาสุดท้ายผ่านการทำ bookbuildรืเ แต่ SpaceX ระบุราคาชัดเจนตั้งแต่แรกที่ราคาหุ้นละ 135 ดอลลาร์

อีกความต่าง คือ การจัดสรรหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยสูงถึง 30% ซึ่งมากกว่า IPO ทั่วไปหลายเท่า ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว IPO ส่วนใหญ่มักจัดสรรหุ้นส่วนใหญ่ให้กับนักลงทุนสถาบันเป็นหลัก แล้วจัดสรรให้นักลงทุนรายย่อยเพียงเล็กน้อย

อีกจุดสำคัญ คือ โครงสร้างหุ้นแบบ dual-class shares โดยอีลอน มัสก์ และกลุ่ม insider (คนในที่ถือหุ้นมาก่อน IPO ทั้งผู้ถือหุ้นเดิม ผู้บริหาร พนักงาน) จะถือหุ้น Class B ที่มีสิทธิ์โหวต 10 เสียงต่อหุ้น ขณะที่หุ้น Class A ที่นำเสนอขายต่อสาธารณะมีสิทธิ์โหวตเพียง 1 เสียงต่อหุ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก InnovestX ระบุว่า หลัง IPO อีลอน มัสก์ จะถือหุ้นประมาณ 42% แต่ยังคงมีอำนาจโหวตในบริษัทมากกว่า 80% ผ่านโครงสร้างหุ้นพิเศษดังกล่าว

Free Float ต่ำ จุดเสี่ยงทำให้หุ้นผันผวน

แม้ SpaceX จะมีมูลค่าบริษัทมากถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ แต่หุ้นที่หมุนเวียนในตลาดจริง ๆ (free float) มีเพียงประมาณ 4% เท่านั้น

เจษฎา สุขทิศ มองว่า การมี free float ต่ำ อาจทำให้ราคาหุ้นถูก ‘ลาก’ ได้ง่าย คล้ายกรณีของ Tesla ในอดีต ที่เคยซื้อขายในระดับ P/E สูงมาก เพราะปริมาณหุ้นในตลาดมีน้อย

ด้าน InnovestX ประเมินว่า การมี supply หุ้นในตลาดค่อนข้างต่ำ อาจทำให้ราคาหุ้น SpaceX ช่วงแรกมีความผันผวนสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการซื้อจากนักลงทุนรายย่อยและกองทุนยังอยู่ในระดับสูง

SpaceX ไม่ได้มีแค่ธุรกิจอวกาศ

ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Finnomena Group และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Finnomena Funds ให้ข้อมูลผ่าน Finnomena Live เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนว่า ปัจจุบัน SpaceX มี 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่

  • Space : ธุรกิจปล่อยจรวดและอวกาศ เช่น Falcon, Starship และ Spacecraft
  • Connectivity : ธุรกิจอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink
  • AI : ธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์ เช่น Grok และดาต้าเซ็นเตอร์บนอวกาศ

ปัจจุบันธุรกิจ Connectivity เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท ขณะที่ธุรกิจ AI เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุน (CapEx) มากที่สุด

Goldman Sachs คาดการณ์ว่า รายได้จากธุรกิจ AI ของ SpaceX อาจเพิ่มขึ้นจาก 3,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 322,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 หรือเติบโตกว่า 100 เท่า ภายในเวลา 5 ปี ขณะที่รายได้จาก Starlink ถูกคาดว่าจะเพิ่มเป็น 144,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 ซึ่งยังน้อยกว่ารายได้จาก AI

หากเป็นไปตามคาดการณ์นี้ ในอนาคต SpaceX อาจถูกจัดกลุ่มเป็น ‘บริษัท AI’ มากกว่าบริษัท ‘อวกาศ’

ตัวเลขการเติบโตที่ตลาดจับตา

ข้อมูลจาก Finnomena ระบุตัวเลขการเติบโตของ SpaceX ดังนี้

  • รายได้ของ SpaceX ในปี 2025 เติบโต 33% และมีเป้าหมาย (future target) เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
  • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในปี 2025 อยู่ที่ 49% และมีเป้าหมายเพิ่มเป็นราว 70%
  • อัตรากำไรสุทธิตามมาตรฐาน GAAP (GAAP Net Income Margin) ในปี 2025 อยู่ที่ 26% และมีเป้าหมายเพิ่มเป็นประมาณ 45%
  • Adjusted EBITDA อาจเพิ่มจาก 6,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 352,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 หรือคิดเป็นเพิ่มประมาณ 53 เท่าภายใน 5 ปี

ปัจจัยสำคัญที่ถูกมองว่าจะช่วยผลักดันกำไรของ SpaceX ในอนาคต คือ การสร้างรายได้จาก AI และการขยายอัตรากำไร (margin) ของธุรกิจดาวเทียมรุ่นใหม่

