Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
“อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก โดนสื่อโจมตีรวยเพราะรัฐอุ้ม
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

“อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก โดนสื่อโจมตีรวยเพราะรัฐอุ้ม

15 มิ.ย. 69
11:44 น.
แชร์

ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึกชื่อของ อีลอน มัสก์อีกครั้งในฐานะมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นแท่นระดับทริลเลียนแนร์ (Trillionaire) คนแรกของโลกอย่างเป็นทางการ ภายหลังการนำ SpaceX บริษัทจรวดและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินรวมของเขาจากทั้ง Tesla และ SpaceX พุ่งทะยานสู่ตัวเลขระดับอภิมหาความมั่งคั่งที่ 1.26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทิ้งห่างบิ๊กเทคร่วมวงการชนิดไม่เห็นฝุ่น

สำหรับเม็ดเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์นั้นมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ เพราะมันมากกว่าขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP ของไต้หวัน สิงคโปร์ หรือสวีเดน และหากนำมูลค่าทรัพย์สินในเมืองศูนย์กลางพลังงานอย่างฮิวสตัน หรือแม้แต่เศรษฐกิจของเกาะแมนแฮตตันทั้งเกาะมารวมกัน ก็ยังน้อยกว่ามูลค่าความมั่งคั่งบนหน้ากระดาษของมัสก์ในเวลานี้ 

ทว่าท่ามกลางเสียงชื่นชมในอัจฉริยภาพและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ก็เริ่มมีคำถามสำคัญเกิดขึ้นตามมา โดยสำนักข่าว CNN ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างเผ็ดร้อนว่า เส้นทางสู่บัลลังก์ทริลเลียนแนร์ของมัสก์ในครั้งนี้ แท้จริงแล้วอาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดเสรีของวอลล์สตรีทเพียงอย่างเดียว แต่มี ‘เงินภาษีและนโยบายอุ้มชูจากรัฐบาลสหรัฐฯ’ เป็นลมใต้ปีกที่คอยค้ำจุนตั้งแต่ยุคตั้งไข่จนถึงปัจจุบัน อะไรคือข้อเท็จจริงเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้? 

ยามยากรัฐอุ้ม ยามรุ่งพุ่งแรง — เงินทุนตั้งไข่ในวันที่ธุรกิจเกือบล้มละลาย

แม้ว่าในปัจจุบัน บรรดานักลงทุนในวอลล์สตรีทจะพร้อมใจกันประเคนเม็ดเงินให้แก่ อีลอน มัสก์ แต่หากย้อนเวลากลับไปในวันที่ธุรกิจของเขายังเป็นเพียงสตาร์ทอัปเพิ่งตั้งไข่และเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก หนทางรอดของมัสก์กลับไม่ได้มาจากภาคเอกชน แต่เป็นรัฐบาลกลางสหรัฐฯ และเงินภาษีของประชาชนอเมริกันที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แบกรับความเสี่ยงรายแรก

ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า ทั้งสองบริษัทหลักของมัสก์ต่างเคยอยู่บนปากเหวของการล้มละลาย ก่อนที่จะได้เงินอุดหนุนและสัญญาจ้างจากรัฐเข้ามาช่วยชีวิตไว้ได้ทันท่วงที

  • SpaceX กับเงินต่อลมหายใจจาก NASA: ในปี 2006 องค์การนาซา (NASA) ได้มอบทุนอุดหนุนก้อนแรกจำนวน 278 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อพัฒนาระบบจรวด Falcon และแคปซูล Dragon ซึ่งคิดเป็นเงินถึง "ครึ่งหนึ่ง" ของทุนทั้งหมดที่ SpaceX ระดมได้ในขณะนั้น ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปลายปี 2008 ที่มัสก์ยอมรับว่าบริษัทเกือบจะหมดตัว NASA ก็ได้เข้ามาทำสัญญาจ้างครั้งประวัติศาสตร์มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนมัสก์ถึงกับเคยเอ่ยปากว่า “เราไม่มีทางเริ่มหรือมาถึงจุดนี้ได้หากไม่มี NASA”
  • Tesla กับเงินกู้ชุบชีวิตจากกระทรวงพลังงาน: ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมปี 2010 Tesla เป็นเพียงบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหน้าใหม่ที่มียอดขายรวมในประวัติศาสตร์ไม่ถึง 2,000 คัน ทว่าเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่จะเข้าตลาดหุ้น Tesla ได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมูลค่าสูงถึง 465 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ซึ่งเงินกู้ก้อนนี้เองที่เป็นสารตั้งต้นสำคัญในการพัฒนาโครงการรถยนต์ซีดานรุ่น ‘Tesla Model S’ จนกลายมาเป็นรากฐานความสำเร็จระดับโลกในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญ เคซี ไดรเออร์ หัวหน้านโยบายอวกาศจาก แพลนเนทารี โซไซตี้ ชี้ว่า ในขณะที่ NASA และรัฐบาลทำหน้าที่ลงเงินทุนเสี่ยงตายร่วมกับมัสก์ในยุคแรก แต่ผลลัพธ์ในวันนี้กลับตกไปสู่นักลงทุนเอกชนที่กำลังจะกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีพันล้านจากการ IPO โดยที่รัฐไม่ได้มีส่วนแบ่งในฐานะผู้ถือหุ้นเลย

