
ปี 2568 เป็นปีที่เหนื่อยยากมากสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย เมื่อตลาดต้องเผชิญกับภาวะหนี้ครัวเรือนสูงและการปฏิเสธปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่พิจารณาอย่างเข้มงวดมากขึ้น จนเกิดภาพความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างโครงการระดับบนที่ยังพอไปได้กับตลาดระดับล่างที่ค่อนข้างเงียบเหงา ทำให้ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต้องชะลอเปิดโครงการและอัดโปรโมชันระบายสต๊อก เพื่อประคองตัวให้ผ่านช่วงเวลาที่สภาพตลาดยังไม่เป็นใจ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ เมื่อกางผลประกอบการของ 10 บริษัทผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยยักษ์ใหญ่ในตลาดออกมา พอจะมองเห็นว่าแต่ละเจ้ามีกลยุทธ์การเอาตัวรอดอย่างไร บางรายเน้นรักษายอดขายให้คงที่ ขณะที่บางรายยอมลดขนาดรายได้ลงแต่เน้นการบริหารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งผลลัพธ์ของปี 2568 ที่ออกมาได้สะท้อนความเป็น ‘ที่สุด’ ในแต่ละมิติที่แตกต่างกันไป
SPOTLIGHT ได้รวบรวมผลประกอบการของ 10 บริษัทอสังหาฯ พร้อมสรุปไฮไลต์ ‘ที่สุด’ ของตัวเลขต่าง ๆ ที่บ่งบอกว่าในปีที่ผ่านมา ใครคือผู้ชนะและใครคือผู้แพ้ในแง่มุมไหนบ้าง
ผลการดำเนินงานของ 10 บริษัทอสังหาฯ ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยชื่อดังที่ SPOTLIGHT รวบรวมจากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เรียงลำดับตามจำนวนรายได้รวมได้ดังนี้
เอพี ไทยแลนด์ (AP)
แสนสิริ (SIRI)
ศุภาลัย (SPALI)
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH)
เอสซี แอสเสท (SC)
แอสเซทไวส์ (ASW)
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI)
ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH)
แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN)
อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN)
รายได้สูงที่สุด : เอพี ไทยแลนด์ ขายเก่ง รายได้รวม 37,626 ล้านบาท เป็นบริษัทเดียวที่รายได้ยังเติบโตเป็นบวกสวนกระแสตลาด แต่กำไรสุทธิที่ลดลง 14.01% นั้น สะท้อนว่ามีการลดราคาเพื่อเร่งระบายสต๊อก
กำไรสุทธิสูงที่สุด : แสนสิริ มีกำไรสุทธิสูงที่สุด 4,513 ล้านบาท แม้ว่ากำไรลดลง -14.08% จากปีก่อนหน้า แต่ถือว่าเป็นบริษัทที่กำไรลดลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ย
อัตรากำไรสุทธิสูงที่สุด : ควอลิตี้เฮ้าส์ อัตรากำไรสุทธิ 21.92% สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรจากการบริหาร
ประคองตัวได้ดีที่สุด : เอสซี แอสเสท ประคองรายได้และกำไรได้ดีที่สุด เห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงของรายได้และกำไรที่ลดลงน้อยที่สุดเมื่อพิจารณาทั้งสองส่วน โดยรายได้ลดลงเพียง -0.34% ซึ่งถือว่าน้อยมาก เรียกได้ว่าทรงตัว ส่วนกำไรลดลง -10.13% ถือว่าเป็นอัตราการลดลงที่น้อยที่สุด (บริษัทอื่นลดลง 14% ถึง 83%)
รายได้ลดลงมากที่สุด : ศุภาลัย รายได้ลดลงมากที่สุดในกลุ่มพี่ใหญ่ โดยลดลง -22.5% ส่วนแอสเซทไวส์ รายได้ลดลงมากที่สุดใน 10 บริษัท โดยลดลง -23.0%
กำไรสุทธิลดลงรุนแรงที่สุด : อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กำไรสุทธิลดลงถึง -84.7% แม้ว่ารายได้รวมลดลงน้อยเพียง 1.95% สะท้อนถึงการลดราคาเพื่อเร่งยอดขาย หรือมีแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
อัตรากำไรสุทธิต่ำที่สุด : แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ มีอัตรากำไรสุทธิเพียง 0.55% เท่ากับว่าขายของ 1,000 บาทเหลือกำไรเพียง 5.5 บาท สะท้อนภาวะที่ยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ และเรียกได้ว่าอยู่ในจุดที่เสี่ยงจะขาดทุนแล้ว ส่วนบริษัทที่อัตรากำไรสุทธิต่ำรองลงมาก็ต่างกันไม่มาก คือ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ มีอัตรากำไรสุทธิเพียง 0.90% หรือขาย 1,000 บาทเหลือกำไรเพียง 9 บาท
สำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยปี 2569 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์มองว่า ตลาดที่อยู่อาศัยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในปี 2568 และคาดว่าปีนี้จะเข้าสู่ช่วงปรับสมดุลเชิงโครงสร้าง โดยอุปทานใหม่จะชะลอตัวลง การระบายสต๊อกดีขึ้น ขณะที่ราคาขายยังทรงตัว แต่ยังมีการแข่งขันด้านราคาอยู่บ้าง ซึ่งถือเป็นโอกาสของผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง
ด้านซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE Thailand) บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ฯ ระดับโลกคาดการณ์แนวโน้มว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยแนวราบจะยังเหนื่อยจากหน่วยบ้านเหลือขายที่เพิ่มสูงตั้งแต่ปี 2568 ผู้พัฒนาโครงการมีแนวโน้มที่จะยังคงระมัดระวังการเปิดตัวโครงการใหม่ จนกว่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน
แม้ว่าโครงการแนวราบในระดับลักซ์ชัวรี่และระดับไฮเอนด์ยังไปต่อได้ แต่การเปิดตัวโครงการจะจำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้พัฒนาที่มีประสบการณ์ และจะมีการแบ่งระยะการเปิดตัว เพื่อประเมินความต้องการที่แท้จริงและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในตลาด
ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียม จะเห็นช่องว่างที่กว้างขึ้น โดยกลุ่มลักซ์ชัวรี่ใจกลางเมืองเดินหน้าเปิดตัวด้วยราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้นถึง 15% จากดีมานด์เฉพาะกลุ่มที่เน้นความเอ็กซ์คลูซีฟ ตรงข้ามกับตลาดระดับราคาเข้าถึงได้ หรือระดับล่าง (affordable segment) ที่อาจต้องยอมหั่นราคาลดลงถึง 10% เพื่อแย่งชิงลูกค้า
ขณะเดียวที่ตลาดมิดทาวน์และชานเมืองยังต้องเผชิญกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการหันไปเน้นเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลที่มีปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการที่ชัดเจน เช่น บริเวณศูนย์กลางการคมนาคม ใกล้สถานศึกษา และโรงพยาบาล ซึ่งทำเลเหล่านี้สามารถดึงดูดได้ทั้งกลุ่มผู้ซื้อได้
สุวรรณี มหณรงค์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทบริการอสังหาฯ ครบวงจร มองว่า ปี 2569 ตลาดอสังหาฯ จะเคลื่อนเข้าสู่ “สมดุลใหม่” โดยมีแรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลง มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว แม้เศรษฐกิจจะยังเปราะบาง แต่ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (developer) ต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อที่จะรักษาระดับผลการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันไว้ได้
กรรมการผู้จัดการ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มองว่า แนวทางในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ไทยในปี 2569 มี 4 แนวทาง ดังนี้
1. Quality over Quantity: การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะไม่ได้วัดกันที่จำนวนยูนิตที่เปิดตัว แต่คือคุณภาพของโครงการในทำเลศักยภาพ และความสามารถในการดูแลหลังการขาย ทั้งนี้ การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่อาศัย เป็นปัจจัยที่ทำให้โครงการโดดเด่นและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดระดับบนที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคุณภาพ ทำเล และการดูแลระยะยาว
2. Financial Discipline & Recurring Model ผู้ประกอบการที่รักษาสภาพคล่อง ควบคุมต้นทุน และเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ เช่น การขยายพอร์ตธุรกิจใหม่ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
3. Lifestyle Personalization: การออกแบบที่เจาะจงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น Pet Friendly, สังคมผู้สูงอายุ, Solo Economy, Green Living ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือการตอบโจทย์บริบทสังคมที่เปลี่ยนไป
4. Smart Tech as a Standard: เทคโนโลยีบริหารจัดการอาคารและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ จะเปลี่ยนจาก ‘ทางเลือก’ เป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนการบริหาร และช่วยสร้างความปลอดภัย และเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงการอยู่อาศัย