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้มูลค่าใกล้ราคา IPO

สถาบันการเงินขนาดใหญ่ระดับโลกหลายแห่งประเมินมูลค่าเหมาะสม (fair valuation) ของ SpaceX ใกล้เคียงกับราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น

Goldman Sachs ประเมินมูลค่ายุติธรรมหรือมูลค่าที่เหมาะสม (fair valuation) ของ SpaceX ไว้ที่ประมาณ 1.75-1.80 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราคาหุ้นราว 135-139 ดอลลาร์ต่อหุ้น

Morgan Stanley ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ SpaceX ไว้ที่มากกว่า 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราคาหุ้นมากกว่า 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น

Bank of America ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ SpaceX ไว้ที่ประมาณ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราคาหุ้นประมาณ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น

JPMorgan Chase ให้กรอบมูลค่ากว้างกว่าสถาบันอื่นเล็กน้อย โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ประมาณ 1.50-1.75 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราคาหุ้นประมาณ 115-135 ดอลลาร์ต่อหุ้น

Citigroup ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ SpaceX ไว้ที่ประมาณ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น

Morningstar เป็นสำนักที่ประเมินมูลค่า SpaceX ต่ำกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้มูลค่าเหมาะสมเพียงประมาณ 780,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราคาหุ้นราว 60 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยมองว่า ราคาหุ้น SpaceX อยู่ในระดับ “Significantly overvalued” หรือมี valuation สูงเกินพื้นฐานไปมาก และมองว่าธุรกิจ AI อย่าง xAI เป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำลายมูลค่าของบริษัทในอนาคต

ARK Invest ของเคที วูด (Cathie Wood) ประเมินมูลค่าเหมาะสมในกรณีพื้นฐาน (base case) ของ SpaceX ไว้ที่ประมาณ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราคาหุ้นประมาณ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น และคาดว่ามูลค่าอาจเพิ่มขึ้นได้มากถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 หรือคิดเป็นราคาหุ้นประมาณ 193 ดอลลาร์ต่อหุ้น

SpaceX เข้าดัชนีได้เร็ว แต่มีน้ำหนักไม่มาก

หลังเข้าตลาด หุ้น SpaceX มีโอกาสถูกนำเข้าดัชนีสำคัญอย่าง Nasdaq 100, Russell 1000 และ S&P 500 ได้เร็วกว่าปกติ หลังหลายดัชนีเริ่มปรับเกณฑ์รองรับหุ้น IPO ขนาดใหญ่ให้สามารถเข้าดัชนีได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ถึงอย่างนั้นก็ตาม เจษฎามองว่า ผลกระทบต่อดัชนีจริงอาจไม่มาก เนื่องจากการคำนวณน้ำหนักหุ้นในดัชนีจะอิงตามสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด (free float) ซึ่ง SpaceX มีหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำเพียงประมาณ 4% เท่านั้น ทำให้น้ำหนักในดัชนีอาจไม่สูงในช่วงแรก

SpaceX จะกระทบตลาดอย่างไรบ้าง

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมาก คือ ความกังวลว่า เมื่อ SpaceX เข้าตลาด กองทุนทั่วโลกอาจเทขายสินทรัพย์อื่นเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้น SpaceX จนส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวม แต่เจษฎามองว่า ความกังวลนี้อาจ “มากกว่าความเป็นจริง” เพราะ SpaceX มีหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อย จึงไม่ส่งผลกระทบได้มากนัก

นอกจากนั้น เจษฎาวิเคราะห์ว่า หลัง SpaceX เข้าตลาด หุ้นอาจปรับตัวขึ้นได้ ขณะที่ตลาดหุ้นโดยรวมอาจเผชิญความผันผวนระยะสั้นจากแรงกังวลเรื่องการเข้าดัชนี บวกกับปัจจัยมหภาคอื่น ๆ เช่น ทิศทางสงครามและสัญญาณจาก dot plot ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

Finnomena รวบรวมสถิติพบว่า IPO ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ มักเกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของตลาดกระทิง และหลังจากนั้นตลาดมักปรับขึ้นต่อได้อีกประมาณ 8-9 เดือน ก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐานภายใน 12 เดือน

ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ช่วง ‘lock-up period’ หรือช่วงเวลาที่ผู้ถือหุ้นเดิม (early investor) เช่น นักลงทุนยุคแรก ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท ยังไม่สามารถขายหุ้นออกมาในตลาดได้ทันทีหลัง IPO ซึ่งโดยทั่วไปจะมีระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้ว หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมจะเริ่มสามารถนำออกมาขายได้ ทำให้ปริมาณหุ้นในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาหุ้นได้

Finnomena ย้ำถึงความเสี่ยงว่า หลายสถาบันเตือนว่าปีนี้นักลงทุนต้องระวัง เพราะยังมี IPO ขนาดใหญ่อีกหลายบริษัท เช่น OpenAI และ Anthropic ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพคล่องและความผันผวนของตลาดในระยะต่อไป

