
เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักมาแล้วประมาณหนึ่งเดือน โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความว่า ขอเวลาอีกไม่นานจะสามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่หลังจากนั้น ทรัมป์กลับใช้มาตรการปิดล้อมเรือทุกลำที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ฝั่งรัฐบาลอิหร่านตอบโต้ด้วยการใช้ ‘กองเรือยุง’ (Mosquito Fleet) หรือเรือปืนขนาดเล็กเพื่อปิดเส้นทางน้ำ บรรดาเจ้าของเรือประเมินว่า กว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติได้ อย่างเร็วที่สุดก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน
ตามการรายงานของบลูมเบิร์ก ระบุว่าในช่วงเวลาปกติ มีเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยวันละ 135 ลำ แล้วเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ลดลง แต่ยังมีเรือผ่านอยู่บ้าง แต่ปัจจุบัน หลังจากสหรัฐฯ ใช้มาตรการปิดล้อม การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ลดลงจนเกือบเป็นศูนย์
เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่เจ้าของเรือและลูกเรือต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการพยายามนำเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยกระดับการควบคุมน่านน้ำอย่างเข้มงวด แต่ในตอนนี้ พวกเขาต้องเจอกับศึกสองด้าน เพราะนอกจากเรือรบสหรัฐฯ ที่คอยดักสกัดเรือบางลำแล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังเรือปืนของอิหร่านที่คอยตอบโต้อย่างคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
เจ้าหน้าที่ด้านการเดินเรือหลายคนในภูมิภาคตะวันออกกลางให้ความเห็นว่า มาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ ส่งผลให้พื้นที่นี้ผันผวนมากขึ้น เนื่องจากทำให้อิหร่านเพิ่มความพยายามในการปิดช่องแคบมากขึ้น
ราชลิงกัม สุพรามาเนียม (Rajalingam Subramaniam) ซีอีโอของ ฟลีท แมเนจเมนต์ ลิมิเต็ด (Fleet Management Limited) ซึ่งมีลูกเรือกว่า 400 ชีวิตติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซียกล่าวว่า สิ่งที่สหรัฐฯ ทำดูเหมือนจะเป็นการขยายพื้นที่เสี่ยงภัยให้กว้างขึ้น และการเผชิญหน้ากันเช่นนี้มีแต่จะสร้างความไม่แน่นอนให้เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเชื่อมต่อผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซในอ่าวเปอร์เซียกับโลกภายนอก ได้กลายเป็นจุดแตกหักสำคัญในสงครามกับอิหร่านที่ดำเนินมานาน 8 สัปดาห์ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสามารถของอิหร่านในการทำสงครามแบบไม่สมมาตร (Asymmetric Warfare) หรือการใช้กำลังที่น้อยกว่าสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก และยังสะท้อนถึงความขัดแย้งที่แก้ไม่ตกเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครยอมถอย
ราเชล ซีมบา (Rachel Ziemba) นักวิชาการอาวุโสจาก Center for a New American Security อธิบายว่า ฮอร์มุซเป็นเครื่องมือต่อรองและเป็นตัวชี้วัดว่าอิหร่านมีการวางแผนตอบโต้ที่เป็นระบบหรือไม่ แม้สหรัฐฯ ใช้การปิดล้อมเพื่อสกัดกั้นอำนาจต่อรองของอิหร่านไป แต่อิหร่านยังมีพื้นที่และรายได้เพียงพอที่จะประคองสถานการณ์ต่อไปได้
ความอึดของอิหร่านถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองมานานหลายปี และโครงสร้างระบอบที่ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อแรงกระแทก และรายได้จากการส่งออกน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจโลกกลับไม่ได้มีเวลารับแรงกระแทกได้นานขนาดนั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ผลกระทบทางการเงินยิ่งทวีความรุนแรง ไม่ใช่แค่กับเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน แต่รวมถึงคนทั้งโลกและสหรัฐฯ ด้วย เนื่องจากภาวะขาดแคลนและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียลดลงถึง 57% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม และแม้ว่าช่องแคบจะกลับมาเปิดใช้อีกครั้ง การฟื้นตัวก็อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจฟื้นฟูได้เพียงบางส่วนเท่านั้นหากมีการปิดตายที่ยาวนานเกินไป