เสือนอนกินจากเครดิตคาร์บอนและมาตรการรัฐ

นอกเหนือจากเงินก้อนแรกในยุคตั้งไข่แล้ว สิ่งที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจของ อีลอน มัสก์ เติบโตจนสามารถปั๊มเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง ก็คือ "นโยบายและมาตรการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม" จากภาครัฐ ซึ่งเปรียบเสมือนกลไกที่บีบให้เงินทุนไหลเข้าสู่กระเป๋าของ Tesla โดยตรงผ่าน 2 แหล่งรายได้สำคัญ ได้แก่

1. มาตรการ "เครดิตภาษี EV" ลมใต้ปีกที่ช่วยดันราคาขาย

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายและอุ้มกำไรให้ Tesla ทางอ้อมผ่านผู้บริโภค ผู้ซื้อรถยนต์ Tesla ได้รับเครดิตภาษีจากรัฐบาลกลางไปแล้วรวมมูลค่าประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนที่สิทธิประโยชน์นี้จะสิ้นสุดลงชั่วคราวในปี 2019 

มาตรการนี้ช่วยให้ Tesla สามารถตั้งราคาขายรถยนต์ไฟฟ้าได้สูงกว่าที่ตลาดควรจะเป็น เนื่องจากผู้ซื้อได้ส่วนลดชดเชยจากภาษีรัฐ ซึ่งเม็ดเงินนี้ช่วยให้ Tesla โกยรายได้ในอเมริกาเพิ่มขึ้นเน้นๆ มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับการแข่งขันในตลาดเสรีปกติ

2. เครดิตคาร์บอน: ท่อเงินสดจากคู่แข่งที่กฎหมายบังคับให้จ่าย

นี่คือกลไกทางกฎหมายที่แทบจะเปลี่ยน Tesla ให้กลายเป็นเสือนอนกิน เพราะกฎระเบียบระบุว่าค่ายรถยนต์ใดที่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์ จะต้องควักเงินไปซื้อ "เครดิตการปล่อยมลพิษ" (Regulatory Credits) จากบริษัทที่ทำได้ตามเกณฑ์ ซึ่ง Tesla ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% จึงมีเครดิตเหลือเฟือไว้ขายให้คู่แข่งอยู่เสมอ

ระหว่างปี 2008 ถึง 2019 ยอดขายเครดิตคาร์บอนนี้ทำเงินให้ Tesla สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 25% ของรายได้ในปี 2008) ซึ่งมัสก์เคยยอมรับผ่านทวีตในปี 2020 ว่า หากไม่มีเงินสดก้อนนี้เข้ามาพยุง Tesla อาจถูกบีบให้ยื่นล้มละลายไปแล้วในปี 2019 และบริษัทเพิ่งจะเริ่มทำกำไรได้เองโดยไม่พึ่งเงินเครดิตนี้ในปี 2021 นี่เอง

ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ยอดขายเครดิตคาร์บอนปั๊มเงินสดไหลตรงเข้าสู่กำไรสุทธิ ของ Tesla เพิ่มอีกถึง 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นท่อเงินสด มูลค่าหมื่นล้านในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ท่อเงินสดนี้จะหล่อเลี้ยง Tesla มานาน แต่อนาคตของรายได้ส่วนนี้กำลังเผชิญความไม่แน่นอนอย่างรุนแรง หลังจากที่พรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสและรัฐบาลทรัมป์ ได้ร่วมมือกันสั่งยุติมาตรการเครดิตภาษีและยกเลิกโครงการเครดิตมลพิษนี้ไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2025 ที่ผ่านมา

ในท้ายที่สุด มูลค่าหุ้นที่พุ่งสูงของมัสก์ในทุกวันนี้ อาจตั้งอยู่บนคำมั่นสัญญาในอนาคตอย่าง "โรโบแท็กซี่" (Robotaxis) หรือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่วอลล์สตรีทวาดฝันไว้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หากวันนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้หยิบยื่นเงินภาษีและนโยบายเหล่านี้มาอุ้มชูในวันที่เขาต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โลกก็อาจจะไม่มีมหาเศรษฐีล้านล้านที่ชื่อ อีลอน มัสก์ ในวันนี้


แชร์
“อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก โดนสื่อโจมตีรวยเพราะรัฐอุ้ม