กลยุทธ์ลงทุน SpaceX หลัง IPO

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ InnovestX ให้มุมมองว่า หากในวันแรกของการซื้อขาย ราคาหุ้น SpaceX ปรับตัวขึ้นเกิน 20% จากราคา IPO หรือขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 160-170 ดอลลาร์ นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่แล้วอาจพิจารณาทยอยขายทำกำไร เพราะมองว่า valuation ของ SpaceX อยู่ในระดับค่อนข้างสูง

สิทธิชัยอธิบายว่า หุ้นที่มี valuation สูงในอดีต เช่น Tesla, Cerebras และ Arm มักมีแพทเทิร์นคล้ายกัน คือถูกแรงขายทำกำไรในช่วง 2-3 วันแรกหลัง IPO

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าซื้อ สิทธิชัยแนะว่า หากราคาหุ้น SpaceX ปรับตัวลงในวันแรก อาจยังไม่จำเป็นต้องรีบซื้อทันที เพราะจากสถิติหุ้น IPO จำนวนมากในอดีต มักจะมีการปรับฐานในช่วงประมาณ 1 เดือนแรก เพื่อหาจุดต่ำสุดของราคาในระยะสั้น โดยราคาหุ้นอาจลดลงจากจุดสูงสุดราว 35-50% ก่อนเริ่มฟื้นตัว

ดังนั้น กลยุทธ์ที่แนะนำ คือ การทยอยสะสมหลังจากราคาปรับฐานแล้ว โดยคาดว่าการฟื้นตัวของราคาหุ้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นเร็วหรือรุนแรง อาจใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน กว่าราคาหุ้นจะกลับขึ้นไปใกล้ระดับราคา IPO หรือจุดสูงสุดเดิมอีกครั้ง

สิทธิชัยมองว่า หลังจากผ่านช่วงความผันผวนแรกของ IPO ราคาหุ้นจะเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวตามผลประกอบการของบริษัทเป็นสำคัญ หากผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ในระยะยาว แต่หากผลประกอบการต่ำกว่าคาด ก็อาจเป็นจังหวะที่นักลงทุนเลือกขายทำกำไรอีกรอบ

นักลงทุนไทยซื้อ SpaceX ทางไหนได้บ้าง

สำหรับนักลงทุนไทย สามารถลงทุนในหุ้น SpaceX ได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ของโบรกเกอร์ที่ให้บริการลงทุนต่างประเทศ เช่น InnovestX ของกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ และ Dime ของกลุ่มเกียรตินาคินภัทร (KKP)

แต่ข้อจำกัด คือ แม้ SpaceX จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงหุ้น IPO มากกว่าปกติ แต่ด้วยสัดส่วน free float ที่มีเพียงประมาณ 4% ทำให้หุ้นที่หมุนเวียนในตลาดมีค่อนข้างจำกัด นักลงทุนไทยที่ต้องการซื้อหุ้นโดยตรงจึงอาจเข้าถึงได้ยาก

ดังนั้น อีกทางเลือกหนึ่งที่นักลงทุนจะลงทุนใน SpaceX ได้ คือ การลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนใน SpaceX

Finnomena แนะนำว่า มีกองทุนเดียวในไทยที่มีการลงทุนใน SpaceX ตั้งแต่ก่อนเข้าตลาด คือ X-SPACE กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง สเปซ อินโนเวเตอร์ อิควิตี้ ของ บลจ.เอ็กซ์สปริง (XSpring) ซึ่งลงทุนผ่าน Tema Space Innovators ETF ที่เน้นหุ้นธุรกิจอวกาศทั่วโลก และมีการลงทุนผ่าน SPV ที่ถือหุ้น SpaceX อยู่แล้วตั้งแต่ก่อน IPO

นอกจากนี้ Finnomena บอกว่า มีอีก 2 กองทุนที่มีโอกาสจะลงทุนใน SpaceX คือ

  • LHSPACE เป็นกองทุนแบบ active fund ที่ลงทุนผ่าน Neuberger Berman Next Generation Space Economy Fund ซึ่งแม้ปัจจุบันยังไม่ได้ถือหุ้น SpaceX แต่ผู้จัดการกองทุนสามารถเข้าซื้อหุ้นได้ทันทีหลัง IPO หากมีมุมมองเชิงบวกต่อ SpaceX
  • A-JEDI เป็นกองทุนแบบ passive fund ที่ลงทุนผ่าน VanEck Space Innovators UCITS ETF และมีโอกาสนำหุ้น SpaceX เข้าพอร์ตในการปรับดัชนีรอบถัดไป (เดือนกันยายน) บนเงื่อนไขสำคัญ คือ SpaceX ต้องมี free float ไม่ต่ำกว่า 10%

อ้างอิง : Finnomena [1], InnovestX และ Finnomena [2]

แชร์
รวมทุกเรื่องที่นักลงทุนควรรู้ SpaceX กับ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์โลก