ปัจจุบัน ผลกระทบเริ่มลามไปถึงตลาดก๊าซที่ความต้องการใช้เริ่มลดลงจากราคาสินค้าที่แพงเกินไป ขณะที่การขาดแคลนปุ๋ยจะส่งผลต่อการผลิตอาหารและราคาอาหารไปตลอดทั้งปีนี้และอาจนานกว่านั้น
นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยังเพิ่มความท้าทายในการแก้ปมปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งทรัมป์สร้างขึ้น โดยยังไม่มีการตกลงเจรจาใหม่
โจทาโร ทามูระ (Jotaro Tamura) ซีอีโอของ Mitsui O.S.K. Lines ยอมรับว่า จากเดิมที่หวังว่าเรื่องนี้จะจบลงในระยะสั้น แต่เมื่อสถานการณ์ลากยาวมาเกิน 7 สัปดาห์ ก็ต้องยอมรับความจริงว่าการแก้ไขปัญหาต้องใช้เวลา และโลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป
การสัญจรผ่านฮอร์มุซชะงักลงทันทีหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ แม้ในช่วงแรกจะเริ่มมีการหาทางออกชั่วคราว เช่น การทำข้อตกลงทวิภาคีเพื่อความปลอดภัยของเรือบางลำ หรือการใช้ระบบการชำระเงินพิเศษของอิหร่าน จนกระทั่งมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวในต้นเดือนเมษายนที่ทำให้บริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่อย่าง Maersk เริ่มพิจารณาหาโอกาสในการกลับมาเดินเรืออีกครั้ง
แต่ทุกอย่างก็พังลง เมื่อทรัมป์รู้สึกหงุดหงิดกับความคืบหน้าที่ล่าช้าและประกาศแผนปิดล้อมอิหร่าน
ในตอนแรกดูเหมือนแผนนี้จะใช้ได้ผล เมื่ออิหร่านพิจารณาหยุดส่งสินค้าเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเรือรบสหรัฐฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านก็ได้ประกาศว่าจะยอมเปิดช่องแคบ แต่ทรัมป์กลับไม่ยอมยกเลิกมาตรการปิดล้อม จึงสร้างความโกรธแค้นให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจในอิหร่านอย่างมาก
สิ่งที่ตามมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็คือความวุ่นวาย เรือหลายลำถูกโจมตีและถูกยึด โดยมีกรณีหนึ่งที่เรือน้ำมันถูกบุกยึดในน่านน้ำทางตะวันออกของศรีลังกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขอบเขตการเผชิญหน้าได้ขยายกว้างออกไปไกลกว่าเดิมมาก และเมื่อวันเสาร์ที่ 26 เมษายน กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นเรือบรรทุกเครื่องบินลำหนึ่งในทะเลอาหรับ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตรเรือลำนั้น
สำหรับผู้ดูแลเรือหลายร้อยลำที่ยังติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ความกังวลที่ใหญ่ที่สุด คือ ชะตากรรมของลูกเรือกว่า 20,000 คน ซึ่งตอนนี้เจ้าของเรือทำได้เพียงพยายามติดต่อถามไถ่ทุกวัน ให้คำปรึกษา และดูแลเรื่องอาหารน้ำดื่มให้เพียงพอ ทั้งนี้ มีการเปลี่ยนพยายามตัวลูกเรือส่วนหนึ่งที่หมดสัญญาแล้ว แต่การหาทีมใหม่เข้ามาทำงานในพื้นที่เสี่ยงแบบนี้เป็นเรื่องยากและมีค่าใช้จ่ายสูง
แม้จะมีการเตรียมแผนอพยพโดยบริษัทต่าง ๆ และองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization: IMO) แต่หากการสู้รบยังไม่ยุติ แผนเหล่านั้นก็เป็นได้เพียงแค่ทฤษฎีในกระดาษที่ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ ดังที่อเล็กซานเดอร์ ซาเวรีส์ (Alexander Saverys) ซีอีโอของบริษัทเดินเรือ CMB.TECH กล่าวว่า “วันนี้เราไม่ได้รับความมั่นใจใด ๆ จากรัฐบาลเลย เราจะเชื่อมั่นได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่า เรือสามารถแล่นผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนจริง ๆ เท่านั้น”
อ้างอิง : Bloomberg