
ใครที่เกิดหลัง 2008 หรือปีพ.ศ. 2551 ฟังทางนี้ให้ดี! ล่าสุดสหราชอาณาจักรผ่านกฎหมายควบคุมยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้าทั้ง 2 สภาแล้ว และอยู่ระหว่างการรอประกาศใช้ โดยห้ามคนที่เกิดหลังปีค.ศ. 2008 ซื้อบุหรี่ทุกประเภทตลอดชีวิต เพื่อหวังสร้าง “รุ่นใหม่ปลอดบุหรี่” ในอนาคต
แล้วกฎหมายนี้มีเพื่ออะไร? อย่างนี้ธุรกิจยาสูบในประเทศจะคิดยังไง?
Spotlight จะพาไปหาคำตอบกฎหมายนี้ไปพร้อมๆกัน!
กฎหมายฉบับนี้มีการเสนอร่างตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 โดยมีเป้าหมายในการสร้าง “รุ่นใหม่ปลอดบุหรี่” และมุ่งแก้ไขผลกระทบต่อสุขภาพจากการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิต ความพิการ และความเจ็บป่วยที่สหราชอาณาจักรมองว่าสามารถป้องกันได้ โดยกฎหมายนี้เป็นการรักษาชีวิต และลดภาระของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS)
หลังจากการเดินทางที่ยาวนาน ล่าสุดร่างกฎหมายผ่านทั้งสองสภาแล้ว และกำลังจะกลายเป็นกฎหมายเต็มตัวเมื่อได้รับพระราชทานบรมราชานุญาตจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งมีท่าทีว่าจะอนุญาตมาตั้งแต่ต้นแล้ว โดยรัฐมนตรีจะมีอำนาจใหม่ในการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินทั้งหมด
เวส สตรีติง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับสุขภาพของสหราชอาณาจักร เนื่องจากร่างกฎหมายเกี่ยวกับยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าได้สิ้นสุดขั้นตอนการพิจารณาในรัฐสภาแล้ว โดยเด็ก ๆ ในอังกฤษจะเป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นแรกที่ไม่สูบบุหรี่ ได้รับการปกป้องจากการเสพติด และอันตรายไปตลอดชีวิต
สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับกฎหมายนี้คือ ได้รับการสนับสนุนจากทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ซึ่งหายากนักที่จะเห็นพร้องต้องกันในครั้งแรก
กฎหมายนี้เคยผ่านแล้วในปี 2002 แต่พอได้มีการเปลี่ยนรัฐบาลในปีถัดมา รัฐบาลใหม่ประกาศยกเลิกกฎหมายนี้ทันที เพื่อนำเงินภาษียาสูบไปหมุนในการทำนโยบายลดหย่อนภาษี
โดยสหราชอาณาจักรภายใต้รัฐบาลอนุรักษ์นิยมเห็นดีด้วย จึงหยิบมาปัดฝุ่นใหม่ และสานต่อ
ในการโหวตวาระสำคัญในสภา ส.ส.อังกฤษโหวต “เห็นด้วย” ถึง 415 เสียง มีเสียง “ค้าน” เพียง 47 เสียง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกคนเห็นตรงกันว่าควรนำกฎหมายนี้มาใช้ โดยมีกำหนดการเริ่มใช้กฎหมายนี้อย่างเป้นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป
ผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2551 หรือ 1 มกราคม 2008 จะถูกห้ามซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบไปตลอดชีวิต และร้านค้าก็ห้ามขายให้ด้วยเช่นกัน โดยกฎหมายนี้จะให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการเสริมความเข้มแข็งให้กับมาตราการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะที่มีแต่อยู่เดิม โดยจะขยายขอบเขตไปถึงสนามเด็กเล่น บริเวณนอกโรงเรียน และโรงพยาบาลด้วย
นอกจากนี้ มาตราการใหม่ยังรวมถึงการห้ามโฆษณา ส่งเสริมการขาย และติดตราสินค้าบุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคตินที่มุ่งเป้าไปยังเด็ก เพื่อป้องกันการเริ่มต้นเสพติดในวัยเยาว์
การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกว่า 400,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง ประมาณ 64,000 รายในประเทศอังกฤษ ทำให้ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 130 ล้านบาท) ต่อปีในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ เช่น มะเร็งและโรคหัวใจ
บารอนเนส กิลเลียน เมอร์รอน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ขอรับรองกับท่านลอร์ดทุกท่านว่า กฎหมายนี้จะช่วยชีวิตผู้คนได้
แม้ว่ากฎหมายนี้จะฟังดูดี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนั้น เพราะไมเคิล มอร์ริส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนุรักษ์นิยม ออกมาเตือนว่า ค่าปรับ 200 ปอนด์ (ประมาณ 8,000 บาท ) ที่เสนอมานั้นจะสร้างภาระที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ค้าปลีก ซึ่งหลายคนในอุตสาหกรรมจะรู้สึกว่าข้อกังวลของพวกเขาถูกเพิกเฉย และรู้สึกไม่พอใจกับรัฐบาลที่ไม่รับฟังข้อเสนอแนะของพวกเขา จึงตั้งคำถามว่าควรเน้นให้ความรู้ มากกว่าการแบนหรือไม่?
สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับเรื่องนี้คือ เมื่อบริษัทผลิตบุหรี่ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง บริติช อเมริกัน โทแบคโค (BAT) เผยว่า แม้ว่าตนจะเป็นบริษัทผลิตบุหรี่ไฟฟ้าแห่งใหญ่ แต่ตนขอสนับสนุนรัฐบาลให้ดำเนินการประกาศใช้กฎหมายนี้ พร้อมใ้ห้ความร่วมมือในทุกด้านกับรัฐบาล
หรือแม้แต่มาร์ค โอตส์ ผู้ก่อตั้ง We Vape เผยว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องปกป้องรสชาติของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งยังคงเป็นแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้ใหญ่ในการเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่า
นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการที่ดีของรัฐบาล คือการจัดการที่ครอบคลุมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลอังกฤษเผยว่า จะมีการสนับสนุนการเลิกสูบบุหรี่อย่างครอบคลุม เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่สูบบุหรี่อยู่ และผู้ค้าปลีกจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
แล้วคุณล่ะคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้? คิดว่าประเทศไทยเราจะสามารถนำกฎหมายนี้มาใช้ได้หรือไม่?